ความรู้

"กลเม็ดการเรียนภาษาอังกฤษ สไตล์คนขี้เกียจ (แถมเบื่อง่าย) ยังไงให้รุ่ง?"

381
คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
"กลเม็ดการเรียนภาษาอังกฤษ สไตล์คนขี้เกียจ (แถมเบื่อง่าย) ยังไงให้รุ่ง?"

ทุกวันนี้โลกเริ่มเปลี่ยนไปไหนต่อไหนแล้ว แถมภาษาก็ดันเปลี่ยนไปตามเทรนด์เหมือนกันซะอีก แต่คนขี้เกียจ (แถมเบื่อง่าย) อย่างผม ก็ดันอยากตามเทรนด์กับเขาบ้าง เพราะช่วงนี้ติดโควิดเลยอยู่บ้านนอนยาว แถมแอบว่างด้วยเป็นเหมือนกันใช่ไหมล่ะ?

โลกหมุนไปไหนถึงไหนแล้วนะ?

อีกอย่างจะอยากไปไหนเผื่อต้องใช้ภาษา ก็ดันเป็นภาษาใบ้ภาษามือไปเสียได้ แถมอ่านไม่ออกอีกต่างหาก! ทำเอาหมดความมั่นใจเลยทีเดียว พอจะลองมาฝึกก็ทำไม๊ทำไม มันช่างยากเย็นเสียเหลือเกินกับการจะตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษเนี่ย!

จะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษกันยังไงเนี่ย?

เปิดดูตามคำแนะนำมาทั้งหมดก็แล้ว ลองมาทุกรู้แบบก็แล้ว แต่ก็มาแพ้ให้กับคำว่า "ขี้เกียจและเบื่อง่าย" ตลอดเลยเนี่ย แล้วทีนี้จะทำไงดีล่ะ? จะล้มเลิกความตั้งใจเลยดีไหม? ไหนๆ มันก็ไม่รอดอยู่แล้วนี่ เบื่อจะท่องศัพท์ สมาธิก็สั้นแถมอยากจะนอนตลอดเวลาอีก

แพ้ให้กับคำว่า

แต่ที่พูดมาทั้งหมดเนี่ยบอกเลย ว่าขอให้เป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ แล้วกันนะ ในวันนี้ ผม Mr. Nosy Parker จะขอเดินมาสะกิด (แบบเบาๆ) กับความอยากเก่งภาษาแบบสุดๆ และโคตรเจ๋ง! โคตรคูล แถมก็โคตรจะไม่ลงทุนเท่าไรกับ

Advertisement

Advertisement

"กลเม็ดการเรียนภาษาอังกฤษ สไตล์คนขี้เกียจ (แถมเบื่อง่าย) ยังไงให้รุ่ง? "

ถ้าอยากรู้ว่ามันมีด้วยเหรอทริคแบบนี้เนี่ย? ก็คงต้องลองเข้ามาดูกันหน่อยแล้วละน้า!

รูปแผนผังการเรียนภาษาอังกฤษ ในแต่ละทักษะซึ่งมีทั้งหมด 4 ทักษะ

รูปแผนผังการเรียนภาษาอังกฤษ ในแต่ละทักษะซึ่งมีทั้งหมด 4 ทักษะ

พอเห็นอะไรบ้างไหม? โอ้ เเน่ละก็แผนผังไงล่ะ แต่มันไม่ใช่แผนผังธรรมดาๆ น่ะสิ มันคือการรวมสุดยอดการเรียนแบบครบองค์ประกอบ 4 พื้นฐานที่ใครๆ ก็ทำได้แถมเจ๋งโคตรๆ อีกด้วย ถ้าจะให้อธิบายอย่างง่ายก็คงต้องเริ่มจาก

การ "ดู" เพื่อ "ฟัง"

มันคืออะไรแล้วต้องทำยังไงใช่ไหม? บอกเลยว่าไม่ยากอย่างที่คิดหรอกนะ! แต่ขอเกริ่นก่อนว่า เดี๋ยวนี้การเรียนภาษามันเข้าถึงง่าย สื่อก็เช่นกัน หลากหลายสุดๆ ถ้าคิดแบบง่ายๆ เลย ก็ลองหาสื่อที่ใกล้ตัว อย่าง YouTube ดูสิ! เลือกช่องที่ชื่นชอบแล้วเปิดฟัง

แต่!! เลิกคิดได้เลย ถ้าจะเริ่มฝึกเบื้องต้น แต่ดันมาเปิดฟังภาษาอังกฤษหรือเปิดซับภาษาอังกฤษของช่องที่พูดภาษาอังกฤษ หรือจะเปิดทั้งซับภาษาไทยแล้วก็ภาษาอังกฤษเหมือนที่แนะนำมาตั้งเยอะแยะนั่นล่ะก็ บอกก่อนเลยว่า NO!

Advertisement

Advertisement

เลือก Youtube ที่ใช่แล้วเลือกช่องที่ชอบได้เลย

ถ้าแบบนั้นมันจะต่างกันยังไงล่ะ ถูกไหม? แถมไม่ต้องสืบเลยว่าการโฟกัสที่ซับมากเกินไป ผลลัพธ์จะเป็นยังไง ลองคิดตามว่าถ้าเปิดภาษาอังกฤษซับไทย เราก็จะเพ่งไปที่การอ่านซับภาษาไทย ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่เกิดผลดีแน่ เพราะเราจะอ่านแต่ภาษาไทย ผลลัพธ์ที่ได้คือ ก็ได้ฝึกการอ่านภาษาไทยให้แข็งแกร่งขึ้นไงล่ะ

หรือจะเปิดซับภาษาอังกฤษดูดีนะ? แบบที่คนส่วนใหญ่แนะนำมา นั่นบอกก่อนเลยว่านอกจากอ่านตามไม่ทันเพราะมันโคตรจะไวปานติดจรวดแล้ว มันจะทำให้เราอ้วกอีกต่างหาก เพราะเราจะเครียดจากการแปลไม่ออกจนเกินไปไง

เปิดซับภาษาอังกฤษเพียวๆ

แล้วอันนี้ยิ่งหนัก ถ้าเราเปิดมันทั้งสองซับเลยล่ะ? เอามาเทียบไปเลยไงเห็นชัดดี บอกก่อนเลยว่าคุณจะขาดอรรถรสในการรับชม แทนที่จะไหลลื่นแบบสายน้ำ สนุกไปกับมันแบบไม่ขาดสาย บอกเลยว่า "คิดผิด!" คุณจะอยู่ในขั้นโหมดฝึกทหารที่ทดสอบความอดทน ในการที่ต้องอ่านมันทั้งสองประโยคในเวลาเดียวกันและถ้าไม่ทันก็ต้องมานั่งกดหยุดอ่านอีก (ขาดอรรถรสไหมล่ะ? )

Advertisement

Advertisement

เปิดทั้งซับภาษาไทยและอังกฤษในเวลาเดียวกัน

แต่ต้องบอกก่อนเลยว่าทั้งหมดที่กล่าวไป คุณสามารถทำแบบนั้นได้ แต่มันไม่เหมาะกับคนขี้เกียจแล้วเบื่อง่ายอย่างพวกเราไง!

ดังนั้นผม Mr. Nosy Parker จึงมีตัวเลือกที่ดีกว่าให้ นั่นก็คือ! เลือกช่องที่เป็นคนไทยทำหรือพูดภาษาไทยเท่านั้น! ย้ำ! ว่าต้องเป็นช่องภาษาไทยเท่านั้น เลือกเอามาสักช่องที่ถูกใจ ดูแล้วเพลินดูได้เรื่อยๆ พอเลือกแล้วก็กด "ดู!" ว่าวิดีโอของช่องนั้นๆ มันมีซับภาษาอังกฤษอยู่ด้วยหรือเปล่า (ไม่เอาซับอัตโนมัตินะ เอาซับที่ถูกสร้างขึ้นจากตัวเจ้าของช่องเองเท่านั้น)

ดูช่องภาษาไทยและซับเป็นภาษาอังกฤษ

เริ่มงุนงงใช่ไหม ทำไมถึงทำแบบนี้? นั่นก็เพราะเริ่มแรกนั้น พวกเราจะไม่ชินภาษาอังกฤษยังไงล่ะ (เอาแบบพื้นฐานสุดๆ เลยนะ เริ่มจากคนที่แทบจะไม่รู้หรือไม่รู้ภาษามาก่อนเลย) เพราะเราถูกปลูกฝังเรื่องการเรียนที่เน้นการท่องจำแล้วก็อ่าน! เราเลยชินกับตัวหนังสือมากกว่าเสียงยังไงล่ะ แถมดันไม่รู้ว่าไอ้ที่อ่านๆ ไปนั่นน่ะ มันแปลว่าอะไรอีกต่างหาก

คำถามคือ ถ้าเราทำแบบนั้นแล้วยังไง จะฟังหรืออ่านออกเหรอ? คำตอบคือแน่นอน เพราะคนเราเรียนรู้ด้วยการฟังและเห็นจนคุ้นเคย ก่อนจะพัฒนาแปรเปลี่ยนเป็น "ความเข้าใจ" ตามช่วงอายุวัยและสถานการณ์

ผมจะอธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายนะ ตอนเราเกิดเราได้ยินเสียงของพ่อแม่เราพูด นั่นคือการ "ฟัง" เพื่อความเข้าใจ แต่ที่ผมเสนออย่างนี้ ก็เพราะ พอเราโตขึ้น เราเปลี่ยนความหมายเป็นการ "เห็น" ซะส่วนใหญ่ เราชินกับการ "เห็น" ตัวหนังสือที่มากกว่า ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน เราจะเห็นตัวหนังสือก่อนเสมอ

ดูเพื่อฟัง

ทีนี้พอจะเข้าใจที่ผมพูดไปแล้วใช่ไหม? ดังนั้นส่วนหลักการอื่น อันนี้ไม่ต้องไปสนใจมัน เอาแค่ "เปิด" และ "ฟังวิดีโอภาษาไทย" แล้วก็ "อ่านซับภาษาอังกฤษ! " ก็พอ ขอแบบตั้งใจแต่ชิวๆ ไม่ตึงจนเครียดและไม่แผ่วจนไม่สนใจ" เพราะไม่อย่างนั้นสุดท้ายมันจะกลายเป็น "ความล้มเหลว" โดยทันที

เกิดแปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ

บางวิดีโอมีช่องเปลี่ยนภาษาหรือเกิดจากการทำซับขึ้นมาเองก็มีอยู่ เลือกวิดีโอที่ชอบและอ่านแบบกวาดตาตามอย่างรวดเร็ว ตามความเร็วของวิดีโอ อย่าไปสนใจว่าจะอ่านทันไหมและมันจะแปลว่าอะไร หลุดก็หลุดช่างมัน เพราะสุดท้ายตาเราดูซับภาษาอังกฤษก็จริง แต่หูของเราฟังการแปลไปในตัวอยู่แล้วและเราก็จะเข้าใจได้ในตัวของมันเอง ไม่ต้องกังวลนะ!

ดังนั้นลืมไปได้เลยที่บอกว่า เปิดซับสองอันสิ หรือเปิดซับภาษาอังกฤษสิ หรือว่าทำแบบนี้จะรู้เรื่องเหรอ เพราะนี้มันสไตล์คนขี้เกียจและเบื่อง่ายยังไงล่ะ ดังนั้นที่ว่ามาบลาๆ นั่นน่ะ มันไม่ได้ผลหรอก นี่สิของจริง!

เริ่มดูน่าสนใจแล้วเหรอยัง? ถ้าตอบว่า "ใช่" งั้นมาเริ่มเรื่องที่น่าสนใจกันต่อเลยดีกว่า หลังจากผ่านพ้นวิกฤตความยากลำบากมาแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องลุยกันต่อ กับการ "ฟัง" แบบต่อเนื่องแต่เพิ่มดีกรีที่แสนจะธรรมดาแบบสุดๆ กับการแอดวานซ์ขึ้นมาอีกหน่อย ในส่วนของการฟัง เพื่อ ความชินไงเล่า! (นี่ยังไม่พ้นเรื่องฟังๆ อ่านๆ อีกเหรอเนี่ย! )

ดูเพื่อความเข้าใจ

อย่าเพิ่งเบื่อไป บอกเลยว่าที่พูดไปก่อนหน้านั้นทั้งหมด คือการลองของเท่านั้น เหมือนชิมอาหารเรียกน้ำย่อยยังไงล่ะ! แต่ส่วนนี้ไม่แตกต่างเหมือนของที่อื่นหรอก ขอเพียงแค่คุณพอมีเวลาว่างและไม่ลัดขั้นตอนการฝึกในครั้งนี้ก็เท่านั้น กับการหาช่องภาษาอังกฤษ ย้ำอีกครั้ง! ว่าช่องภาษาอังกฤษที่เรากดไลก์ กดเลิฟๆ กดติดตามพวกเขาอยู่ก็ได้ (เพื่อความสนุก สนใจและความสบายใจของเราเองด้วย) และอย่าลืม! เปิดซับภาษาอังกฤษแทน เพื่อให้การรับฟังเกิดการ "ชินหู" มากยิ่งขึ้นนะ

โดยใช้หลักการเหมือนเดิม คือ ไม่ต้องไปสนว่าในเนื้อหานั้นจะพูดว่าอะไร? จะฟังออกไหม? แล้วจะอ่านซับทันไหม? ขอแค่ "คุณ" โฟกัสในการดูและอ่านซับตามความเร็วของวิดีโอก็พอ จะอ่านทันไม่ทันก็ไม่ต้องไปกดหยุดเพื่ออ่านให้ทันหรอกนะ ปล่อยไหลเหมือนเราเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ได้เลย ให้ทำเหมือนเดิมทุกอย่างเป๊ะๆ !

เปิดช่องภาษาอังกฤษและเปิดซับภาษาอังกฤษ

มาถึงตรงนี้แล้ว พอจะมองภาษาอังกฤษได้กว้างขึ้นบ้างหรือยัง? ถ้าใช่ผมก็ขอบอกให้ลองทำดูเลย แล้วคุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน เหมือนการดื่มเครื่องดื่มธรรมชาติเสริมความงามพร้อมกับออกกำลังกายแบบเบาๆ เพื่อหุ่นอันงดงามให้กับตนเอง แบบไม่ต้องทุ่มซื้อเครื่องดื่มแพงๆ หรือออกกำลังกายอย่างหนักให้เหนื่อยเปล่าเลย เหมาะกับสไตล์คนขี้เกียจและเบื่อง่ายอย่างพวกเราไหมล่ะ?!

มาต่อกันเลยดีกว่าเพราะไฟมันเริ่มติดซะแล้วน่ะสิ อีกอย่างคงจะเบื่อกับ "การฟัง" แล้วใช่ไหม? งั้นมาลองของใหม่ กันดูบ้างกับทักษะการ "พูด" "อ่าน" และ "เขียน" แบบรวบรัดจบในขั้นตอนเดียว ผมขอบอกก่อนเลยว่ามันง่ายอย่างกับปอกกล้วยเข้าปาก (แต่จะถ้าให้พูดแบบจี้จุดสุดๆ ก็คงกินกล้วยได้ทั้งเปลือกเลยแหละ ) เพราะมันโคตรจะง่ายและสบายๆ เหมาะกับคนขี้เกียจและเบื่อง่ายไงล่ะ (เริ่มเบื่อคำนี้กันหรือยัง?)

ก่อนจะพูดอะไรต่อ ต้องขอเท้าความไปถึงยุคของหนังสือเรียนอันเลื่องชื่อตามฉบับการเรียนพื้นฐานภาษาไทยในยุคนั้นๆ ก่อนจะโดนยกเลิกไปกับหนังสือเรียนที่ีีมีชื่อว่า "มานะ มานี ปิติ ชูใจ" (เด็กรุ่นหลังคงไม่ได้เห็นกันแล้ว) ซึ่งถ้าไม่รู้จักหนังสืออมตะเล่มนี้แล้วละก็ ลองค้นหาชื่อนี้แล้วอ่านเนื้อความข้างในดูได้เลย จะรู้เลยว่ามันคือ "หนังสือฝึกหัดอ่านแบบเข้าใจง่ายโคตรๆ แถมเป็นการผสมคำที่ง่ายและมันคือเล่มที่กอบกู้การอ่านออกเขียนได้ของใครในหลายๆ คนเลยก็ว่าได้"

หนังสือ

ถ้าคิดว่าเหนื่อยแล้วอยากจะถอยละก็ ก็ทำได้นะ แต่! เดินไปถอยหนังสือหรืออีบุ๊กภาษาอังกฤษแบบเจ๋งๆ โดนๆ มาสักเล่มจะดีกว่า เลือกเอาหนังสือที่คิดว่าจะอยู่กับเราจนจบ (อย่างน้อยก็อยู่กับเราได้นานเท่าที่จะทำได้ละนะ) ถ้าไม่ใช่สายอ่านก็หยิบเล่มที่มันอ่านง่ายๆ อ่านสบายๆ ผสมฮาๆ ด้วยก็ดี ขจัดปัญหาความน่าเบื่อของการอ่านไปได้ (อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง)

รูปประกอบ : หนังสือที่แนะนำและน่าสนใจ

รูปประกอบ : หนังสือที่แนะนำและน่าสนใจ

แต่ก่อนที่จะอ่านนั้น อยากให้นึกถึงเด็กยุคก่อนๆ กับการเรียนภาษาไทยสไตล์ "มานะ มานี ปิติ ชูใจ" ในตอนนั้นว่าพวกเขาอ่านกันอย่างไร? เราก็จะอ่านตามนั้น! แต่จะให้มาอ่านแบบตั้งใจอ่านอย่างช้าๆ หรือแปลทีละคำ หรือจะอ่านแบบเร็วๆ รวดเดียวจบแถมท่องศัพท์วันละ 5-10 คำ บอกได้เลยว่าหยุดก่อน! นี้ัมันสไตล์คนขี้เกียจและเบื่อง่ายนะ! อย่างพวกเราคงจะปาหนังสือทิ้งตั้งแต่ยกแรกแล้วถ้าทำแบบนั้น ดังนั้นผมเลยสรุปหลักการอ่านไว้อย่างนี้

1.    ไม่ต้องไปสนว่ามันจะหมายความว่าอะไร อย่างไร ที่ไหน แบบไหน ไม่ต้องไปกังวลมัน โยนทิ้งออกจากสมองไปได้เลย ขอแค่อ่านแบบนกแก้วนกขุนทองไป แต่พยายามอ่านให้ถูกต้องก็พอ ส่วนสำเนียงนั้น อันนี้ค่อยมาฝึกกันทีหลังได้ อ่านแบบสไตล์ "มานะ มานี ปิติ ชูใจ" ด้วยนะ ต้องอ่านแบบนี้เท่านั้น! ไม่งั้นถือว่าไม่ใช่สไตล์คนขี้เกียจแถมเบื่อง่าย

อ่านตามสไตล์

ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ชิวๆ ว่างก็หยิบมาอ่านแบบคูลๆ ไม่ว่างหรือเกิดอาการเบื่อก็ไม่ต้องหยิบแล้วไปนอน ตามสไตล์ของพวกเรา เดี๋ยวมันก็จะซึมซับแล้วจะเข้าใจได้เอง ขอให้ปล่อยและผ่อนคลาย ย้ำ! ว่าผ่อนคลาย ไม่งั้นคงได้โยนหนังสือก่อนความเครียดจะถามหาแน่ๆ (แต่ไม่เอานานๆ ทีหยิบมาอ่านนะ NO!)

2.     ไม่ต้องโฟกัสทีละคำแบบช้าๆ ย้ำ! "แบบช้าๆ " เหมือนท่องบทอาขยาน เพราะเดี๋ยวจะเบื่อจนหลับหรือไม่ก็อ้วกไปเลย อันนี้เป็นการจี้ประเด็นจากข้อข้างบนได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องพูดเยอะ เอาเป็นว่าพูดแค่นี้ก็น่าจะเข้าใจ เพราะไม่อย่างนั้นคงจะได้โยนหนังสือและไปนอนเหมือนเดิมเป็นแน่

ได้โยนหนังสือทิ้งแน่ๆ เลย

3.    ไม่ต้องท่องศัพท์เลยสักตัว! อันนี้คงจะไชโยปิดบ้านเลี้ยงหมูกระทะเป็นแน่ เพราะอ่านๆ ไป เดี๋ยวก็จะเจอบริบทกับคำซ้ำออกมาให้เห็นเรื่อยๆ เอง พอเริ่มเห็นจนชินตาบวกกับเห็นบริบทของประโยคนั้นบ่อยๆ เข้า ก็จะเข้าใจได้ในตัวของมันเองแบบไม่ต้องพึ่งครูสอนเลยละ เยี่ยมไหมล่ะ!

ไม่ต้องท่องศัพท์เลยสักตัว

4.    อ่านทีละประโยคพอจบประโยคนึงแล้วก็หยุด เหมือนการสอนอ่านของ "มานะ มานี ปิติ ชูใจ" เลยเอาแบบนั้นเลย จากนั้นก็ค่อยๆ ย้อนอ่านใหม่และเริ่มในระดับความเร็วปกติเหมือนที่อ่านก่อนหน้า (หรือจะเร็วๆ เลยก็ได้ถ้าเบื่อและถนัดแบบนั้น) แต่ให้อ่านแบบสะกดทีละคำ ทีละตัว แล้วรวมคำ อย่างนี้จนจบประโยค ก่อนจะเริ่มประโยคใหม่อีกครั้ง

ทำแบบนี้ซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ แบบไม่ต้องสนใจอะไร มันคือการทวนคำแบบทวนทั้งประโยค ได้ทั้งคำศัพท์ ได้ทั้งหลักการอ่าน ได้ทั้งการออกเสียง (แบบไม่รู้ตัว) อีกด้วย สุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะ ! (พอพูดแบบนี้ทำเอานึกถึงสมัย "มานะ มานี ปิติ ชูใจ" แบบชัดเจนมากขึ้นเหรอยัง? )

พอได้ลองทำและพูดมาทั้งหมดจนถึงตรงนี้แล้ว ก็ถึงเวลาของหลักการ "เขียน" ซะที  หาเศษกระดาษกับปากกามาสักด้ามและเขียนตามเวลาที่เราสะกดทีละคำตามข้อ 4 เหมือนเขียนจดงานหน้าชั้นเรียนสมัยก่อน ให้ทำแบบนั้นไปเลย! แต่อย่างนั้นคือการฟังแล้วเขียนตามใช่ไหม แต่นี่ให้เปลี่ยนเป็น อ่านทวนแล้วเขียนตามสิ่งที่ทวน ทีละคำจนครบหนึ่งประโยค แล้วพอเขียนเสร็จก็ให้อ่านประโยคถัดไปแล้วเขียนทวนตามใหม่

ไล่อ่านทีละคำ

ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ รับรองเห็นผลทันตากับการเขียนที่คล่องขึ้นและความเข้าใจที่มากตาม พอเขียนเสร็จแล้วต้องทำยังไงต่อเหรอ? ถามได้ก็โยนทิ้งลงถังขยะไปได้เลย อย่าไปสนใจมันอีก! ไม่ต้องรื้อฟื้นอะไรให้วุ่นวาย แถมไม่ต้องเครียดและเหนื่อยหน่ายจากการท่องศัพท์ด้วย! เจ๋งสุดๆ เลยใช่ไหม?

โยนทิ้งไปได้เลย!

ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ กับเคล็ดที่ (ไม่) ลับที่บอกกล่าวไปทั้งหมด รับรองภายใน 1 เดือนเห็นผลอย่างกับเก่งสั่งได้เลยแหละ! แถมยังได้เรียนรู้ครบทั้ง 4 แบบ 4 ทักษะ อีกด้วยนะ แต่ทุกๆ อย่างก็เกิดจากการลงทุนกับการฝึกฝนและต้องใช้เวลาควบคู่กันไปอยู่ดี ถึงจะไม่มากไม่น้อยก็ตาม

เพียงแค่จะมาบอกเล่ากับเทคนิคแบบลัดทาง เล็กๆ น้อยๆ ก็เท่านั้นเอง และอย่าลืมหมั่นฝึกฝนทำซ้ำวันละประมาณ 30 นาทีก็เพียงพอแล้ว (ไม่ได้ตามนี้ก็อย่างซีเรียสนะฮะ) เพราะผมก็รู้ว่าถ้านานเกินไปก็อาจจะเบื่อและอาจจะล้มเลิกความตั้งใจก็เป็นได้

เพียงแค่วันละ 30 นาทีเท่านั้น

ทริคแบบนี้เหมาะกับการเอาตัวรอดในสังคมและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสบายๆ ตามสไตล์คนขี้เกียจแถมเบื่อง่ายเท่านั้นเอง แต่ไม่เหมาะกับการเอาไปใช้ในระดับที่สูงขึ้นอย่าง การสอบต่อเข้ามหาวิทยาลัย การสอบชิงทุน  การเรียนต่อ การสัมภาษณ์งาน หรือแม้กระทั่งการทำงานอีกด้วย  เพราะนั่นมันคือขั้นที่แอดวานซ์มากขึ้นไปอีก (เอาเป็นว่าขอไม่พูดถึงก็แล้วกัน)

ไม่เหมาะกับการเอาไปใช้ในรูปแบบอื่น ที่จริงจังมากยิ่งขึ้น

อีกอย่าง นี้ก็เป็นแค่เพียงพื้นฐานในการเอาตัวรอดเท่านั้น แต่มันก็คือพื้นฐานที่จะนำไปต่อยอด สู่ขั้นที่สูงกว่าขึ้นไปอีกเช่นกันนะ

จะลุยเที่ยวไหน ก็ไปได้โลด! ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป

ทีนี้จะแบ็คแพ็คลุยเดี่ยวไปเมืองนอกคนเดียวก็คงจะไม่หวั่น หรือจะลากเดอะแก๊งไปด้วยก็คงจะไม่น้อยหน้าแล้วละนะ เป็นการลองที่ไม่ต้องลงเงินลงแรงหรือใช้ความพยายามอะไรมากมายเลย แถมเรียนได้ง่ายๆ สบายเงินในกระเป๋าและสบายใจเราอีกต่างหาก เจ๋งสุดๆ ใช่ไหมล่ะ? คราวหน้ามีทริคอะไรเจ๋งๆ สนุกๆ แถมคูลๆ อีกละก็ ผม Mr. Nosy Parker จะมาบอกเล่าเมาท์มอยกันต่ออีกนะฮะ แต่ตอนนี้ต้องขอตัวลาก่อน สวัสดีครับ

เครดิต ภาพประกอบทั้งหมดวาดโดยตัวผู้เขียนเอง

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์