คัดลอกลิงค์

ความรู้

กองทุนดัชนีดีกว่าอย่างไร ทำไมวิธีลงทุนของ Warren Buffett ถึงชนะคำท้า

PAMMII
PAMMII
|3 min read
อ่านบทความอื่นจาก PAMMII
แจ้งตรวจสอบ
กองทุนดัชนีดีกว่าอย่างไร ทำไมวิธีลงทุนของ Warren Buffett ถึงชนะคำท้า

ภาพปกจาก: https://pixabay.com/photos/stock-market-charts-graphs-finance-2616931/


 

เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินข่าวเมื่อปีกอน ๆ ที่บัฟเฟตต์ชนะการรับคำท้าว่า ภายใน 10 ปี กองทุนดัชนี S&P500 จะให้ผลตอบแทนได้สูงกว่ากองทุนเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งปรากฎว่าผ่านไป 10 ปี กองทุนดัชนี S&P500 ก็ชนะจริง ๆ แสดงให้เห็นว่า การลงทุนระยะยาว ถ้าเราลงทุนในกองทุนที่มีการซื้อขายหลักทรัพย์บ่อยครั้งเพื่อให้ผลตอบแทนของกองทุนชนะตลาด (Active Fund) แต่กองทุนนี้ก็อาจจะให้ผลตอบแทนน้อยกว่าเราลงทุนในกองทุนดัชนี

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะกองทุนรวมแบบ Active Fund จะมีค่าธรรมเนียมการบริหารหรือค่าใช้จ่ายมากกว่ากองทุนรวมดัชนี หรือกองทุนแบบ Passive Fund จึงทำให้ผลตอบแทนที่เราจะได้รับลดน้อยลงด้วย

.

Index Graphภาพจาก: https://www.pexels.com/photo/space-grey-ipad-air-with-graph-on-brown-wooden-table-187041/

Advertisement

Advertisement

.

กองทุนดัชนี (Index Fund) เป็นกองทุนที่เน้นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง มีกลยุทธ์การบริหารการลงทุนเชิงรับ (Passive Management) ซึ่งจะเป็นสินทรัพย์อะไรก็ได้ที่มีดัชนีให้เราสามารถลงทุนตามได้ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นดัชนีหุ้นอย่างเดียว เพียงแต่ส่วนใหญ่ที่ค่อนข้างฮิตกัน คือ ดัชนีหุ้น ยกตัวอย่างเช่น กองทุนดัชนี S&P500 ของสหรัฐอเมริกา, กองทุนดัชนี Nikkei225 ของญี่ปุ่น, กองทุนดัชนี SET50 ของไทย เป็นต้น

หลักการลงทุนของกองทุนดัชนี คือ ผู้จัดการกองทุนจะจัดสัดส่วนการลงทุนให้เป็นไปตามดัชนีอ้างอิงมากที่สุด เช่น กองทุนดัชนี SET50 ผู้จัดการกองทุนก็จะกระจายลงทุนในหุ้น 50 ตัวแรกที่มี Market Cap มากสุดในตลาดหุ้นไทย


Ideaภาพจาก: https://pixabay.com/photos/idea-innovation-imagination-mindmap-2123972/

Advertisement

Advertisement

.

กองทุนดัชนีดีกว่าอย่างไร ?

  • 1. อย่างแรกที่เป็นข้อดีที่สุดเลย คือ ค่าใช้จ่ายต่ำ

เนื่องจากกองทุนดัชนีเน้นให้ผลตอบแทนใหญ่เคียงกับดัชนีอ้างอิง ด้วยกลยุทธ์นี้จึงทำให้ไม่ต้องจ้างผู้จัดการกองทุนหรือนักวิเคราะห์เป็นจำนวนมาก เพื่อมาคัดหาหุ้นหรือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบชนะตลาด

  • 2. มีความเสี่ยงน้อยกว่ากองทุนแบบ Active

กองทุนนี้จะมีความเสี่ยงหลัก ๆ เพียงอย่างเดียว คือ ถ้าดัชนีอ้างอิงในความผันผวน หรือดัชนีกำลังตก กองทุนดัชนีก็จะมีความผันผวนใกล้เคียงดัชนีด้วย ทำให้เราสามารถคาดการณ์ได้ง่ายว่าวันนี้กองทุนดัชนีที่เราลงทุนอยู่จะให้ผลตอบแทนในทิศทางใด ซึ่งต่างจากกองทุนแบบ Active ที่เราอาจจะต้องมีความเสี่ยงในด้านนโยบายการลงทุน วิธีการลงทุน รวมถึงฝีมือการบริหารของผู้จัดการกองทุนอีกด้วย

Advertisement

Advertisement

  • 3. สามารถจัดพอร์ทการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลตอบแทนของกองทุนดัชนีมักจะเป็นไปตามดัชนีอ้างอิงอยู่เสมอ ดังนั้น จึงเหมาะกับคนที่ต้องการจัดพอร์ทการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด หากเราต้องการจัดพอร์ทกระจายหลายสินทรัพย์ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ ก็สามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุนดัชนีของแต่ละสินทรัพย์ เพื่อให้เราได้ผลตอบแทนจากสัดส่วนของแต่ละสินทรัพย์อย่างแท้จริง และยังทำให้ไม่ต้องเจอกับจังหวะการถือเงินสดของผู้จัดการกองทุน


Checklistภาพจาก: https://pixabay.com/photos/checklist-check-yes-or-no-decision-2313804/

.

ควรเลือกกองทุนดัชนีอย่างไรดี ?

  • 1. เลือกกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายน้อย

เมื่อผลตอบแทนของกองทุนดัชนีใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง และมีการลงทุนเหมือนกับดัชนีอ้างอิง ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจเลือกกองทุนดัชนีประเภทเดียวกัน คือ ค่าใช้จ่ายของกองทุนนั้น โดยเราควรจะเลือกกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการซื้อขายน้อยที่สุด เนื่องจากกองทุนดัชนีไม่ต้องบริหารจัดการกองทุนเยอะเท่ากองทุนแบบ Active และจะช่วยให้เราได้ผลที่มากกว่าอีกด้วย

  • 2. เลือกกองทุนที่มีค่า Tracking Error น้อยที่สุด

ค่า Tracking Error จะเป็นค่าที่บอกเราว่ากองทุนนี้สามารถลงทุนได้ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งมีค่า Tracking Error น้อย ก็แปลว่ากองทุนนี้สามารถทำผลตอบแทนเบี่ยงเบนกับดัชนีอ้างอิงน้อย แสดงให้เราเห็นว่ากองทุนสามารถลงทุนเลียนแบบดัชนีอ้างอิงได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง ค่านี้จะเหมาะกับการดูกองทุนแบบ Passive เท่านั้น เพราะกองทุนแบบ Active จะลงทุนในสัดส่วนที่ต่างจากดัชนีอ้างอิง เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ชนะดัชนีอ้างอิงนั้น ๆ


ถ้าถามว่าควรลงทุนแต่กองทุนดัชนีอย่างเดียวเลยดีมั้ย? เราไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่าลงทุนอะไรดีกว่ากัน

ในความเห็นส่วนตัว เราคิดว่ากองทุนในประเทศไทยสามารถที่จะลงทุนกองทุนได้ทั้งแบบ Active และ Passive เพราะเรายังเห็นกองทุนแบบ Active ที่สามารถสร้างผลตอบแทนชนะตลาดได้ค่อนข้างเยอะ ซึ่งต่างจากตลาดประเทศสหรัฐอเมริกาที่คนส่วนใหญ่มักจะเลือกกองทุนแบบ Passive เพราะตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดที่พัฒนาแล้ว มีจำนวนหุ้นอยู่มากมาย จึงยากที่ผู้จัดการกองทุนจะเลือกหุ้นที่สามารถทำให้ผลตอบแทนชนะตลาดได้ โดยส่วนตัวเราเอง ในพอร์ทกองทุนของเราก็มีทั้งกองทุนแบบ Active และ Passive เลย ถ้าเป็นกองทุนหุ้นไทยเราก็จะเน้นเป็นกองทุนแบบ Active มากกว่า

ดังนั้น ก่อนจะลงทุนในกองทุนดัชนีไหน อย่าลืมศึกษารายละเอียดของสินทรัพย์นั้นก่อนนะคะ เพราะแต่ละสินทรัพย์จะมีความเสี่ยงและความผันผวนที่ไม่เหมือนกัน

=====

หากเพื่อน ๆ ชอบอ่านบทความเกี่ยวกับการลงทุนและกองทุนรวม

สามารถติดตามบทความอื่นของเราได้ที่

https://www.blockdit.com/secret.fund

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด