ความรู้

ช่อฟ้า จากวรรณคดีมหาภารตยุทธ สู่สถาปัตยกรรมในพุทธศาสนาของไทย

699
คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
ช่อฟ้า จากวรรณคดีมหาภารตยุทธ สู่สถาปัตยกรรมในพุทธศาสนาของไทย

ช่อฟ้า เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องลำยอง ประดับบริเวณเหนือจั่ว จุดสูงสุดของอาคาร โดยเฉพาะอาคารในพุทธศาสนา

มีหลายรูปแบบ เช่น ช่อฟ้าปากปลา ช่อฟ้าปากครุฑ ช่อฟ้าหัวนกเจ่า ช่อฟ้าล้านนาดั้งเดิม

ช่อฟ้าปากครุฑ ตามคติ “ครุฑยุดนาค”
จากวรรณคดีมหาภารตยุทธ ของศาสนาพรามหณ์-ฮินดู
สู่สถาปัตยกรรมในพุทธศาสนาของไทย

เหตุจากผู้หญิงทิ้งดอกไม้ จนพิภพเกิดโกลาหล

รูปแบบของช่อฟ้าปากครุฑ ที่เป็นที่นิยมในภาคกลางของไทย ประกอบด้วย

  • ช่อฟ้า สื่อถึงตัวพญาครุฑ
  • ใบระกา สื่อถึงปีกและขนของครุฑ
  • หางหงส์ เป็นรูปหัวพญานาค

ทั้งหมดอยู่ในท่าทาง เสมือน พญาครุฑกำลังสยายปีกจับหางพญานาคชูขึ้น

แล้วทำไมครุฑต้องจับพญานาค?
และท่าทางการจับพญานาคแบบนี้มีที่มาอย่างไร?

ช่อฟ้าปากครุฑ วัดพระธาตุดอยคำ จ.เชียงใหม่• ช่อฟ้าปากครุฑ วัดพระธาตุดอยคำ จ.เชียงใหม่

ขอเล่าเรื่องราวโดยย่อ ย้อนไปตั้งแต่เหตุการณ์ก่อนการ "กวนเกษียรสมุทร"

Advertisement

Advertisement

เมื่อพระอินทร์เสด็จลงจากสวรรค์ ได้พบฤาษีทุรวาสผู้ได้รับดอกไม้สักการะจากพระนางปาราวตี (เมียพระศิวะ)
ฤาษีเห็นว่า ถ้าพระอินทร์มาเห็นตนคล้องดอกไม้เมียพระศิวะ คงไม่เหมาะ
จึงถวายดอกไม้สักการะนั้นแก่พระอินทร์

พระอินทร์รับแล้วส่งต่อให้พระศจีชายา
ด้วยกลิ่นของดอกไม้ทำให้พระชายาวิงเวียนจึงทิ้งดอกไม้ไปต่อหน้า
ฤาษีเห็นดังนั้นก็ไม่พอใจจึงสาปพระอินทร์และบริวารให้กำลังฤทธิ์เดชอ่อนลง

เมื่อพระอินทร์อ่อนกำลังลง อสูรจึงหึกเหิมยกทัพบุกสวรรค์ สงครามครั้งนี้พระอินทร์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้

เพื่อให้ฟื้นคืนกำลัง พระอินทร์จึงคิดที่จะปรุงน้ำอมฤต โดยการกวนเกษียรสมุทร

พระนารายณ์เสด็จมาเป็นองค์ประธาน
เหล่าเทวดาหลอกล่ออสูรให้มาช่วย
จนได้น้ำอมฤต โดยมีสิ่งวิเศษ 14 อย่างออกมาก่อนหน้า หนึ่งในนั้นคือ "ม้าอุจไฉยศรพ"
ซึ่งพระอินทร์รับไว้เป็นพาหนะของตน โดยมอบให้สุริยเทพผู้เป็นข้ารับใช้

Advertisement

Advertisement

ช่อฟ้าปากปลา วัดพระธาตุลำปางหลวง มีลักษณะจงอยปากจะเชิดขึ้น• ช่อฟ้าปากปลา วัดพระธาตุลำปางหลวง จ.ลำปาง มีลักษณะจงอยปากเชิดขึ้น

อีกฟากหนึ่งของพิภพ....

พระทักษะปชาบดี ยกลูกสาว 13 คนให้ พระกัศยปมุนีเทพบิดร นางวินตา และ นางกัทรุ คือ 2 คนในนั้นและชิงดีชิงเด่นกันตลอดมา

นางกัทรุ ขอพรจากสามี ขอให้ได้ลูกเป็น นาค 1,000 ตัว
นางวินตา ขอพรให้ได้ลูกเพียง 2 องค์แต่ให้มีฤทธิ์เหนือกว่าลูกนางกัทรุ นางจึงคลอดบุตรเป็นไข่ 2 ฟอง

...500 ปีผ่านไป นางวินตาทนไม่ไหวจึงทุบไข่ฟองหนึ่ง
จึงกำเนิดเป็นเทพบุตรครึ่งองค์ นามพระอรุณเทพบุตร
เทพบุตรโกรธแม่ตัวเอง ที่ทำให้เกิดมาไม่สมบูรณ์เพราะยังไม่ครบกำหนด จึงสาปแม่ตัวเองให้ตกเป็นทาสของนางกัทรุ แล้วพระอรุณ ก็ทิ้งแม่ตัวเองไปเป็นสารถีบังคับม้าอุจไฉศรพ ให้พระอาทิตย์

วันหนึ่ง นางวินตาและนางกัทรุ ท้าพนันสีม้า (ม้าอุจไฉยศรพ) ของพระอาทิตย์ว่าเป็นสีอะไร ถ้าใครทายผิด คนนั้นต้องเป็นทาสของอีกฝ่าย
นางวินตา ทายว่าสีขาว ส่วนนางกัทรุ ทายว่าสีดำ
ความจริงม้าอุไฉยศรพ เป็นม้าสีขาว
แต่นางกัทรุนัดแนะพระอรุณ ให้ลูกนาคของตนเข้าไปแทรกที่ขนของม้า (บ้างก็ว่าพ่นพิษ) จนทำให้ม้าเป็นสีดำ
นางวินตาไม่รู้อุบาย จึงตกเป็นทาสนางกัทรุ 500 ปี

Advertisement

Advertisement

ช่อฟ้าหัวพญานาค วัดพระธาตุลำปางหลวง จ.ลำปาง• ช่อฟ้าหัวพญานาค วัดพระธาตุลำปางหลวง จ.ลำปาง

เมื่อครบกำหนด 1,000 ปี ไข่อีกฟองลูกของนางวินตาก็ฟักออกมา มีชื่อเรียกว่า "เวนไตย" แปลว่าบุตรนางวินตา มีลักษณะ ครึ่งคน ครึ่งนก ร่างกายใหญ่โต มีฤทธิ์เป็นอันมาก จนเหล่าเทวดาเดือดร้อนขอให้ลดขนาดลง

เมื่อวินไตย รู้ว่าแม่โดนโกงจนตกเป็นทาส จึงไปคุยกับนางกัทรุ นางกัทรุเสนอให้ เวนไตย ไปเอาน้ำอมฤตของพระอินทร์มาให้ จึงจะปลดปล่อย นางวินตาจากการเป็นทาส

เวนไตย รับคำ จึงเดินทางไปเอาน้ำอมฤต
นางวินตา บอกลูกชายว่า ถ้าหิวระหว่างทางให้กินแต่คนป่า คนเถื่อนเท่านั้น
แม้เวนไตยจะรับคำผู้เป็นแม่ แต่ก็กินไม่อิ่ม
จนไปพบ เต่า(นาม วิภาวสุ) และช้าง (นาม สุปรติกะ) ซึ่งทั้ง 2 ตัวเคยเป็นอสูรแต่ทะเลาะกัน จนต้องคำสาปของแต่ละฝ่าย

เวนไตยหอบเต่า และ ช้างที่มีขนาดใหญ่นี้ ไปเกาะไว้บนกิ่งไทรขนาดมหึมา ที่มีฤาษีแคระขนาดเท่านิ้วมืออาศัยอยู่
ทำให้กิ่งไทรหัก เวนไตยจึงเอาเท้าจับกิ่งไทรนั้นไว้ เพื่อช่วยฤาษี โดยนำไปไว้ที่เขาเหมกูฏ

ด้วยความมีจิตใจดีต่อฤาษี ฤาษีจึงตั้งขื่อใหม่ให้ว่า "ครุฑ" แปลว่า ผู้รับภาระอันหนัก พร้อมประทานพรให้ไม่มีผู้ใดรบชนะ

เวนไตย บินต่อไปยังเทวโลก เพื่อบุกเอาน้ำอมฤตจากพระอินทร์
จนต้องสู้รบกับพระอินทร์
สู้รบอยู่นาน พระอินทร์ก็ไม่สามารถเอาชนะได้ เพราะเวนไตย ได้พรจากฤาษีแคระ
แต่เวนไตยเห็นว่า พระอินทร์มีอาวุธเป็นวัชร ที่พระอิศวรประทานให้ จึงถวายความเคารพโดยการสละขน 1 เส้น จึงมีอีกขื่อหนึ่งว่า สุบรรณ

ช่อฟ้าปากครุฑ วัดนครสวรรค์ พระอารามหลวง จ.นครสวรรค์• ช่อฟ้าปากครุฑ วัดนครสวรรค์ พระอารามหลวง จ.นครสวรรค์

พระนารายณ์เห็นว่าศึกครั้งนี้คงไม่มีใครชนะ จึงเสด็จมาห้ามศึก
เวนไตยขอน้ำอมฤต ไปให้เหล่านาคตามคำสัญญา
ขอพรให้เป็นอมตะ แม้จะไม่ได้ดื่มน้ำอมฤต
และขอกินนาคเป็นอาหาร
พระนารายณ์ให้พรตามที่ขอ แต่ให้กินนาคเฉพาะที่ไม่ใช่เหล่านาคที่เคารพพระนารายณ์
และให้ครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์

พระอินทร์ยังหวงน้ำอมฤตนั้น
เมื่อเวนไตย เอาน้ำอมฤตมาไว้ที่พงหญ้าคา
เหล่านาคก็ปล่อยตัวนาควินตาจากการเป็นทาส
พระอินทร์จึงรีบเอาน้ำอมฤตกลับไป
เหล่านาคเห็นน้ำค้างบนหญ้าคา ก็เข้าใจว่าเป็นน้ำอมฤต (บางตำนานบอก หยดลงหญ้าคาจริง 2-3 หยด, หญ้าคาจึงเป็นของศักดิ์สิทธิ์) จึงเลียใบหญ้าคา จนลิ้นขาดเป็น 2 แฉก

จากนั้นเหล่าครุฑจึงจับนาคกินเรื่อยมา
เหล่านาคพยายามหาวิธีไม่ให้ตนเองถูกกิน
จึงกลืนก้อนหินไว้ ไม่ให้ครุฑจับกินได้โดยง่าย
จนทำให้ครุฑหลายตนต้องตายเพราะจมน้ำตายระหว่างจับนาคกิน

นาคบอกความลับนี้แก่ฤาษี
ครุฑรู้ความลับนี้ จึงเปลี่ยนวิธีจับนาคกิน
โดยการจับนาคทางหาง แล้วบินยกขึ้นหางนาคขึ้นสูงทำให้นาคสำรอกก้อนหินออกมา

ช่อฟ้า-ใบระกา-หางหงส์ จึงมีลักษณะดังที่กล่าวมา นั้นแล (จบ)

รูปโดยผู้เขียน

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์