คัดลอกลิงค์

ความรู้

ทำความเข้าใจกับ “ระบบย่อยอาหาร”

clounds
clounds
|4 min read
อ่านบทความอื่นจาก clounds
แจ้งตรวจสอบ
ทำความเข้าใจกับ “ระบบย่อยอาหาร”

ทุกคนเคยยรู้ไหมคะว่าร่างกายของเรามีการทำงานอย่างไร เมื่อเรากินอาหารเข้าไปอาหารมันเดินทางไปอย่างไรนะกว่าอะออกมาเป็นอุจจาระในแต่ละวันมาเรียนรู้ด้วยกันแบบละเอียดดีไหมคะ

ทำความเข้าใจกับ “ระบบย่อยอาหาร”

การย่อยอาหารมีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบนั่นก็คือระบบย่อยอาหาร

1. การย่อยเชิงกล (mechanical digestion) เป็นการที่ทำให้อาหารถูกบดให้มีขนาดเล็กลงโดยการบดเคี้ยวหรือการบีบตัวของทางเดินอาหาร ไม่สามารถทำให้อาหารมีขนาดเล็กที่สุดจึงไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้

2. การย่อยเชิงเคมี (chemical digestion) เป็นการย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กที่สุดที่เซลล์สามารดดูดซึมและนำไปใช้ได้ ซึ่งการย่อยทางเคมีเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของอาหารโดยการเกิดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างอาหารกับน้ำ ที่เรียกว่า ปฏิกิริยาไฮโดรไลซิส (hydrolysis) ซึ่งในการย่อยเชิงเคมีถ้ามีการย่อยอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต เช่นแป้ง ก็จะมีการย่อยแป้งให้เป็นโมเลกุลที่เล็กที่สุดที่สามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์ได้ นั่นคือ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว โปรตีนก็จะถูกย่อยให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลที่เล็กที่สุดคือ กรดอะมิโน และในส่วนของไขมันหรือ ลิพิด (lipid) ซึ่งไขมันที่ส่วนใหญ่เราได้รับประทานเข้าไปส่วนใหญเป็นสารประเภทไตรกีเซอไรด์ (triglyceride ) ซึ่งเมื่อถูกย่อยแล้วจะได้เป็น กรดไขมัน และ กลีเซอรอล กรดนิวคลีอิก (nuclic acid) ได้แก่ DNA cละ RNA จะถูกย่อยให้เป็นโมเลกุลที่เล็กที่สุด คือ น้ำตาลเพนโทส ไนโตรจีนัสเบส และหมู่ฟอสเฟส

Advertisement

Advertisement

เมื่อเราได้รู้ถึงรูปแบบของการย่อยอาหารแล้วต่อไปเราจะมาเรียนรู้ถึงโครงสร้างและหน้าที่ต่างๆของอวัยวะย่อยอาหารกันระบบย่อยอาหาร

1) ปาก (mouth) ปากเป็นอวัยวะแรกที่อาหารเคลื่อนที่ผ่านโดยจะมีทั้งการย่อยเชิงกลและเชิงเคมี

Advertisement

Advertisement

2) ลิ้น (tongue) เป็นกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ภายในช่องปากทำหน้าที่รับรสชาติของอาหารช่วยในการคลุกเคล้าอาหารให้เข้ากับน้ำลาย และช่วยในการออกเสียงของมนุษย์ ซึ่งผิวด้านบนของลิ้นจะมีปุ่มนูนๆออกมาซึ่งจะเป็นตุ่มรับรสอาหาร และปัจจุบันมีสิ่งหนึ่งที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับการรับรสชาติอาหาร รสเผ็ด ไม่ใช่รสชาติอาหารที่ลิ้นสามารถรับรสได้แต่ขณะที่เรารู้สึกเผ็ดนั้นเกิดจากการแสบร้อนของลิ้น

3) ต่อมน้ำลาย (salivary gland) ทำหน้าที่ผลิตน้ำลายเพื่อคลุกเคล้าอาหารและมีน้ำย่อยที่ช่วยย่อยอาหารซึ่งถือว่าเป็นการย่อยเชิงเคมีในหนึ่งวันต่อมน้ำลายจะผลิตน้ำลายวันละ 1-1.5 ลิตร ซึ่งต่อมน้ำลายก็จะอยู่ภายในช่องปากมีด้วยกัน 3 คู่ ได้แก่ ต่อมน้ำลายใต้กกหู  ซึ่งมีขนาดใหญ่มากที่สุด ผลิตน้ำลายใสเพียงอย่างเดียว ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร ผลิตน้ำลายมากที่สุดโดยจะผลิตน้ำลายทั้งแบบใสและแบบเหนียวแต่จะผลิตชนิใสมากกว่า  และสุดท้ายต่อมน้ำลายใต้ดิน จะผลิตน้ำลายชนิดใสและชนิดเหนียวแต่จะผลิตน้ำลายชนิดเหนียวมากกว่า ซึ่งในน้ำลายจะมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า อะไมเลส(amylase) ทำหน้าที่ย่อยแป้งให้มีโมเลกุลเล็กลง

Advertisement

Advertisement

สรุปการย่อยอาหารภายในช่องปาก จะมีการย่อยเชิงกลโดยมีการบดเคี้ยวของฟัน มีการย่อยเชิงเคมีโดยใช้เอนไซม์อะไมเลส

เมื่ออาหารผ่านจากช่องปากไปจะมีลักษณะเป็นก้อนๆแล้วจากนั้นก็จะเคลื่อนที่เข้าสู่คอหอยและเคลื่อนที่ลงไปยังหลอดอาหาร

4) คอหอย (pharynx) เป็นทางผ่านของระบบย่อยอาหารและระบบทางเดินหายใจทำหน้าที่ควบคุมการกลืนอาหารเพื่อป้องกันไม่ให้อาหารหลุดไปยังหลอดลม ซึ่งบริเวณคอหอยนี้จะมีหลอดลมและหลอดอาหารโดยหลอดลมจะอยู่ด้านหน้าหลอดอาหารจะอยู่ด้านหลัง

5) หลอดอาหาร (esophagus) มีลักษณะเป็นท่อยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ทำหน้าที่นำอาหารเข้าสู่กระเพาะอาหาร ซึ่งอาหารที่อยู่ในหลอดอาหารจะเคลื่อนที่โดยการบีบตัวหรือคลายตัวของหลอดอาหาร ซี่งการบีบและคลายตัวของทางเดินอาหารเรียกว่า เพอริตัลซิส มีความสำคัญที่ทำให้อาหารเคลื่อนที่นั่นเองระบบย่อยอาหาร

6) กระเพาะอาหาร (stomach) เป็นส่วนของทางเดินอาหารที่ขยายขนาดที่มีลักษณะคล้ายตัว J อยู่บริเวณทางช่องท้องของด้านซ้ายใต้กระบังลม ซึ่งผนังของกระเพาะอาหารมีกล้ามเนื้อ 3 ชั้น ชั้นแรกอยู่ด้านนอกสุด เรียงชั้นนอก เป็นกล้ามเนื้อตามยาว ชั้นที่สองคือชั้นกลาง เป็นกล้ามเนื้อตามขวาง และชั้นในเป็นกล้ามเนื้อแนวทแยง ซึ่งอาหารที่ถูกย่อยในกระอาหารจะมีขนาดเล็กลงละมีการรวมตัวกับน้ำย่อยแล้วจะถูกส่งต่อไปยังลำไส้เล็กเพื่อย่อยและดูดซึมอาหารต่อไป

8) ลำไส้เล็ก (small intestine) ซึ่งบริเวณลำไส้เล็กนี้มีการดูดซึมอาหารมากที่สุด มีความยาวประมาณ 6-7 เมตร ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

(1) ดูโอดีนัม (duodenum) เป็นลำไส้เล็กส่วนต้นอยู่ต่อจากกระเพาะอาหาร มีความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร เป็นบริเวณที่มีการย่อยอาหารมากที่สุด

(2) เจจูนัม (jejunum) มีความยาวประมาณ 2.5 เมตร เป็นบริเวณที่มีการดูดซึมอาหารมากที่สุด

(3)ไอเลี่ยม (ileum) เป็นส่วนที่อยู่ท้ายสุดมีความยาวประมาณ 3.5 เมตร เป็นส่วนที่ต่อกับลำไส้ใหญ่ และเป็นส่วนที่ย่อยและดูดซึมอาหารบ้างเล็กน้อย

ซึ่งการย่อยอาหารในลำไส้เล็กอาต้องอาศัยความร่วมมือจากอวัยวะช่วยย่อยอาหาร ได้แก่ ตับ ตับอ่อน

ซึ่งตับและถุงน้ำดี จะทำหน้าที่เกี่ยวกับการย่อยอาหารคือ การผลิตน้ำดี โดยในน้ำดีนั้นมันจะมีองค์ประกอบที่หลากหลายอย่าง เช่น เกลือน้ำดี ที่จะช่วยให้ไขมันแตกตัวเป็นหยดเล็กๆแขวนตัวอยู่ในน้ำ ซึ่งเมื่อตับผลิตน้ำดีแล้วจะลำเลียงน้ำดีไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดีซึ่งถุงน้ำดีจะมีการดูดซึมน้ำออกบางส่วนเพื่อทำให้น้ำดีมีความเข้มข้นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งน้ำดีจะถูกหลั่งในขณะที่อาหารเคลื่อนที่มายังลำไส้เล็ก และเกลือน้ำดี 95% ถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็กและถูกลำเลียงกลับไปที่ตับเพื่อนำมาใช้ใหม่  ส่วนเกลือน้ำดีอีก 5% จะถูกนำไปใช้ที่ลำไส้ใหญ่และท้ายที่สุดจะถูกกลับมาพร้อมกับอุจจาระ

ตับอ่อน เป็นอวัยวะที่มีลักษณะเรียวยาว เลียกและเรียงตัวขนานอยู่ใต้กระเพาะอาหาร ซึ่งจะมีเอนไซม์จากตับอ่อนส่งไปยังลำไส้เล็กเพื่อย่อยอาหารในส่วนดูโอดีนัม

ซึ่งการย่อยในลำไส้เล็กนี้เมื่ออาหารมายังส่วนต้นของลำไส้เล็กจะไปกระตุ้นให้ถุงน้ำดีหลั่งน้ำดีออกมาและในขณะเดียวกันก็มีการหลั่งเอนไซม์จากตับอ่อนมาช่วยในการย่อยอาหารในลำไส้เล็กนี้

9) ลำไส้ใหญ่ (large intestine) ซึ่งจะเป็นอวัยวะที่อยู่จากลำไส้เล็ก และสามารถที่จะแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ

(1) ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (caecum) ซึ่งเป็นบริเวณที่พบไส้ติ่ง แต่ไส้ติ่งไม่เกี่ยวข้องกับการย่อยอาหารในมนุษย์แต่เป็นที่อยู่ของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์

(2) ลำไส้ใหญ่ส่วนโคลอน (colon)

(3) ไส้ตรง (rectum) และส่วนสุดท้ายคือ ทวารหนัก

ซึ่งในลำไส้ใหญ่นี้จะไม่มีการย่อยอาหารเกิดขึ้นเลย แต่จะมีการดูดซึมน้ำและเกลือแร่กลับคืนเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งภายในลำไส้ใหญ่ก็จะมีกลุ่มจุลินทรีย์อาศัยอยู่ก็เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ดีไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายของเรา เช่น Escherichia coli จะทำหน้าที่ในการหมักกากอาหารที่เหลืออยู่และมีการสังเคราะห์วิตามิน K , B12 , ไบโอติน และกรดโฟลิก นอกจากนี้แบคทีเรียบางกลุ่มยังสามารถย่อยสลายกากอาหารและได้แก๊สมีเทนและแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งจะถูกขับออกมาจากทางผายลม ในส่วนของไส้ตรงทำหน้าที่เก็บกากอาหารและส่วนทวารหนักทำหน้าที่ในการเป็นทางผ่านของอจจาระนั่นเอง ซึ่งภายในทวารหนักก็จะมีหูรูดอยู่ 2 แห่ง คือ หูรูดทวารหนักชั้นใน เป็นกล้ามเนื้อเรียบทำงานนอกอำนาจจิตใจสั่งการไม่ได้ และหูรูดทวารหนักชั้นนอก ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อลายอยู่ภายใต้อำนาจจิตใจสามารถสั่งการหรือควบคุมได้จึงทำให้เราสามารถที่จะกลั้นอุจจาระได้นั่นเอง

ซึ่งในสภาวะปกติหูรูดทวารหนักชั้นในและชั้นนอกจะหดตัวเมื่ออุจจาระเคลื่อนที่มาถึงยังไส้ตรงมันจะไปตระตุ้นใยประสาทรับความรู้สึกที่เยื่อบุผนังของไส้ตรง ให้ส่งกระแสประสาทไปยังสมองเพื่อสั่งการให้เรานั้นไปเข้าห้องน้ำ และเมื่อเราต้องการที่จะถ่ายอุจจาระทำให้หูรูดทวารหนักชั้นในจะคลายตัวออกทำให้อุจจาระเคลื่อนที่ออกจากไส้ตรงลงมาที่ทวารหนักและเมื่อเราพร้อมที่จะถ่ายอุจจาระแล้วหูรูดทวารหนักชั้นนอกก็จะคลายตัวทำให้อุจจาระเคลื่อนที่ออกมาด้านนอกร่างกายของเรานั่นเอง

ขอขอบคุณรูปภาพทั้งหมดจาก pixabay.com

ภาพปก โดย www_slon_pics

ภาพประกอบ ภาพ1 โดย BrickRedBardภาพ2 โดย Clker-Free-Vector-Imagesภาพ3 โดย Clker-Free-Vector-Images

================

ตามติดบทความดีๆ เทรนด์โดนๆ และอัปเดตหนังพร้อมกับซีรี่ส์สุดปัง ของคุณได้แล้วที่ 

แอปทรูไอดีคลิกเลย >> TrueID App << ฟรี

 

 

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด