ความรู้

ทำไมต้องเสียเวลาเรียน ไวยากรณ์ (Grammar)

445
คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
ทำไมต้องเสียเวลาเรียน ไวยากรณ์ (Grammar)

ทำไมต้องเสียเวลาเรียน ไวยากรณ์ (Grammar)

    

          ใครบอกว่าไวยากรณ์ไม่สำคัญ ไม่จริงหรอกครับ ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ ถ้าไม่สำคัญไวยากรณ์คงไม่ถูกบรรจุเอาไว้ในหลักสูตรต่างๆ ให้เราได้เรียนกัน เริ่มตั้งแต่ชั้นประถม จนถึงชั้นอุดมศึกษา ถ้าไปดูในหลักสูตรของสถาบันสอนภาษาชั้นนำ ก็มีเรียน ไวยากรณ์ แทบทั้งนั้น 

         ไวยากรณ์จึงสำคัญมากๆ ในทุกระดับ มันเป็นพื้นฐาน เพื่อนำไปใช้สร้างประโยคง่ายๆ ไปจนถึงระดับที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น รวมไปถึงทักษะอื่นๆ อย่างเช่น ฟัง พูด อ่าน และเขียน ก็มีไวยากรณ์แฝงอยู่ทั้งนั้นครับ

         ไวยากรณ์เป็นพื้นฐานสำคัญของทุกๆ ภาษา ถ้าใช้ไวยากรณ์ไม่ถูกต้อง ก็จะใช้ภาษานั้นๆ ไม่ถูกเรื่อยไป เปรียบเหมือนกับการสร้างบ้าน สิ่งสำคัญที่สุด อันดับแรก คือการ "ตอกเสาเข็ม" เพื่อวางฐานรากให้แข็งแรงเสียก่อน 

Advertisement

Advertisement

         เราจึงจะสามารถสร้างตัวบ้าน ให้สูงขึ้นไป ชั้นที่หนึ่ง สอง สาม และสี่ ได้ตามลำดับ โดยที่ตัวบ้านไม่พังลงมา ไวยากรณ์ จึงเปรียบได้กับ "เสาเข็ม" ที่ต้องตอกลงไปในตัวของผู้เรียนภาษา เพื่อให้ผู้เรียนมีพื้นฐานทางภาษาที่แข็งแรง มั่นคง พร้อมสำหรับการพัฒนาสู่ขั้นต่อๆ ไป

         โดยเฉพาะในกรณีของผู้ที่เรียนภาษาใดๆ ก็ตาม เป็นภาษาที่สอง ภาษาที่สาม ภาษาที่สี่... หรือที่เราเรียกรวมๆ กันว่า ภาษาต่างประเทศ สำหรับผู้เรียนกลุ่มนี้ ไวยากรณ์ เป็นพื้นฐานที่สำคัญมากๆ ครับ


ภาพโดยผู้เขียน         เมื่อทราบว่าไวยากรณ์สำคัญอย่างไรแล้ว ต่อมาก็ควรจะทราบว่า เราจะนำไวยากรณ์ไปใช้ทำอะไรได้บ้าง เพื่อที่เราจะได้มีเป้าหมายในการเรียน เมื่อเราเรียนไปแล้ว จะได้นำไปใช้ประโยชน์ได้ รวมทั้งช่วยให้เรากระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ให้มากขึ้น

Advertisement

Advertisement

         ผู้เรียนต้องตั้งเป้าหมาย ให้ชัดเจนไปเลย เช่น อยากอ่านหนังสือนิยายภาษาอังกฤษ อยากพาพ่อแม่ไปเที่ยวต่างประเทศ หรืออยากคุยกับเพื่อนฝรั่ง เป็นต้น

         อ่านมาถึงตรงนี้ พอจะนึกภาพออกแล้วใช่ไหมครับ ว่าทำไมเราต้องเสียเวลาเรียนไวยากรณ์ เพราะการเรียนไวยากรณ์เป็นพื้นฐานสำคัญ ที่จะทำให้ภาษาของเราพัฒนาไปยังขั้นต่อๆ ไปในอนาคตครับ เช่น การแต่งประโยค เป็นต้น       

         การที่เราจะแต่งประโยคใดๆ ได้อย่างถูกต้อง เราต้องรู้หลัก ไวยากรณ์เสียก่อน เราจึงจะสามารถแต่งประโยคได้ครบถ้วนตามหลักภาษา และสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

         ดังนั้นในขั้นต่อไป เราจะไปทำความเข้าใจกัน ว่า ไวยากรณ์ มันคืออะไรกันแน่ และมันจะช่วยให้เราแต่งประโยคได้อย่างไร ไปหาคำตอบพร้อมๆ กันเลยครับ

 ไวยากรณ์ (Grammar) คืออะไร

Advertisement

Advertisement

        ไวยากรณ์ หรือ แกรมมาร์ คือ การศึกษา ระบบไวยากรณ์ อันได้แก่ องค์ประกอบทางโครงสร้างพื้นฐานของภาษาหนึ่งภาษาใด เราจะศึกษาการเรียงลำดับของส่วนต่างๆ ที่เป็นไปได้ทั้งหมดในภาษานั้นๆ ในระดับคำ วลี และประโยค เป็นต้น 

        ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องลำดับคำ 

        ถ้าเราใช้ตัวย่อ S หมายถึงประธานของประโยค (subject) 

        ให้ V หมายถึงกริยาของประโยค (verb) 

        และให้ O หมายถึงกรรมของประโยค (object) 

        ก็จะมีความเป็นไปได้ในการสร้างประโยคทั้งหมด 6 แบบ คือ SVO, SOV,  VSO, VOS, OVS และ OSV

        ตัวอย่างภาษาที่ใช้ลำดับคำ แบบ SVO และ SOV 

ภาพโดยผู้เขียน


        สังเกตว่าโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษจะเหมือนกันกับของภาษาไทย โดยทั่วไปเรียง ประธาน (S) กริยา (V) กรรม (O) 

        ตัวอย่าง

        I eat fish. 

        ฉัน กิน ปลา 

        แต่โครงสร้างของภาษาญี่ปุ่นจะไม่เหมือนกับของภาษาไทย และของภาษาอังกฤษ 

        โครงสร้างของภาษาญี่ปุ่นโดยทั่วไปเรียง ประธาน (S) กรรม (O) กริยา (V) 

        ตัวอย่าง

        I fish eat.

        ฉัน ปลา กิน

        เมื่อเราเข้าใจการลำดับคำเบื้องต้นแล้ว 

        ต่อไปเป็นเรื่องของ หน้าที่ไวยากรณ์ 

        มีหน้าที่อะไร เราไปดูกันเลยครับ

ไวยากรณ์มีหน้าที่อะไร

        ไวยากรณ์มีหน้าที่ ทำให้เรารู้ว่าผู้พูดภาษาต่างๆ รู้อะไรบ้าง เกี่ยวกับรูปแบบต่างๆ ของ คำ ประโยค และสำนวนในภาษานั้นๆ ในการใช้ภาษาใดๆ ผู้พูดต้องรู้รูปแบบไวยากรณ์ เพื่อที่จะสามารถสื่อสาร ออกมาเป็นถ้อยคำ ที่มีการจัดเรียงแบบถูกต้อง และยอมรับได้ เริ่มจากรูปแบบพื้นฐาน

        อย่างน้อยเราต้องรู้ว่า ในระดับประโยคภาษาอังกฤษ ใช้การเรียงคำแบบ SVO คือ 

        ประธาน S (subject) ต้องมาก่อนกริยา V (verb)  เช่น

        เราพูดว่า Tom ran. 

        ไม่ใช่ Ran Tom. 

ภาพโดยผู้เขียน


        กรรม O (object) ต้องมาหลังกริยา V (verb)  

        กรณีนี้ object คือ Jerry

        Tom (S) chased (V) Jerry (O)

        เราพูดว่า Tom chased Jerry. 

        ไม่ใช่ Jerry Tom chased.   

ภาพโดยผู้เขียน        สังเกตได้ว่า การลำดับคำ คือส่วนหนึ่งของระบบ ไวยากรณ์ ที่มีความสำคัญมากๆ เนื่องจากภาษาทุกภาษาบนโลก ล้วนแล้วแต่มีระบบไวยากรณ์เป็นของตัวเองทั้งสิ้น พูดอีกอย่างก็คือ ไวยากรณ์ หรือ แกรมมาร์ เป็นระบบที่แฝงอยู่ในภาษาทุกๆ ภาษานั่นเองครับ


        ต่อไปเรามาเปรียบเทียบกับภาษาญี่ปุ่นกันบ้างครับ

        ตัวอย่าง

ภาพโดยผู้เขียน

        ภาษาญี่ปุ่น ใช้การเรียงคำแบบ SOV 

        ฉัน ปลา กิน

        I fish eat.

        わたしは さかなを たべます。

        ภาษาญี่ปุ่น การเรียงประโยคจะเป็น ประธาน กรรม กริยา  

        ในกรณีนี้ กรรม คือ fish (ซะกะนะ)

       ประโยคที่ถูกต้องคือ

       わたし (は) さかな (を) たべます。

       วาตาชิ (วะ) ซะกะนะ (โอ๊ะ) ทะเบะมัส 

        = ฉัน (คำช่วย) ปลา (คำช่วย) กิน

       ก็แปลได้ว่า ฉันกินปลา 


        เราทราบกันแล้วว่า ภาษาญี่ปุ่น จะมีการเรียงประโยคเป็น ประธาน (คำช่วย) กรรม (คำช่วย) กริยา 

        แต่ภาษาญี่ปุ่นยังสามารถ สลับตำแหน่งของ ประธาน และ กรรม ได้อีกด้วย โดยที่ความหมายยังคงเหมือมเดิม

        แต่มีข้อแม้ว่า คำช่วย ต้องติดอยู่กับประธาน และกรรมเสมอ ต้องตัวติดกันไปตลอด แยกจากกันไม่ได้ 

        ถ้าเป็นไปตามโครงสร้างนี้ ถึงแม้เราจะสลับตำแหน่งกันไปมา ระหว่าง ประธาน และกรรม แต่ความหมายก็ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

        กรณีนี้ เป็นตัวอย่างของการสลับตำแหน่งกัน

ภาพโดยผู้เขียน

        ภาษาญี่ปุ่น ใช้การเรียงคำแบบ OSV

        ปลา ฉัน กิน

        fish I eat.

        さかな (を) わたし (は)  たべます。

        ซะกะนะ (โอ๊ะ) วาตาชิ (วะ) ทะเบะมัส

        = ปลา (คำช่วย) ฉัน (คำช่วย) กิน

        แปลได้ว่า ฉันกินปลา 

        เห็นไหมครับเราสลับตำแหน่งจาก SOV เป็น OSV เรียบร้อยแล้ว

        แต่ความหมายยังเหมือนเดิม


        คราวนี้ ถึงคิวของ คำช่วย กันบ้าง

        คำช่วย หรือ particle จะเกาะติดอยู่กับคำต่างๆ ในประโยคภาษาญี่ปุ่น เช่น

        を (โอ๊ะ) จะเกาะอยู่ข้างหลังดำใดๆ ก็ตาม เพื่อจะบอกเราว่าคำนั้นๆ เป็น กรรม หรือ ผู้ถูกกระทำ ในประโยค

        は (วะ) จะเกาะอยู่ข้างหลังดำใดๆ ก็ตาม เพื่อจะบอกเราว่าคำนั้นๆ เป็น ประธาน หรือ ผู้กระทำ ในประโยค

        คำช่วยในภาษาญี่ปุ่นนั้น สำคัญถึงขนาดที่ว่า ถ้าเราจับมันไปใส่ผิดตำแหน่ง ความหมายจะเปลี่ยนไปทันที 

        ตัวอย่าง

ภาพโดยผู้เขียน

        ภาษาญี่ปุ่น ใช้การเรียงคำแบบ OSV

        さかな (を)    わたし (は) たべます。

        ซะกะนะ (โอ๊ะ) วาตาชิ (วะ) ทะเบะมัส

        = ปลา (คำช่วย) ฉัน (คำช่วย) กิน

        ภาษาญี่ปุ่น ใช้การเรียงคำแบบ SOV

        わたし (は)    さかな (を)    たべます。

        วาตาชิ (วะ) ซะกะนะ (โอ๊ะ) ทะเบะมัส

        = ฉัน (คำช่วย) ปลา (คำช่วย) กิน

        ทั้งสองประโยคมีความหมายเหมือนกัน

        แปลได้ว่า ฉันกินปลา


        อ้าว! แต่ถ้าเราสลับตำแหน่งคำช่วยล่ะ จะเป็นอย่างไร 

        ตัวอย่าง

ภาพโดยผู้เขียน

        わたし (を) さかな (は) たべます。

        วาตาชิ (โอ๊ะ) ซะกะนะ (วะ) ทาเบะมัส

        = ความหมายจะเปลี่ยนทันทีเลย

        แปลว่า ปลากินฉัน 

        สังเกตได้ว่าภาษาญี่ปุ่น มีระบบไวยากรณ์เป็นของตัวเอง แถมยังมีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งแตกต่างจากภาษาอื่นๆ ถึงเราจะไล่เปิดพจนานุกรมทีละตัวๆ แล้วนำความหมายมาเรียงต่อๆ กัน ก็ยังแปลไม่ได้อยู่ดี ยังไงก็ต้องมีความรู้ เรื่องไวยากรณ์พื้นฐานก่อนครับ

        สรุปได้ว่า หากผู้เรียนภาษา ต้องการเรียนภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ หรือภาษาใดๆ ก็ตาม อย่างถูกต้อง และนำไปใช้ได้เหมือนอย่างเจ้าของภาษา รูปแบบไวยากรณ์เช่นนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

        เมื่อผู้เรียนภาษาสามารถจำรูปแบบโครงสร้างทางไวยากรณ์ ไว้ได้อย่างมั่นคงแล้ว ผู้เรียนก็จะสามารถนำคำศัพท์ต่างๆ มาสร้างประโยคใหม่ๆ เพิ่มขึ้นได้ โดยไม่มีวันจบสิ้น

        เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้ว เราคงได้คำตอบแล้วใช่ไหมครับ ว่าทำไมเราต้องเสียเวลาเรียนไวยากรณ์...

        สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่อ่านจนจบ ถ้าท่านกำลังเรียนภาษาอยู่ ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจและขอเอาใจช่วยผู้เรียนทุกท่าน ขอให้ทุกท่านโชคดีและประสบความสำเร็จตามความมุ่งหวังที่ตั้งไว้ทุกประการครับ

ชาร์โคล เขียน

ภาพโดยผู้เขียน

       ขอขอบพระคุณ 

       อาจารย์ไก่ ช่วยเช็คเรื่องไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ

       Prin Sensei ช่วยเช็คเรื่องไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่น


        เครดิตภาพทั้งหมด 

        1. รูป Tom and Jerry (free png) https://purepng.com/photo/27536/clipart-tom-and-jerry 
       

        2. รูปแมว รูปปลา ธงต่างประเทศ และรูปอื่นๆ จาก canva.com 

        3. ทุกรูปใช้ canva.com  ทำครับ 

        4. チャーコール 英語 ลายน้ำของผู้เขียน (ชาร์โคล) 

        แหล่งอ้างอิง 

        1. หนังสือ ภาษาศาสตร์เบื้องต้น / ม.ล. จรัลวิไล จรูญโรจน์. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2558.

        2. บทความ เรียนภาษอังกฤษ ต้องเรียนไวยากรณ์ หรือไม่ต้องเรียนไวยากรณ์ / อาจารย์ไก่ / เสนาศึกษา เล่มที่ 81 ตอนที่ 3 เดือน พฤษภาคม - มิถุนายน 2558

        3. https://www.youtube.com/watch?v=M0sbTfUzGsE Yuko Sensei / Japanese Sentence Structure - Word Order Doesn't Matter? Really?

        4. https://kawakawalearningstudio.com/all/use-japanese-particles-%E3%81%AFwa-%E3%81%8Cga-%E3%82%82mo-to-indicate-a-topic-or-a-subject-of-a-sentence/ What You Need to Know About Japanese Particles は(wa), が(ga), も(mo)

 

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
Charcoal
Charcoal
อ่านบทความอื่นจาก Charcoal

Hi! my name is Charcoal เขียนบทความเรื่องเรียนภาษาด้วยตนเองเน้นภาษาอังกฤษเป็นหลัก และภาษาญี่ปุ่นพออ้อมแอ้ม รวมทั้งพูดคุยเกี่ยวหนังสือดีๆ Murakami, Sapiens, etc. ยินดีต้อนรับผู้อ่านทุกท่านครับ : )

ดูโปรไฟล์

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์