คัดลอกลิงค์

ความรู้

ทำไมยุงถึงชอบกัดเรา ? และวิธีไล่ยุงทั้งเคมีและธรรมชาติ

1DER
1DER
|3 min read
อ่านบทความอื่นจาก 1DER
แจ้งตรวจสอบ
ทำไมยุงถึงชอบกัดเรา ? และวิธีไล่ยุงทั้งเคมีและธรรมชาติ

          ยุงเป็นแมลงชนิดหนึ่ง พบมากในพื้นที่เขตร้อนและเขตอบอุ่น มีวงจรชีวิต 4 ระยะ คือ ระยะไข่ ระยะลูกน้ำ ระยะตัวโม่ง และระยะตัวเต็มวัย โดยยุงตัวเต็มวัยทั้งเพศผู้และเพศเมียดูดกินเพียงน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

แล้วทำไมยุงถึงยังมาดูดกินเลือดของเราอีกล่ะ ?

          ส่วนใหญ่ยุงที่ดูดกินเลือดของเรานั้นเป็นยุงเพศเมีย เพราะยุงเพศเมียยังต้องการโปรตีนจากเลือดของมนุษย์และสัตว์เพื่อใช้ในการเจริญของไข่ มียุงเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่ไม่จำเป็นต้องใช้โปรตีนจากเลือดเพื่อทำให้ไข่สุก ยุงแต่ละชนิดออกหากินในเวลาต่างกัน เช่น "ยุงลาย" ออกหากินในเวลากลางวัน  "ยุงรำคาญ" ออกหากินในเวลากลางคืน และ "ยุงแม่ไก่" ออกหากินในเวลารุ่งสางและพลบค่ำ

ภาพ ยุงตัวเมีย

ยุงมักกัด "คนที่ไม่ได้อาบน้ำ" มากกว่า "คนที่อาบน้ำแล้ว" จริงหรือ ?

Advertisement

Advertisement

          ปัจจัยที่ทำให้ยุงเข้ามากัดมีอยู่หลายปัจจัย เช่น การสวมเสื้อผ้าสีเข้ม อุณหภูมิร่างกายสูง ปริมาณโปรตีนในเลือด คาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจออก และสาร 1-Octene-3-ol ในเหงื่อ เป็นต้น แต่ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงความสามารถในการรับกลิ่นเพื่อหาเหยื่อของยุงเป็นหลัก           

          ยุงมีอวัยวะรับสารเคมี (Maxillary palps) รับได้ทั้งกลิ่นและรส มีลักษณะเป็นเส้นคล้ายหนวดยื่นออกมาจากบริเวณปาก 2 เส้น ซึ่งจะมีตัวรับสารเคมีหรือกลิ่นที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นสามารถตรวจจับคาร์บอนไดออกไซด์และสาร 1-Octene-3-ol ที่เป็นส่วนประกอบของเหงื่อได้ ยุงจึงสามารถรับรู้ตำแหน่งของเหยื่อได้จากการรับรู้กลิ่น

          ดังนั้น คนที่หายใจแรง ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยออกมามาก ก็จะมีโอกาสถูกยุงกัดมากกว่า และคนที่อาบน้ำชำระล้างเหงื่อออกไป ทำให้สาร 1-Octene-3-ol ลดน้อยลง จึงมีโอกาสถูกยุงกัดน้อยกว่าคนที่มีเหงื่อนั่นเอง

Advertisement

Advertisement

ภาพ คนเหงื่อออก

  ว่าด้วยเรื่องของ...ยากันยุง

ยากันยุงแต่ละรูปแบบมีกลไกการการออกฤทธิ์ไล่ยุงแตกต่างกันออกไป เช่น

• ยากันยุงประเภทที่มี “ดีอีอีที (DEET) พิคาดิริน (Picaridin) หรือสารสกัดจากธรรมชาติ” เป็นส่วนประกอบ                                                                 มักพบในรูปแบบครีม โลชั่น หรือสเปรย์ จะออกฤทธิ์โดยการรบกวนหรือบล็อคส่วนที่รับรู้ 1-Octene-3-ol ของยุงได้ดี ทำให้ยุงไม่สามารถรับรู้กลิ่น 1-Octene-3-ol จากเหงื่อของเราได้ ยุงจึงไม่มากัดเรานั่นเอง 

• ยากันยุงประเภทที่มี “สารในกลุ่มไพรีทอยด์ (Pyrethroids)” เป็นส่วนประกอบ                                                                                                              มักพบในยาจุดกันยุง ซึ่งต้องจุดไฟเพื่อให้สารออกมาในรูปของควัน จะออกฤทธิ์โดยการรบกวนระบบประสาทของยุง ทำให้ยุงเป็นอัมพาตอย่างรวดเร็ว ยุงจึงไม่สามารถกัดเราได้

Advertisement

Advertisement

ภาพ ยากันยุงแบบจุด

น้ำมันหอมระเหย" ใช้ไล่ยุงได้จริงหรือ ?

          น้ำมันหอมระเหยสามารถไล่แมลงได้หลายชนิด โดยสามารถรบกวนส่วนที่รับรู้กลิ่นของยุงในรูปแบบการแข่งขันหรือแย่งจับ (competitive action) เสมือนว่าน้ำมันหอมระเหยแย่งจับที่ตัวรับสารเคมีหรือตัวรับรู้กลิ่น ทำให้สาร 1-Octene-3-ol จากเหงื่อของเราไม่สามารถเข้าจับที่ตัวรับของยุงได้ ยุงจึงไม่สามารถรับรู้กลิ่นเหงื่อของเราและไม่เข้ามากัดเรานั่นเอง

          กลไกการออกฤทธิ์ของน้ำมันหอมระเหยจะคล้ายกับ DEET แต่จะมีประสิทธิภาพต่ำกว่า เพราะการใช้น้ำมันหอมระเหยก็เปรียบเสมือนการอุดจมูกยุง แต่การใช้ DEET เปรียบเสมือนการทำให้จมูกของยุงใช้การไม่ได้ชั่วคราว

          แม้การใช้น้ำมันหอมระเหยจากพืชสมุนไพรจะมีประสิทธิภาพน้อยกว่าการใช้ยากันยุงแบบสารเคมี แต่ก็มีผลข้างเคียงและเกิดอันตรายน้อยกว่าด้วย รวมถึงหาได้ง่ายและราคาถูกกว่า

ภาพ น้ำมันหอมระเหย

วิธีไล่ยุงง่าย ๆ ด้วย "ของที่มีในบ้าน"

1. ขยี้ หรือ บุบสมุนไพร

          เช่น ตะไคร้ มะกรูด ใบสะระแหน่ กระเทียม หรือพริกไทยดำ วางไว้ตามมุมอับของบ้าน

ภาพ มะกรูด2. กากกาแฟในน้ำ กันยุงวางไข่     

          เทกากกาแฟลงในบ่อน้ำหรืออ่างบัว สามารถป้องกันยุงมาวางไข่ได้

3. ทำเทียนหอมสมุนไพร     

          นำเศษเทียนเก่ามาละลายรวมกันด้วยความร้อน เติมน้ำมันหอมระเหย เช่น น้ำมันตะไคร้หอม หรือน้ำมันลาเวนเดอร์ ลงไป จากนั้นเทลงพิมพ์ ทิ้งให้เย็น เพียงเท่านี้ก็จะได้เทียนหอมสมุนไพรไว้จุดไล่ยุงแล้ว

ภาพ เทียนหอม4. ปลูกสมุนไพร     

          กลิ่นหอม ๆ ที่ระเหยจากใบหรือผลของพืชสมุนไพรจะช่วยไล่ยุงให้ไกลจากบ้านของคุณได้ เช่น ตะไคร้หอม โหระพา ใบแมงลัก สะระแหน่ โรสแมรี่ หรือลาเวนเดอร์ 

 

ขอบคุณภาพปก จาก pixabay.com และ pexels.com

ขอบคุณภาพประกอบบทความ

ภาพที่ 1 จาก pixabay.com

ภาพที่ 2 จาก pexels.com 

ภาพที่ 3 จาก pixabay.com

ภาพที่ 4 จาก pexels.com

ภาพที่ 5 จาก pixabay.com

ภาพที่ 6 จาก pexels.com 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล และสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่

 

 

 

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด