ความรู้

ประชันกระตั้ว...ย้อนรอยความสนุกของคนฝั่งธน

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
ประชันกระตั้ว...ย้อนรอยความสนุกของคนฝั่งธน


หากจะกล่าวถึงศิลปะ ดนตรี หรือนาฏศิลป์ ก็คงจะหนีไม่พ้นที่จะกล่าวถึงการประชัน เพราะการประชันนั้นคือการหาคณะ วง หรือ กลุ่มคนที่แสดงดีที่สุด โดยการเปรียบเทียบทางด้านการแสดง ความสวยงาม ซึ่งก็มีวิธีตัดสินกันต่างออกไปในแต่ละประเภท ปัจจุบันก็มีให้เห็นทั่วไป เช่น การประชันลิเก การประชันวงปี่พาทย์ การประชันวงเครื่องสาย  กายกรรม การเชิดสิงโต หรือแม้กระทั่งการประชันภาพยนต์

กระตั้วแทงเสือ (รูปโดยนักเขียน)ภาพที่ 1 กระตั้วแทงเสือ (รูปโดยนักเขียน)

เช่นเดียวกับศิลปะการแสดงเก่าแก่ย่านฝั่งธนบุรีที่เรียกว่า “ กระตั้วแทงเสือ” การแสดงกระตั้วแทงเสือนั้นมีกันอย่างแพร่หลายมากเมื่อ 40-50 ปีก่อน แถวถนนจอมทองก็มีถึง 5 คณะ ถนนกำนันแม้น แถววัดสิงห์ มี 3 คณะ ยังมีแถวย่านท่าพระ เพชรเกษม ดาวคะนอง จรัญสนิทวงศ์ บางสะแกใน บางสะแกนอก  เรียกได้ว่ากระตั้วแทงเสือมีอยู่แทบทุกหนแห่งในย่านฝั่งธนฯ เมื่อมีคณะเกิดขึ้นมากมายจึงมีการแข่งขันหาคณะที่ดีที่สุด เรียกว่า “การประชันกระตั้วแทงเสือ”

Advertisement

Advertisement


นายองอาจ แก้วกระจ่าง อดีตเจ้าของและผู้ฝึกสอนคณะกระตั้วแทงเสือ ซอยจอมทอง 6 ถนนจอมทอง ชื่อคณะศิษย์พ่อปู่บางขุนเทียน เล่าถึงการประชันกระตั้วแทงเสือครั้งหนี่งที่วัดวิจิตรการนิมิตร ซอยจรัญ 13 ว่า

“สมัยก่อนกระตั้วแทงเสือนี่นิยมดูกันมากทีเดียว เพราะมันสนุก ยิ่งมีการประชันยิ่งสนุกมากขึ้น ต่างคนก็ต่างเชียร์คณะในดวงใจ มีการพนัน ท้าทายกันถึงเผาเครื่องกันเลยทีเดียว”

ท่ากระโดดของตัวเสือภาพที่ 2 ท่ากระโดดของตัวเสือ (รูปโดยนักเขียน)


นายองอาจ แก้วกระจ่างยังเล่าต่ออีกว่าการประชันกระตั้วนั้น เหมือนกับการประชันลิเก กายกรรม หรือเชิดสิงโต มีเวลาจำกัดให้ 15 นาที ต้องแสดงให้จบ หากไม่จบก็ตัดคะแนนไป มีการดูความสวยงาม ความอ่อนช้อย ความน่ารักของตัวแสดงลูกนายพราน ความโลดโผน การนำกายกรรมเข้ามาร่วมเล่นอย่างการต่อตัว ที่เรียกว่าต่อ 4 ต่อ 5 ขึ้นไปแล้วตีลังกากลับหลังลงมา รวมถึงจังหวะการแสดงที่เรียกว่า ลา 1 ลา 2 ลา 3 ลา 4 เป็นจังหวะหลัก แต่อาจมีการพลิกแพลงเข้ามาได้ การดูความถูกต้องของเนื้อร้อง ซึ่งจะต้องออกสำเนียงใต้ แล้วแต่ว่าคนแสดงจะร้องเองหรือมีคนร้องก็ได้

Advertisement

Advertisement

จำนวนเสือที่ยิ่งเยอะยิ่งชนะ (รูปโดยนักเขียน)

   ภาพที่ 3 จำนวนเสือที่ยิ่งเยอะยิ่งชนะ (รูปโดยนักเขียน)

แต่ที่เห็นจะแปลกไปจากการประชันลิเกกายกรรมหรือเชิดสิงโต คงจะเป็นเรื่องของการตัดสินด้วยจำนวนเสือ ด้วยว่าเสือนี้ตัวแสดงแสดงด้วยความน่ากลัวน่าเกรงขาม และผ่านการฝึกหัดมายากกว่าตัวแสดงอื่น ดังนั้นคณะไหนที่มีจำนวนเสือเยอะกว่าคณะอื่นๆ ก็จะยิ่งมีสิทธิ์ชนะมากขึ้นไปอีก อย่างคณะศิษย์พ่อปู่บางขุนเทียน นายองอาจ แก้วกระจ่างเล่าถึงการประชันกระตั้วแทงเสือที่วัดสิงห์ว่า

Advertisement

Advertisement

 

“คณะของผมก็ชนะมาด้วยจำนวนเสือถึง 9 ตัว เล่นโลดโผนกันสนุกทีเดียว”

ศรีษะครู หัวเสือ และเครื่องดนตรีที่ใช้เล่น (รูปโดยนักเขียน)ภาพที่ 4 ศรีษะครู หัวเสือ และเครื่องดนตรีที่ใช้เล่น (รูปโดยนักเขียน)

หลังเสร็จสิ้นการประชันคณะที่แพ้ก็จะมีการเผาเครื่องทำมาหากิน เผาหัวเสือ เผาเครื่องดนตรี กลองตุ๊ก โทน เพื่อเป็นการยอมรับความพ่ายแพ้ ซึ่งเรื่องนี้นายองอาจเล่าว่า “ถึงจะเผาเครื่องกันไป แต่ก็ไม่ได้เผาหมดเสียทีเดียว เผาพอเป็นพิธี เก็บไว้บ้าง แล้วก็นำมาตั้งคณะกันใหม่ โดยจะไม่ใช้ชื่อเดิม” ส่วนคณะที่ชนะก็แล้วแต่ว่าครั้งนั้นมีการพนันกันด้วยอะไร บ้างก็เงินทอง บ้างก็สุรา และคณะที่ชนะก็จะได้รับชื่อเสียง รวมถึงการเคารพจากคณะอื่นๆ และการจ้างงานต่อๆไปอีกด้วย.

หัวเสือที่ใช้เล่นกระตั้ว (รูปโดยนักเขียน)     ภาพที่ 5 หัวเสือที่ใช้ในการเล่นกระตั้วแทงเสือ (รููปโดยนักเขียน)คณะกระตั้วเมื่อครั้งประชัน (รูปโดยนักช)

ภาพที่ 6 คณะกระตั้วเมื่อครั้งประชัน (รูปโดยนักเขียน)

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์