ความรู้

พิธีกรรมการแตกบ้าน​ ประเพณีที่กำลังจะสาบสูญ​

925
คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
พิธีกรรมการแตกบ้าน​ ประเพณีที่กำลังจะสาบสูญ​

จากตำนานคำบอกเล่า​ สู่การสร้างประเพณีที่สอดแทรกคติความเชื่อ​และวิถีแห่งการดำเนินชีวิต​ของคนอีสาน​ ในพิธีกรรมที่เรียกว่า​ "การแตกบ้าน"

การเดินแตกบ้านพิธีกรรมการแตกบ้าน​ ในวัน​ขึ้น​ ๑​ ค่ำ​ เดือน​ ๕​             ที่มา​ : ภาพถ่ายโดยผู้เขียน

การแตกบ้านถือได้ว่าเป็นประเพณีที่สำคัญของคนอีสาน​ ซึ่งปรากฏแทบทุกจังหวัด​ในภูมิภาค​ โดยเฉพาะในแถบอีสานตอนกลาง​ พิธีกรรมนี้เป็นคติโบราณ​ ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

สาเหตุที่จะต้องทำ​

​มีคำกล่าวว่า​ เดือน​ ๕​ เป็นเดือนร้อน​ จนต้องมีการห้ามทำบุญในเดือน​ ๕​ เช่นการทำบุญแจกข้าว​ แต่งงาน​ หรือขึ้นบ้านใหม่​ เพราะหากทำแล้วจะไม่ดี​ จึงเป็นที่มาของการเล่นน้ำสงกรานต์

​และวันอังคาร​ถือเป็นวันที่มีอำนาจ​ เป็นวันแข็ง​ จนมีความเชื่อกันว่าห้ามเผาศพวันอังคาร​ ห้ามทำบุญหาผีในวันอังคาร​ หรือแม้แต่การเตรียมบุญก็ไม่สามารถทำได้ในวันนี้

Advertisement

Advertisement

จากสองคติข้างต้นมารวมกัน​ หากปีใดที่วัน​ขึ้น​ ๑​ ค่ำ​ เดือน​ ๕​ แล้วไปตรงกับวันอังคาร​ ปีนั้นถือเป็นปีที่ไม่ดี​ หรือจะเกิดสิ่งไม่ดีขึ้นในหมู่บ้าน​ ฉะนั้นจึงจะต้องมีการแก้เคล็ด​ (การแก้แคล็ด  หมายถึง​ การกระทำเพื่อทำให้สิ่งที่ไม่ดีนั้นหายไป​ หรือที่บอกว่า​ จากร้ายให้กลายเป็นดีนั้นเอง)​  คือการแตกบ้าน​ เพื่อเป็นสัญญาณ​บอกว่าชาวบ้านได้หนีจากสิ่งที่ไม่ดี​แล้ว​ เพื่อไปพึ่งที่ใหม่ที่มีความร่มเย็นเป็นสุข​

สิ่งที่ต้องทำในวันแตกบ้าน

สิ่งของที่จำเป็นในการไปแตกบ้าน

พิธีกรรมการแตกบ้าน​ ในวัน​ขึ้น​ ๑​ ค่ำ​ เดือน​ ๕​           ที่มา​ : ภาพถ่ายโดยผู้เขียน​

ในวันนั้นผู้คนจะตื่นแต่เช้า​ นึ่งข้าว​ หา​กับข้าวกับปลา​ จัดเตรียมสิ่งของที่จำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวัน​ ของใช้ของสอดต่าง​ ๆ​ จากนั้นชาวบ้านจะเดินไปรวมตัวกันแล้วทำการแตกบ้านไปทางทิศใต้​ เลี้ยวไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้​ แล้วไปพักอยู่ที่ใดที่หนึ่งที่เห็นสมควร​ กินข้าวกินปลา​ ในสมัยก่อนหรือในปัจจุบันบางหมู่บ้านก็ยังทำอยู่บางที่​ คือชาวบ้านจะอยู่​ ณ​ สถานที่นั้นทั้งวัน​ จะหาอาหารทำกับข้าวสู่กันกิน​ที่นั้น​ หากุ้งหอยปูปลา​ ทำกับข้าวถวายเพลพระสงฆ์​ที่นั้น​ แล้วอยู่จนถึงช่วงเย็น​ จึงจะมีคนไปเรียกให้กลับเข้ามาในหมู่บ้าน​ จากนั้นชาวบ้านจะเดินจากทิศตะวันออกเฉียงใต้​ เข้าสู่หมู่บ้านในทิศตะวันออก​ เป็นอันเสร็จพิธี​  ในอดีตสาเหตุที่ไปทั้งวันเพราะเดือน​ ๕​ (เมษายน)​ ถือเป็นหน้าแล้ง​ ชาวบ้านไม่มีอะไรทำอยู่แล้วจึงสามารถที่จะไปได้ทั้งวัน​ แต่ในปัจจุ​บัน​เป็นยุคของการทำงาน​ จึงมีการเปลี่ยนแปลง​รูปแบบบางที่​ คือทำพิธีแค่ตอนเช้า​ ถวายจังหันเช้าแด่พระสงฆ์​ก็เป็นอันเสร็จพิธี

Advertisement

Advertisement

การไปนั่งรวมกันกินข้าวจองชาวบ้านพิธีกรรมการแตกบ้าน​ ในวัน​ขึ้น​ ๑​ ค่ำ​ เดือน​ ๕​            ที่มา​ : ภาพถ่ายโดยผู้เขียน​

หากไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น​ ​?

ตามคติกล่าวว่าจะมีช้างใหญ่เข้ามาทำร้ายคนในหมู่บ้าน​ ชาวบ้านจึงต้องแตกบ้านหนีช้างใหญ่​ (ช้างใหญ่ในคตินี้คือพญามาร​หรือสิ่งที่ไม่ดีนั้นเอง)​ หากใครไม่ไปจะถูกช้างใหญ่จับกิน​ ซึ่งเป็นการหลอกเด็ก​ ๆ​ ให้กลัวทำให้เด็ก​ ๆ​ ต้องไปแตกบ้านเพราะกลัวช้างใหญ่​ ซึ่งถือเป็นกุศโลบาย​ที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่​ ไปสืบสานประเพณีที่ดีงามนี้ไว้

อีกประการคือหากปีใดที่ครบรอบแล้วไม่ทำจะเกิดสิ่งที่ไม่ดี​ กล่าวคือจะเกิดอาเพศ​ เช่น​ ฝนแล้ง​ เกิดโรคระบาด​ ผู้คนล้มตาย​  ข้าวยากหมากแพง​ หรือสิ่งที่ไม่ดีต่าง​ ๆ​

จากความเชื่อเหล่านี้จึงนำมาสู่แนวปฏิบัติที่สืบทอด​กัน​มา​จากรุ่นสู่รุ่น​ แต่นัยยะสำคัญ ของการแตกบ้านมันอยู่ที่ผู้คน​ มิใช่พิธีกรรมแต่อย่างไร​ การมีพิธีกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นในชุมชนใด​ ถือเป็นสิ่งที่บอกถึงความยั่งยืนของชุมชน​จากอดีต​สู่ปัจจุบัน​ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นความสามัคคี​ของคนในชุมชน​ การไปแตกบ้านแล้วออกไปนั่งรวมตัวกัน​ ณ​ ที่ใดที่หนึ่ง​ ซึ่งทำให้ชาวบ้านได้มองเห็นน้ำใจซึ่งกันและกัน​ เกิดการแบ่งปันกัน​ เช่นการแบ่งปันอาหาร​รวมไปถึงการแบ่งปันความสุข​ ซึ่งผู้เขียนขอเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า​ศรัทธา​ และจะขอนิยามคำว่าศรัทธา​ตามความคิดของผู้เขียนที่ได้มีโอกาสได้เข้าร่วมพิธีกรรมแบบนี้บ่อยครั้ง​ ว่า​ ศรัทธา​หมายถึง​ "ความสุขที่กลุ่ม​คนใดกลุ่ม​คนหนึ่งซึ่งเชื่อและแสดงออกในสิ่งเดียวกัน​ เพื่อเป็นที่ยึด​เหนี่ยว​ทางจิตใจ"

Advertisement

Advertisement

หลายคนอาจจะมองพิธีกรรมการแตกบ้านว่าเป็นเรื่องงมงาย​ เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ​ ผู้เขียนไม่ขอค้านความเห็นนี้​ เพราะหากจะมองในด้านของวิทยาศาสตร์​ ​ก็ไม่อาจจะเอามาอธิบายการทำพิธีกรรม​นี้ได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลนั้น​ แต่หากจะมองด้านสังคมศาสตร์​ผู้เขียนเชื่อว่าพิธีกรรมนี้เป็นพิธีกรรมที่ทรงคุณค่า​และมีความหมายมากกับชาวอีสาน​ ตั้งแต่ผู้เขียนเกิดมา​ ณ​ ปัจจุบัน​ อายุ​ 20​ ปี​ ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมพิธีกรรมนี้​ 3​ ครั้ง​ ซึ่งในห้วงเวลา​ 20​ ปีมานี้​ก็พึ่งมีพิธีกรรมแบบนี้เกิดขึ้นเพียง​ 3​ ครั้งเท่านั้น​ มันทำให้เป็นเครื่อง​ยืนยัน​ความสำคัญของพิธีกรรมนี้ว่าแม้เวลาจะห่างกันยาวนานแต่ชาวบ้านก็ยังคงปฏิบัติสืบมา​ ถึงจะรู้ว่าช้างใหญ่ที่ตำนานกล่าวถึงนั้นไม่มีอยู่จริง​ แต่ก็ยังทำเพื่อความสบายใจ​ มีปราชญ์​ชาวบ้านท่านหนึ่งกล่าวว่า​ "ยังไงก็ต้องทำเพราะเมื่อทำแล้วก็จะได้รู้สึกสบายใจ​ และหากเกิดเหตุอะไรขึ้นมาก็จะได้ไม่ต้องมานั่งโทษนั้นโทษนี้​" ซึ่งถือเป็นกุศโลบาย​ที่แยบยล​มากสำหรับคนอีสานโบราณ​

การแตกบ้านการไปนั่งพักเพื่อรอคนมาเรียกกลับหมู่บ้าน

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์