คัดลอกลิงค์

ท่องเที่ยว

มิงกะลาบา มัณฑะเลย์ เสน่ห์เมืองเก่าสุดประทับใจ (ตอนที่ 2)

พิมไม่มีการันต์
พิมไม่มีการันต์
|3 min read
อ่านบทความอื่นจาก พิมไม่มีการันต์
แจ้งตรวจสอบ
มิงกะลาบา มัณฑะเลย์ เสน่ห์เมืองเก่าสุดประทับใจ (ตอนที่ 2)

มิงกะลาบา กลับมาพบกันกับการเล่าประสบการณ์การไปพม่าครั่งแรกในชีวิตค่ะ สำหรับใครที่ไม่ได้อ่านในบทความที่แล้วนะคะ ผู้เขียนขอเท้าความก่อนว่า ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนของปีที่แล้วคือปี 2562 ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปทำงานที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ยังรักษาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ในบทความที่แล้ว ผู้เขียนได้เล่าถึงการเดินทางไปเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ในมัณฑะเลย์ หลังจากที่ทำงานเสร็จแล้ว โดยช่วงเช้าได้ไปที่มัณฑะเลย์ฮิลล์ วัดกุโสดอว์ พระราชวังมัณฑะเลย์และวัดชเวนันดอว์ และร้านอาหารมิงกะลาบาร์ อย่างหลังไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวแต่แนะนำเป็นพิเศษเพราะอาหารอร่อยมาก จากนั้นก็เดินทางกลับโรงแรมไปพักผ่อน ถึงตรงนี้แล้วไปอ่านกันต่อเลยค่ะ

ผ่านไปจนถึงบ่ายสามโมงกว่า ๆ คนขับรถก็มารับไปตระเวนเที่ยวต่อ จากโรงแรมในมัณฑะเลย์ มุ่งหน้าออกไปยังเมืองอมรปุระ เพื่อไปที่หมายต่อไป คือ วัดมหามัยมุนี ที่นี่เป็นที่ประดิษฐานของพระมหามัยมุนี หรือพระเนื้อนิ่ม ซึ่งมีที่มาจากการที่มีผู้ศรัทธาจำนวนมากนำแผ่นทองมาปิดจนทับซ้อนหนาขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเอานิ้วกดจะสัมผัสได้ถึงความอ่อนนิ่มจากทองคำเปลว และวัดแห่งนี้ยังมีพิธีกรรมที่สำคัญคือ พิธีล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนีโดยเจ้าอาวาส ในเวลาตีสี่ของทุกวัน ซึ่งผู้เขียนไม่ทราบในกระบวนการโดยละเอียด เพราะมาไม่ทัน (ตีสี่ยังนอนฝันหวานอยู่บนที่นอน ฮ่า ๆ)

Advertisement

Advertisement

วัดมหามัยมุนี

ผู้เขียนมาตอนสี่โมงเย็น จึงทำได้เพียงมองและถ่ายภาพด้านนอกมาค่ะ ขนาดว่ามาตอนบ่ายแก่ ๆ แล้ว พื้นยังร้อนฉ่าเหมือนย่ำอยู่บนถ่าน ตลอดสองข้างทางผู้เขียนพบคนหนุ่มสาวชาวพม่าตลอดทาง ทั้งนั่งและนอนอยู่ภายในวัด เชื่อแล้วว่าวัดคือส่วนหนึ่งในชีวิตของคนพม่าอย่างแท้จริง แต่ผู้เขียนพยายามหลีกเลี่ยงการถ่ายรูปให้มีคนอยู่ในรูปน้อยที่สุด เพราะอยากให้เขาดำเนินชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่ต้องรู้สึกขัดเขินกับการถูกกล้องจับจ้องตลอดเวลา

Advertisement

Advertisement

กังสดาลยักษ์ในวัดมหามัยมุนีภายในวัดยังมีกังสดาลยักษ์ที่เขาว่าใหญ่ที่สุดในโลก สำหรับใครที่สงสัยว่ากังสดาลคืออะไร กังสดาลคือเครื่องดนตรีเก่าแก่ชนิดหนึ่ง มีรูปร่างที่แตกต่างกันค่ะ แต่ที่อยู่ในวัดแห่งนี้ เป็นรูปร่างเหมือนค้างคาวกางปีก ด้านบนเจาะรูไว้สำหรับแขวน ใช้เป็นเครื่องตีบอกสัญญาณของพระสงฆ์ในสมัยโบราณ สร้างเมื่อประมาณ 50-60 ปีที่แล้ว โดยคนพม่าได้นำเครื่องใช้โลหะสำริดและทองเหลืองมาหล่อหลอมเป็นกังสดาลขนาดใหญ่ เพื่อเป็นเครื่องประกอบพิธีกรรมแด่พระมหามัยมุนี คนพม่ามีความเชื่อว่า การตีกังสดาลเป็นการบอกกล่าวบุญกุศุลให้เทวดาได้ร่วมอนุโมทนาด้วย และยังใช้ตีหลังจากทำบุญ ถวายปัจจัยต่าง ๆ ดูจากขนาดแล้ว เชื่อว่าถ้าตีเสียงต้องดังกังวานไกลแน่นอน 

Advertisement

Advertisement

จากวัดมหามัยมุนีไปต่อที่วัดสันตะมุนี ซึ่งมีเจดีย์สีทองอร่าม ที่อยู่ท่ามกลางเจดีย์สีขาวคล้ายกับวัดกุโสดอว์ อันที่จริงแล้ว วัดแห่งนี้อยู่ใกล้กับวัดกุโสดอว์ที่ไปเมื่อเช้าเลย และสถาปัตยกรรมการสร้างวัดแห่งนี้ก็จำลองมาจากชเวดากองเช่นกัน วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระสันตะมุนี ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยเหล็ก ที่แห่งนี้มีมณฑปพระศพของพระมหาอุปราชและพระบรมวงศานุวงศ์ด้วย 

วัดสันตะมุนีที่มีเจดีย์สีขาวล้อมเจดีย์ใหญ่สีทองในยามบ่ายแก่ ๆ ใกล้เย็นย่ำ แดดเริ่มอ่อนลง ผู้เขียนได้ถ่ายรูปเจดีย์สีทองตัดกับสีขาวของมณฑปที่เรียงรายอยู่รอบมาได้หนึ่งภาพ ซึ่งบริเวณรอบ ๆ มีพ่อค้าแม่ค้าชาวพม่านำสินค้าในท้องถิ่นมาขาย ร้องเรียกด้วยภาษาพม่าที่ฟังไม่รู้ความ แต่เข้าใจได้ว่า เชิญชวนให้ซื้อของแน่นอน และนี่ก็คือสิ่งที่แม่ค้าวางขายค่ะ เห็นกลางคืนแล้วหลอนแน่ ๆ

ขายสินค้าท้องถิ่น ตุ๊กตาแบบพม่ามาถึงสถานที่ที่เขาว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ซ่อนอยู่ ณ วัดแห่งนี้ ที่นี่มีบ่อน้ำโบราณอันสวยงามอลังการ มองลงไปแล้วคาดว่าลึกมาก ๆ บ่อน้ำแห่งนี้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูป แต่ ณ เวลาที่ผู้เขียนไปเยือนที่นั่น ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย ดีใจมาก ๆ ที่จะได้ถ่ายภาพบ่อน้ำสวย ๆ โดยไม่ต้องมีนางแบบจำเป็น แต่ผู้เขียนไม่ได้ลงไปลึกมากนะคะ เพราะสถานที่นี้ต้องถอดรองเท้า (อีกแล้ว) และพื้นบ่อน้ำร้อนมาก เดินได้เดี๋ยวเดียวก็สะดุ้งโหยง ได้ถ่ายภาพมาแค่นี้ก็เห็นถึงความอลังการงานสร้างของบ่อน้ำแห่งนี้แล้ว ลองดูกันนะคะ

บ่อน้ำโบราณอลังการสถานที่สุดท้ายของวันนี้ คือ สะพานไม้อูเบ็ง เป็นสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลกที่ยาวถึง 1.2 กิโลเมตร ซึ่งยกสูงขึ้นจากพื้นประมาณ 3-4 เมตร และไม่มีราวจับใด ๆ เป็นสถานที่เดียวที่ผู้เขียนไม่ได้ถ่ายรูปด้วยตัวเองเลย ฮือ ๆ เพราะความกลัวตกสะพานแท้ ๆ เดินไปได้ครึ่งทางก็รีบเดินกลับค่ะ แต่ที่นี่เต็มไปด้วยร้านขายสินค้า ของที่ระลึกราคาถูกที่หลากหลายมาก สิ่งที่ผู้เขียนชอบที่สุดคือผ้าซิ่นค่ะ ที่นี่ขายราคาประมาณ 3,600 จ๊าด คิดเป็นเงินไทยแล้วไม่ถึงร้อยบาท ซื้อค่ะรออะไร แต่ไม่มีรูปนะคะ นาทีนั้นช้อปกระจายค่ะ หอบกลับมาสิบกว่าผืนได้

จนถึงเวลาเย็น ผู้เขียนก็เดินทางกลับโรงแรม พักผ่อนเล็กน้อยก่อนออกมารับประทานอาหารเย็น เตรียมตัวเดินทางกลับประเทศไทยในวันรุ่งขึ้น เป็นอันจบการเดินทางทั้งการทำงานและการเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ผู้เขียนยังรู้สึกประทับใจไม่รู้ลืมกับครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้เยือนมัณฑะเลย์ เมืองเก่าที่มีวัฒนธรรมอันสวยงามและยังคงมีเสน่ห์แม้เวลาจะผ่านไปนานสักเพียงใด ก็ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง จะมีโอกาสได้กลับไปอีกครั้ง

 


ภาพปก ผู้หญิงในภาพคือผู้เขียน

ภาพประกอบทั้งหมดถ่ายโดยผู้เขียน

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด