หนังและซีรีส์

รีวิว The Last Duel (2021) การดวลจนตัวตายของ 2 อัศวิน เพื่อพิสูจน์ความจริง

763
คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
รีวิว The Last Duel (2021) การดวลจนตัวตายของ 2 อัศวิน เพื่อพิสูจน์ความจริง

รีวิว The Last Duel (2021) สร้างจากเรื่องจริงของการดวลกันจนตัวตายของ 2 อัศวิน เพื่อพิสูจน์ความจริง

  • ตัวอย่าง (ซับไทย)

  • ที่มาและข้อมูลเบื้องต้น

สร้างมาจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในยุคทศวรรษ 1380s เรื่องราวของ ฌอง เดอ คาร์รูจ์ส และ ฌาคส์ เลอ กริส ชายสองคนที่เป็นเพื่อนกัน จนเมื่อวันหนึ่ง ฌอง ไปออกรบ และเมื่อเขากลับมา ภรรยาของเขา มาร์การีต มาบอกกับเขาว่าเธอถูกเพื่อนของเขา ฌาค เลอกรี บุกเข้ามาข่มขืนเธอ จนนำไปสู่การที่ ฌอง ตัดสินใจไปฟ้องร้องเรื่องนี้ต่อกษัตริย์ แต่เนื่องจากหาบทสรุปไม่ได้ จึงต้องทำการประลองกันเพื่อให้พระเจ้าตัดสิน และใครที่เป็นฝ่ายแพ้ ศพของผู้นั้นจะต้องถูกเสียบประจาน

ก่อนอื่นขอบอกก่อนเลยว่า เรื่องนี้เป็นหนังประวัติศาสตร์แบบจริงๆ ให้เราได้เห็นทั้งแนวคิด ความเชื่อ การเมือง ศาสนา ของคนในยุคนั้น ซึ่งถ้าพูดกันตามตรง การประลองกันจนตัวตาย ถ้ามาทำให้ยุคสมัยนี้คงจะเป็นเรื่องที่โคตรไร้สาระ แต่ในยุคสมัยนั้น มันไม่ใช่แบบนั้น เหตุการณ์ในหนังมันเป็นช่วง ค.ศ. 1380 - 1386 ราวๆนั้น ซึ่งถือว่าอยู่ในยุคกลาง ยุคสมัยที่ศาสนา และความเชื่อมีอิทธิพลต่อมนุษย์มากที่สุด จึงไม่แปลกเลยว่าทำไมเมื่อหาข้อสรุปไม่ได้ จึงเลือกที่จะประลองกันเพื่อให้พระเจ้าตัดสิน

Advertisement

Advertisement

  • ตัวละครในเรื่อง

ตัวละครหลักๆจะมีทั้งหมด 4 คน ซึ่งมีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ ได้แก่

1.ฌอง เดอ คาร์ รูจ์ส รับบทโดย Matt Damon

ฌอง เดอ คาร์ รูจ์สเป็นอัศวินที่มีฝีมือ มาจากตะกูลที่มีชื่อเสียง พ่อเป็นเจ้าเมือง และเขาก็ยังเป็นอัศวินมีชื่อเสียงมากๆในฝรั่งเศส เพราะเป็นยอดนักรบ รบไม่ค่อยจะแพ้ คว้าชัยชนะกลับมาอยู่เสมอ เป็นทหารที่ภักดีต่อองค์ราชามาก และเป็นคนอีโก้จัด หัวแข็ง ขวางโลก ไม่เกรงใจใคร ด้วยความที่เป็นคนเก่ง เลยไม่ค่อยจะให้เกียรติคนอื่นๆ เท่าไหร่ และเพราะจุดนี้ ทำให้เขาเป็นเพียงอัศวินที่มีชื่อเสียง แต่ไร้ซึ่งมิตรสหาย และถังแตก

ฌอง เด อ คาร์ รูจ์ส รับบทโดย Matt Damon 2.ฌาคส์ เลอ กริส รับบทโดย Adam Driver

ฌาคส์ เลอ กริส เป็นเพื่อนกับ ฌอง เด อ คาร์ รูจ์ส แต่เขายังไม่ได้เป็นอัศวิน เขาเป็นเพียงสไควร์ ก็คือ อัศวินฝึกหัด ต่างจาก ฌอง ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวินแล้ว โดยตัว ฌาคส์ เลอ กริส เป็นคนฉลาด หน้าตาดี เจ้าชู้ และเป็นลูกน้องของคนมีอำนาจ ได้แก่ ปิแอร์ จึงอยู่ได้อย่างสบาย ทำอะไรเจ้านายก็ช่วยเสมอ ก็คือลักษณะนิสัยก็จะเป็นคนที่เจ้าเล่ห์หน่อย พูดจากลับกรอก โน้มน้าวคนเก่ง

Advertisement

Advertisement

ฌาคส์ เลอ กริส รับบทโดย Adam Driver3.มาร์การิต เดอ คาร์ รูจ์ส รับบทโดย Jodie Comer

มาร์การิต เดอ คาร์ รูจ์ส เป็นภรรยาของ ฌอง เดอ คาร์ รูจ์ส โดยพ่อของเธอเคยก่อกบฎต่อกษัตริย์ ทำให้ตระกูลของเธอถูกตราหน้าไปทั่ว แต่ด้วยความสวย และความฉลาดของเธอ ทำให้ ฌอง เดอ คาร์ รูจ์ส หลงรักตั้งแต่แรกเห็นจึงได้ขอเธอแต่งงาน เธอเป็นผู้หญิงที่มีครบทุกอย่าง ทั้งสวย มีคารมคมคาย ฉลาด อ่านหนังสือเยอะ พูดได้หลายภาษา ซึ่งในยุคนั้นสังคมชายเป็นใหญ่ การที่มีผู้หญิงที่สามารถอ่านเขียนได้จึงเหมือนเป็นเพชรน้ำดี เพราะแทบไม่มีเลย เธอจึงตกเป็นที่หมายปองของ ฌาคส์ เลอ กริส เพราะความครบเครื่องของเธอนี่แหละ

มาร์การิต เดอ คาร์ รูจ์ส รับบทโดย Jodie Comer4.เคานต์ ปิแอร์ รับบทโดย Ben Affleck

เคานต์ ปิแอร์ เป็นขุนนางในวังที่มีอำนาจมากๆ ผู้คนนับถือและเกรงกลัว และเป็นเจ้านายของ ฌาคส์ เลอ กริส โดยเขาถือว่า ฌาคส์ เป็นลูกน้องคนสนิทของเขา เรียกว่าเป็นมือขวาเลยก็ว่าได้ เพราะว่า ฌาคส์ เป็นคนฉลาด อ่านหนังสือเยอะ พูดได้หลายภาษา แถมยังเก่งเรื่องตัวเลขอีก ทำให้สามารถช่วยเขาได้ในหลายเรื่องโดยเฉพาะด้านการเมือง การจัดการบัญชี รวมถึงการทวงหนี้ พอเขาได้ ฌาคส์ เขามาช่วย ทำให้เขามั่งคั่งกว่าเดิม เก็บหนี้ได้ตามเป้า และบัญชีก็มีเป็นระบบเรียบร้อย ทำให้เขารัก ฌาคส์ มากๆ และพร้อมจะช่วยเหลือ ฌาคส์ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม

Advertisement

Advertisement

เคานต์ ปิแอร์ รับบทโดย Ben Affleck

ฌอง เดอ คาร์รูจ์ส และ ฌาคส์ เลอ กริส

  • รีวิว

เอาละเริ่มรีวิวแบบสั้นๆแล้วกัน หนังเรื่องนี้ทำออกมาได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว แม้จะช้าๆเนือยๆไปหน่อย แต่ไม่ได้น่าเบื่อขนาดนั้น และทุกอย่างมันค่อนข้างสมจริงสมจังมากๆ นักแสดงนำในเรื่องก็ทำกันได้ดีทุกคนจริงๆ ทั้ง Adam Driver ,Matt Damon ,Ben Affleck และนางเอกอย่าง Jodie Comer ที่บอกเลยว่าตอนนี้เธอกำลังมาแรงมากๆ มีผลงานเพียบ คือเรื่องการแสดงไม่มีอะไรน่าห่วงเลย ทำได้ดีกันทุกคนจริงๆ ส่วนงานโปรดักชั่นก็ทำออกมาได้ดี การตัดต่อต่างๆ และผมชอบการเล่าเรื่องแบบแบ่งเหตุการณ์เป็น 3 คำบอกเล่าของ 3 ตัวละครหลัก เป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ และทำให้คนดูจดจ่ออยู่กับหนังได้จนจบ โดยภาพรวมก็คือดีมากๆ สำหรับหนังแนวนี้ ใครที่ชอบหนังแนวประวัติศาสตร์บอกเลยว่าห้ามพลาดจริงๆ

การเล่าเหตุการณ์ผ่านมุมมองของตัวละครทั้งหมด 3 คน 3 มุมมอง

เรื่องนี้จะทำการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของตัวละคร 3 คน ได้แก่ ฌอง เด อ คาร์ รูจ์ส , ฌาคส์ เลอ กริส และมาร์การิต เดอ คาร์ รูจ์ส ซึ่งการนำเสนอมุมมองของตัวละครแต่ละตัวนั้น ทำออกมาได้ค่อนข้างดี ตัวละครแต่ละตัวก็จะเล่าเรื่องของตัวเอง ซึ่งมันเป็นคำบอกเล่า เราเลยไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามันเป็นเรื่องจริงแค่ไหน ทุกคนก็มักจะเล่าเรื่องเข้าข้างตัวเองกันอยู่แล้ว มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ทำให้เรื่องราวที่กล่าวมา มันไม่ได้น่าเชื่อถือขนาดนั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันไม่ใช่ความจริง คนดูอย่างเราๆ ต้องเป็นคนตัดสินใจกันเอง ว่าสุดท้ายแล้วอะไรคือความจริง? จุดนี้แหละที่มีเสน่ห์มากๆ เรียกได้ว่าตัวผู้กำกับเคารพประวัติศาสตร์มากๆ แทบไม่ได้ดัดแปลงอะไรเลย แค่หยิบยกขึ้นมานำเสนอในสไตล์ของตัวเอง และฝีมือของ Ridley Scott ก็มากพอที่จะทำมันออกมาได้อย่างธรรมชาติ และน่าติดตาม

ภาพของผู้กำกับ Ridley Scott ในกองถ่าย

ศาสนา และความเชื่อ ในทศวรรษ 1380s

อย่างที่รู้กันดี พื้นหลังของภาพยนตร์เรื่องนี้คือยุคทศวรรษ 1380s ถ้าทางประวัติศาสตร์ ก็จะจัดอยู่ในยุคสมัยกลาง ยุคทั้ความเชื่อ ศาสนา เข้ามามีบทบาทกับชีวิตมนุษย์เกือบทุกอย่าง แทบจะเรียกว่ายุคมืดได้เลย ในเรื่องก็จะแสดงให้เห็นในจุดนี้มากพอสมควร และความเชื่อเหล่านี้ก็มีผลกับตัวละครทุกตัวในเรื่อง เช่น ความเชื่อที่ว่าพระราชาคือคนที่มีบุญบารมี ทำให้ทหารหรืออัศวินในยุคนั้น มีความภักดีมากๆ คนที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ฌอง เดอ คาร์ รูจ์ส ที่เป็นอัศวินที่ออกไปรบด้วยใจรักชาติล้วนๆ แต่อีกอย่างก็คือแกถังแตกด้วยแหละ และอีกประเด็นก็คือ การประลองกันจนตัวตายเพื่อพิสูจน์ความจริง โดยให้พระเจ้าเป็นผู้ตัดสิน ก็เป็นอะไรที่ใช้ความเชื่อล้วนๆ เนื่องจากการฟ้องร้องของ ฌอง ที่ว่า ฌาคส์  บุกไปข่มขืนภรรยาของตนนั้น ไม่มีหลักฐานหรือข้อพิสูจน์อะไรเลย จึงมีคนเสนอให้ใช้กฎหมายเก่าคือการดวลกันนั่นเอง ซึ่งการทำแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องผิด เนื่องจากยุคสมัย ความก้าวหน้าในตอนนั้น มันไม่มากพอที่จะพิสูจน์ได้ เกือบลืม ยุคนั้นชายเป็นใหญ่มากๆ ผู้หญิงทำได้แค่อยู่บ้านเลี้ยงลูก เป็นแม่บ้าน และมีสิทธิในการใช้ชีวิตน้อยกว่าผู้ชาย ซึ่งทั้งหมดนี้มันสมเหตุสมผลตามยุคสมัยของมัน

เบื้องหลังการถ่ายทำ ขอพูดถึงซีนนึงที่ผมชื่นชอบ และเกี่ยวกับความเชื่อในยุคสมัยนั้น คือซีนที่ มาร์การิตไปขึ้นศาล โดยตัวมาร์การิตเอง ได้พยายามที่จะมีลูกกับสามีมานานแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ เธอจึงไปปรึกษาหมอ หมอก็ดันบอกว่าการที่จะตั้งท้องได้นั้น ผู้หญิงก็ต้องสำเร็จความไคร่เหมือนกัน กลับมาที่ซีนในศาล เพราะความซวยของเธอบังเกิด เมื่อเธอดันมาตั้งท้องกับ ฌาคส์ เลอ กริส ทั้งทีมีอะไรกันแค่ครั้งเดียว ทำให้ศาลก็กล่าวหาเธอว่า การที่เธอตั้งท้องได้ แสดงว่าเธอก็มีความสุขกับการร่วมหลับนอนกับ ฌาคส์ เลอ กริส แบบนี้จะเรียกว่าการข่มขืนได้จริงหรือ มันเป็นอะไรที่ดาร์คมากๆนะ ถ้าคนที่ถูกขมขื่นแล้วลุกขึ้นมาเรียกร้องความจริง กลับโดนตอกกลับด้วยประโยคเหล่านี้ ซึ่งมันก็ไม่ได้ผิด เพราะการแพทย์ในยุคนั้นมันไม่ได้ล้ำสมัยขนาดนั้น หมอก็ทำได้เพียงการคาดเดา แต่การที่ผู้กำกับใส่อะไรแบบนี้มาในหนังด้วยมันเป็นอะไรที่เจ๋งดี

หญิงที่ยืนหยัด เหนือกฎเกณฑ์ เพื่อพิสูจน์ความจริง

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมรักมากๆ ของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือตัวละคร มาร์การิต ที่ถูกข่มขืนเนี่ย เป็นผู้หญิงที่แปลกไปจากผู้หญิงคนอื่นๆในยุคสมัยนั้น เพราะเธอเลือกที่จะบอกกับสามีของเธอ ว่าเธอ ถูกฌาคส์ เลอ กริส บุกเข้ามาข่มขืน ทั้งที่เธอรู้อยู่แล้วว่าสามีเธอต้องไม่ยอมนิ่งเฉยกับเรื่องนี้แน่นอน แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เพราะเธอไม่ได้คิดว่าการที่เธอและสามีไปฟ้องร้องต่อกษัตริย์ มันจะจบด้วยการให้ประลองกันจนตัวตาย และถ้าหากสามีเธอแพ้ เธอก็ต้องถูกฆ่าไปด้วย เพราะตอนนั้นเธอคลอดลูกแล้วพอดี กลัวว่าถ้าสามีตัวเองแพ้ และตัวเองถูกฆ่าไป ลูกจะกลายเป็นเด็กกำพร้า

มาร์การิต เดอ คาร์ รูจ์ส ใน The Last Duel โดยในหนังก็ได้มีซีนนึง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการประลอง เป็นซีนที่ มาร์การิต ไปนั่งคุยกับแม่ยายของตัวเอง (แม่ของ ฌอง เดอ คาร์ รูจ์ส) ซึ่งในบทสนทนานั้นแม่ยายก็ได้เล่าให้เธอฟังว่า แม่ยายก็เคยโดนข่มขืนเหมือนกันตอนสมัยสาวๆ และในใจลึกของแม่ยาย ก็อยากที่จะทำเหมือนกับ มาร์การีต อยากไปบอกสามีและเรียกร้องความเป็นธรรม แต่แม่ยายบอกว่า เขาเลือกที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้เองคนเดียว และยืนหยัดเอาชนะความทรงจำที่เลวร้ายมาได้ จนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเอง เมื่อแม่ยายพูดจบ มาร์การิต ก็ถามว่า การเลือกแบบนั้นมันได้อะไร ผลที่ตามมาคืออะไร แม่ยายตอบเธอกลับมาว่า เธอยังมีชีวิตอยู่ยังไงละ คือฉากนี้มันสะท้อนให้เห็นชัดมากๆ ว่าผู้หญิงในยุคนั้นไม่มีปากมีเสียงอะไรด้วยซ้ำ ทั้งที่ถูกกระทำแต่ก็ต้องเก็บไว้ เพราะการพูดออกไปมันทำให้ชีวิตตัวเองอยู่ในอันตราย ผมเลยชอบที่หนังมันเก็บรายละเอียดเหล่านี้ได้อย่างดี

ฉากการดวลที่สมจริง ลุ้นตามทุกวินาที

อีกหนึ่งสิ่งที่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าทุกคนจะต้องชอบมากแน่ๆ นั่นก็คือฉากการดวลกันระหว่าง ฌอง เด อ คาร์ รูจ์ส และ ฌาคส์ เลอ กริส ในตอนท้ายเรื่อง เป็นอะไรที่โคตรดี ทำออกมาได้ดีมากๆ สมจริงสมจัง มันเหมือนการดวลกันจริงๆ มันลุ้นมากๆ โดยในหนังทำตามบันทึกของประวัติศาสตร์ทุกอย่าง เริ่มจากการประลองกันบนหลังม้า ขี่ม้าสู้กัน ซีนจะเร็วและลุ้น เพราะมองไม่ทันว่าใครแทงโดนใครก่อน จากนั้นตามด้วยการลงจากหลังม้ามาสู้กัน แต่ด้วยสมัยนั้น อัศวินจะใส่เกราะเหล็กทั้งตัว และเกราะเหล่านี้มันก็มีน้ำหนักมาก ทำให้การเคลื่อนไหวมันไม่ได้คล่องตัวมากนัก ก็จะสู้กันแบบยั่งเชิง และจะช้ากว่าตอนแรก ซึ่งผมมองว่ามันพอเหมาะพอดีแล้ว แบบติดเครื่องมาด้วยฉากบู้เร็วๆ ตามด้วยฉากบู้แบบลุ้นแทบหยุดหายใจ ถือว่าในส่วนนี้ทำออกมาได้สุดยอดจริงๆ คาราวะเสด็จพ่อ Ridley Scott

ฌอง เด อ คาร์ รูจ์ส รับบทโดย Matt Damon 

สรุปแล้วหลังจากดูตั้งแต่ต้นจนจบ หนังก็ไม่ได้บอกอะไรเราไปหมดทุกเรื่อง เราต้องไปคิดกันต่อเอง เพราะในฉากการดวลกัน ก่อนที่ ฌาคส์ เลอ กริส จะตาย เขาก็ไม่ได้สารภาพออกมาว่าเป็นคนทำ ซึ่งในหนังมันเล่าให้เห็นว่า ฌาคส์ เลอ กริส ทำจริงๆ แต่อย่าลืม ว่ามันก็แค่คำบอกเล่า ไม่มีหลักฐานอะไรที่ชี้ชัด มันทำให้เราคิดไปได้ต่างๆนาๆ ว่ามันยังไงกันแน่ ความจริงมันออกไปได้หลายทาง ก็ไปสรุปและตัดสินกันในแบบของตัวเองแล้วกันครับ

ฌอง เด อ คาร์ รูจ์ส ในการดวลครั้งสุดท้าย

สุดท้ายนี้ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วชอบ ฝากกดไลค์ กดแชร์ และกดติดตามด้วยนะครับ ผมเขียนไปตามความรู้สึก ผิดพลาดประการใด ขออภัยไว้ ที่นี้


  • ชื่อรื่อง : The Last Duel
  • แนว : ประวัติศาสตร์
  • ปีที่ฉาย : 2021
  • สามารถรับชมได้ทางแอปพลิเคชัน : Disney+Hotstar , Amazon Prime
  • คะแนน : 9 / 10

ช่องทางการติดตาม

Fanpage Facebook : ละเลงหนัง


จะฟังเพลงหรือดูหนัง ซีรีส์ใหม่สุดปัง โหลดเลยที่ App TrueID โหลดฟรี !

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
ละเลงหนัง
ละเลงหนัง
อ่านบทความอื่นจาก ละเลงหนัง

เขียนเกี่ยวกับหนัง ซีรีส์ ทั้งแนะนำ รีวิว ข่าวสาร

ดูโปรไฟล์

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์