คัดลอกลิงค์

ข่าวสาร

[รีวิว] Xiaomi Mi 8 in 2021 ยังไหวมั้ย !!??

CKTW
CKTW
|3 min read
อ่านบทความอื่นจาก CKTW
แจ้งตรวจสอบ
[รีวิว] Xiaomi Mi 8 in 2021 ยังไหวมั้ย !!??

รีวิว Mi 8 ในปี 2021 ยังไหวมั้ยย !!??

ที่มา

               ทำไมถึงซื้อ Xiaomi Mi 8 ? สำหรับผมแล้ว เป็นสาวกแอนดรอยด์มาตลอด จำได้ว่าเริ่มต้นจากการใช้ Samsung Galaxy Y แต่หลังจากนั้นก็เกิดความอินดี้ โดยการซื้อแบรนด์ HTC มาใช้งาน จำได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่ดีมากเครื่องหนึ่ง แต่เจอปัญหาเข้าทำให้ต้องส่งซ่อมซึ่งก็ใช้เวลาซ่อมนานอยู่พอสมควร แต่ก็ยังไม่เข็ดจากแบรนด์อินดี้ เพราะเครื่องต่อมาคือแบรนด์ LG และ Lenovo ตามลำดับ ซึ่งเหตผลในการเปลี่ยนเครื่องจาก LG เป็น Lenovo ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเพราะตัวเครื่อง LG ไม่ได้รองรับ 4G จึงได้ซื้อใหม่ แต่รู้สึกว่าตัวเครื่อง LG นั้นก็ยังใช้งานได้ดีและไม่เคยส่งซ่อมแต่อย่างใด จนมาถึงเวลาที่เข้าเรียนมหาลัย เริ่มรู้สึกว่ากล้องของ Lenovo ไม่ตอบโจทย์แล้ว ทำให้เกิดอยากได้มือถือเครื่องใหม่ขึ้นมา ประกอบกับช่วงนั้น Xiaomi เริ่มเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างจริงจัง มีข่าวว่าเปิดศูนย์ซ่อมอย่างเป็นทางการในไทย ร้านขายสินค้าทางการของ Xiaomi เปิดอย่างแพร่หลายมากขึ้น ด้วยความเป็นสาวกแอนดรอยด์ และการเล็งแบรนมือถือ Xiaomi มานาน ทำให้ตัดสินใจซื้อ Mi 8 มาใช้งาน โดยซื้อเป็นตัวเครื่องสีดำ แรม 6 กิ๊กกะไบท์ ความจุ 64 กิ๊กกะไบท์ โดยการสั่งซื้อผ่านแอปช้อปปิ้งออนไลน์ผ่านร้านทางการของ Xiaomi เอง เนื่องจากได้ของแถมเป็นแว่นกันแดดและแบตสำรอง ซึ่งเป็นของ Xiaomi ทั้งคู่ ในราคา 15,990 บาท ซึ่งนี่เป็นการซื้อมือถือทางออนไลน์ครั้งแรก และน่าจะเป็นการซื้อของทางออนไลน์ที่มีมูลค่ามากที่สุดที่เคยซื้อมา จนถึงตอนนี้ อายุของมือถือเครื่องนี้ก็ประมาณ 2 ปี 8 เดือนได้แล้ว ผมจึงคิดว่าอยากมาแบ่งปันประสบการณ์เล็กๆน้อยๆนี้ เผื่อเป็นประโยชน์หรือแนวคิดกับผู้ที่สนใจได้

Advertisement

Advertisement

ภายนอกBottommi8

Backmi8

    ภาพโดย : เจ้าของบทความ

           “คิดว่า iPhone X” เป็นประโยคที่ได้ยินอยู่บ้าง ตอนแรกที่ตัดสินใจซื้อก็คิดอยู่ว่าทำไมดีไซน์ถึงเหมือนกันขนาดนี้ แต่ก็เนื่องจากดูสเปคเป็นหลัก ก็เลยคิดว่าไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการออกแบบเท่าไหร่ โดยเฟรมตัวเครื่องจะเป็นโลหะ ประกบกับกระจกทั้งด้านหน้าและหลัง ซึ่งเคยทำตกตอนปั่นจักรยานแบบไม่ใส่เคสลงบนพื้นคอนกรีต แต่ติดฟิล์มกระจกอยู่ ปรากฏว่าเกิดรอยที่เนื้อโลหะเท่านั้น กระจกยังไม่แตกแต่อย่างใด หลังจากนั้นเลยใส่เคสมาตลอด น่าจะเนื่องจากกระจกด้านหลังที่เป็นรอยนิ้วมือได้ง่ายมากๆด้วย สิ่งที่ชอบของการออกแบบอีกอย่างคือการยังคงมีเซ็นเซอร์แสกนลายนิ้วมือที่ด้านหลังเครื่อง พอยุคโควิดแบบนี้ก็เห็นประโยชน์ของมันทันที และยังมีระบบแสกนหน้าที่มีกล้องอินฟาเรดที่แม่นยำและสามารถแสกนในที่มือได้ดีมากให้เลือกใช้อีกด้วย

Advertisement

Advertisement

              

ภายใน

               - ชิปเซต Snapdragon 845 Adreno 630 / Ram 6 gb / ความจุ 64 gb

               ปัจจุบันที่ใช้งานก็ยังรู้สึกว่าลื่นไหลอยู่ เลนเกมก็ยังไหวในส่วนความจุนั้นต้องจัดการให้ดีนิดหน่อยจึงจะเพียงพอต่อการใช้งาน

               - หน้าจอ 6.2 นิ้ว ชนิด AMOLED Full HD+ / 600 nits / DCI-P3 / 60 Hz

Screenmi8

   ภาพโดย : เจ้าของบทความ              

                  เนื่องจากเป็นจอ AMOLED ทำให้รู้สึกดีมากเวลาใช้งาน ความสว่างสดใสก็ดี ยังไม่พบการเบิร์นของจอแต่อย่างใด

                 -กล้องหลัก 12 MP f1.8 กันสั่น 4 แกน Dual Pixel Focus  / เลนส์เทเล(ซูม) 12 MP f2.4 / วิดีโอสูงสุด 4K

Camerami8

 ภาพโดย : เจ้าของบทความ

             กล้องเป็นอีกสิ่งที่ชอบในมือถือเครื่องนี้ เนื่องจากตัว AI ที่ช่วยแต่งภาพเสร็จสรรพ พร้อมลงโซเชียลได้ทันที มีโหมด Pro ให้เราปรับค่าต่างๆได้ตามใจเรา แถมเมื่ออัปเดตเฟิรมแวร์ ก็มีโหมดกลางคืนมาให้ใช้งาน ถึงจะไม่สมจริงเท่าไหร่แต่ก็ให้รายละเอียดที่ดี ส่วนงานวิดีโอก็ไม่ได้ลื่นไหลมาก มีกระตุกบ้างเป็นบางครั้ง

               -แบตเตอรี่ 3400 mAh รองรับ Quick Charge 4.0

               ส่วนของแบตก็เริ่มเสื่อมตามกาลเวลา โดยปัจจุบบันนี้ถ้าเล่นยาวๆก็ต้องชาร์จระหว่างวัน ยิ่งถ้าเล่นเกมหนักๆนี่แบตไหลอย่างรวดเร็ว แต่ก็ชดเชยด้วยหัวชาร์จ Quick Charge 3.0 ที่แถมมาในกล่องที่ก็ถือว่าชาร์จเร็วแล้ว

               -MIUI

               เรื่องของซอฟแวร์ก็มีเจอบั๊คบ้าง แต่โดยรวมก็ลื่นไหลดี ส่วนการอัปเดตเฟิร์มแวร์ตอนนี้อยู่ที่ MIUI 12 บนแอนดรอยด์ 10 ซึ่งระหว่างการใช้งานก็ได้รับการอัปเดตเรื่อยๆ แล้วก็มีโหมด ฟังก์ชันต่างๆเพิ่มขึ้นมาตามแต่ละเวอร์ชั่น

               -ลำโพง ไมโครโฟน

Micmi8

ภาพโดย : เจ้าของบทความ

               ลำโพงสนทนาฟังดังชัด ปลายทางก็ไม่เคยบ่นเรื่องเสียงจากไมโครโฟน ส่วนเสียงจากลำโพงก็ดังประมาณหนึ่งแต่ก็ไม่ไพเราะเท่าแบรนด์เจ้าตลาด

 

สรุป

Summi8

ภาพโดย : เจ้าของบทความ

               หลังจากใช้มาเกือบจะ 3 ปีแล้ว ด้วยค่าตัว 15,990 รวมกับของแถมต่างๆ ยังมีเคส ตัวแปลงหูฟัง หัวชาร์จ สายชาร์จมาอย่างครบคันในกล่อง(ขาตแต่หู่ฟัง) ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าลื่นไหลอยู่ ใช้งานพื้นฐานได้สบายๆ จะมีก็แค่แบตเตอรี่ที่เริ่มเสื่อมตามกาลเวลาทำให้ไม่อึดเหมือนเมื่อก่อน และถึงแม้จะมีอัปเดตเฟิร์มแวร์มาเรื่อยๆ แต่ด้วยอายุของมันก็ไม่แน่ใจว่าจะถูกลอยแพเมื่อไหร่ แต่ผมก็คิดว่ามันใช้งานได้คุ้มค่าตามราคาของมันแล้ว

สุดท้ายนี้ ฝากร้านเคสน่ารักๆ > twining.case ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความนี้ครับ ถ้าชอบบทความแบบนี้ ฝากกดติดตามไว้ได้เลยนะครับ จะมีข่าวสาร การเปรียบเทียบอุปกรณ์ต่างๆ มานำเสนอเรื่อยๆ อยากให้ผมเปรียบเทียบสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตรุ่นไหน คอมเม้นไว้ที่ด้านล่างได้เลย

ติดต่อรีวิว/โฆษณา > [email protected]


เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี ! 

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด