ความรู้

สร้างความมั่งคั่ง ด้วยสามเหลี่ยม

115
คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
สร้างความมั่งคั่ง ด้วยสามเหลี่ยม

         สร้างความมั่งคั่ง ด้วยสามเหลี่ยม


        ใครหลายคนอาจจะมีความสงสัย ว่าทำไมคนเราต้องวางแผนอะไรแบบนี้ด้วย แล้วถ้าเราไม่วางแผนจะเป็นยังไง? มีความจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องวางแผน? ถ้าเรามีรายได้น้อยล่ะจะต้องวางแผนมั๊ย? แล้วคนมีรายได้เยอะยิ่งต้องวางแผนงั้นหรือ แล้วคนประเภทไหนที่เหมาะจะวางการเงินล่ะ? ความสงสัยเหล่านี้ บางคนอาจจะเห็นด้วยบางคนก็อาจจะไม่เห็นด้วย ไม่มีผิดและไม่มีถูกค่ะในเรื่องนี้แต่ที่อยากจะมาแชร์ คือ วิธีการที่คนส่วนใหญ่ ใช้หลักการนี้ในการวางแผนการเงิน นั้นคือ สามเหลี่ยมทางการเงิน  

 

สามเหลี่ยมทางการเงิน

                สามเหลี่ยมนี้ได้ถูกแบ่งออกเป็นชั้น ๆ อย่างชัดเจน โดยแต่ล่ะชั้นนั้นมีความสำคัญที่แต่ต่างกัน ดังนั้นจึงขอเล่าไปทีละชั้นเลยนะคะ เริ่มที่ชั้นแรก : Basic Need (ความจำเป็นพื้นฐาน ) และ Risk Transfer (การโอนย้ายความเสี่ยง)  และจากภาพที่เห็นได้ชัดเจนนั้นได้ถูกแบ่งครึ่งโดย ในเรื่องของ 

Advertisement

Advertisement

Basic needs

         Basic Need (ความจำเป็นพื้นฐาน ) คือ เงินสำรองฉุกเฉิน 3 - 6 เท่าของค่าใช้จ่าย. แล้วเงินสำรองส่วนนี้มีไว้ทำไม? และจะใช้เงินส่วนนี้เมื่อไหร่  เงินในส่วนนี้เราควรจะเก็บไว้ใช้เมื่อเราตกงานเป็นต้น ซึ่งจะช่วยดูแลเราในช่วงที่ว่างงานและในปัจจุบันก็เห็นได้ชัดในสถานการณ์ของโควิด-19 ที่เป็นกันอยู่ในปัจจุบันนี้ที่ใครหลาย ๆ คนไม่คิดว่าโรคระบาดจะเกิดขึ้นในโลกใบนี้  ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนตกงานหรือว่างงาน ดังนั้นเงินส่วนนี้จึงมีความจำเป็นขึ้นมาทันที หากมีเงินในส่วนนี้เตรียมเอาไว้ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในช่วง 3-6 เดือนที่อยู่ในช่วงว่างงานแล้วกำลังรองานใหม่จะไม่มีผลกระทบมาเท่าไหร่ แต่หากไม่มีเตรียมไว้ผลที่ตามมาก็สามารถเห็นได้ในปัจจุบันที่หลาย ๆ คนกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้  ถ้าไม่อยากเจอสถานการณ์แบบนี้เราควรมีเงินสำรองฉุกเฉินไว้เท่าไหร่กันล่ะ  

Advertisement

Advertisement

        ยกตัวอย่าง หากเรามีค่าใช้จ่ายที่ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว รวมกันแล้วอยู่ที่ 30,000 บาท ดังนั้นเงินสำรองฉุกเฉินที่ควรจะมีเตรียมไว้ คือ 90,000 - 180,000 บาท  เงินในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการและความจำเป็นว่าเราอยากสำรองไว้ที่เท่าไหร่ถึงจะเพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นนั้นเอง. 

   Risk Transfer (การโอนย้ายความเสี่ยง) คือการที่เราโอนความเสี่ยงให้ผู้อื่นรับความเสี่ยงแทนเรา. ซึ้งคำว่าความเสี่ยงคืออะไร? หลายคนอาจจะสงสัย อธิบายง่าย ๆ เลยค่ะ ความเสียงในที่นี้จะยกตัวอย่างง่าย ๆ คือความเสี่ยงส่วนบุคคล และความเสี่ยงเรื่องของทรัพย์สิน  

Advertisement

Advertisement

             หากพูดถึงความเสี่ยงเรื่องของทรัพย์สินนี้ เช่น รถ,บ้าน,คอนโดมิเนียม,ทองคำ หรือสิ่งของที่มีมูลค่าจับต้องได้นั้นเอง แล้วจะมันเสี่ยงได้อย่างไงล่ะ ง่ายเลยค่าหากเรามีรถยนต์ สิ่งแรกที่เราจะทำก็คือประกันรถใช่มั๊ยคะ เพราะเรามองว่ามันมีค่าเราถึงได้ใส่ใจและดูแลมันเป็นอย่างดี กลัวว่าจะไปชนกับอะไรแล้วเราก็ให้ประกันจัดการสิคะ และนั้นล่ะค่ะคือความเสี่ยงของทรัพย์สินที่ได้พูดถึง คือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับทรัพย์สินนั้น ๆ


             ความเสี่ยงต่อมาคือความเสี่ยงส่วนบุคคล  มันคือความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเราเอง ที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดขี้นเมื่อใดแต่ถ้าเกิดความเสียหายแล้ว ผลกระทบที่จะลุกลามไปยังส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่กำลังจะเกิดขึ้นและค่าใช้จ่ายประจำในทุก ๆ เดือน แล้วเราทำให้ความเสียงนี้หายไปได้หรือไม่?  บอกเลยค่ะว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เราป้องกันหรือทำให้เกิดความเสียหายกับเราน้อยที่สุดได้ค่ะ ยกตัวอย่างความเสี่ยงส่วนบุคคลที่เห็นได้ชัดคือ เจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล อุบัติเหตุ โรคร้ายแรง และอายุสั้นเกินไป  เหล่านั้นหากเราไม่มีการรับมือกับมันแน่นอนค่ะ ค่าใช้จ่ายที่จะตามมาย่อมเป็นภาระของเราแน่นอน หากเราได้เตรียมไว้แล้วเราอาจจะเสียแค่เวลาอย่างเดียวก็ได้ 

        การเก็บออม

ชั้นที่2 : Accumulation (การเก็บสะสมเงินหรือการเก็บออม )  จะแบ่งได้ทั้งหมดเป็นสามส่วนคือ

    การเก็บออมระยะสั้น (short  term) การเก็บแบบนี้จะเป็นการเก็บเงินในระยะเวลาสั้นๆ 0-2 ปี  เพื่อนแผนการเงินในเวลาอันใกล้นี้คนส่วนใหญ่มักจะวางแผนในเรื่อง เที่ยว ซื้อของ บ้าน รถ แต่งงาน  เป็นต้น

    การเก็บออมระยะกลาง (medium term) การเก็บเงินประเภทนี้ มักจะเก็บประมาณ  2-10 ปี ยกตัวอย่างเช่น การซื้อพันธบัตร ซื้อ LTF การซื้อประกันแบบสะสมทรัพย์ไม่เกิน 10 ปี  หรือการลงทุนที่มีระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี

  การเก็บออมระยะยาว (Long term).  การเก็บเงินระยะนี้จะใช้เวลานานที่สุด เพราะมักจะเก็บกันตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไปและมักจะวางแผนเกษียณ  วางแผนการศึกษาบุตร  กองทุนต่าง ๆ หรือแม้แต่การลงทุนที่มีระยะเวลา 10 ปี ขึ้นไป 

 การลงทุน

และชั้นสุดท้าย : Investment (การลงทุน ) หรือ legacy (การส่งต่อมรดก) ในขั้นสุดท้ายนี้จะเป็นชั้นที่สามารถทำได้หากเรามีการวางแผนในชั้นที่อยู่ด้านล่างสมบูรณ์แล้ว เราสามารถจจัดการชั้นนี้ได้อย่างสบายใจ  แต่หากไม่มีการวางแผนด้านล่างมานั้นจะทำให้ สามเหลี่ยมทางการเงินนี้มีรูปร่างที่ไม่สมบรูณ์ เมื่อฐานล่างไม่มั่นคงจะทำให้การเงินของเรานั้นมั่งคั่งอย่างแน่นอนค่ะ  ดังนั้นในชั้นสุดท้ายนี้เมื่อมีเงินเหลือจากแต่ล่ะชั้นแล้ว ก็มักจะนำมาลงทุนต่อยอด ในรูปแบบต่างๆ เช่นการลงทุนในหุ้น ทองคำ ฯลฯ และการส่งต่อมรดกที่ใช้เงินเพียงแต่เล็กน้อยเพื่อซื้อเงินก้อนใหญ่  และนี้ก็เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เรามีการเงินที่มั่งคั่งด้วยสามเหลี่ยมทางการเงิน

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์