คัดลอกลิงค์

อื่นๆ

อยากได้ เกียรตินิยม 3.9 ไม่ยากอย่างที่คิด

ชมจันทร์
ชมจันทร์
|3 min read
อ่านบทความอื่นจาก ชมจันทร์
แจ้งตรวจสอบ
อยากได้ เกียรตินิยม 3.9 ไม่ยากอย่างที่คิด

A B C D F หลายคนอาจเห็นเป็นเพียงตัวอักษรในภาษาอังกฤษ แต่ถ้าถามเด็กมหาวิทยาลัยหลาย ๆ คน คุณจะรู้ว่ามันสำคัญขนาดไหนเมื่ออักษรเหล่านี้ไปปรากฏบนใบ Transcript หรือ ใบแสดงผลการศึกษา ต้องยอมรับว่า ‘เกรด’ มีผลพอสมควรในการเรียนระดับมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเรื่องโอกาสในการหางานในอนาคต การเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุดก็มีผลต่อการโดนรีไทร์หรือการที่มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องเชิญเราออกเนื่องจากเกรดเฉลี่ยสะสมไม่ผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนด ดังนั้นจะเห็นว่าเกรดในระดับอุดมศึกษานั้นสำคัญต่อการวางแผนชีวิตในอนาคตของเราเลยทีเดียว

ถึงจะกล่าวว่าเกรดสำคัญก็จริงอยู่ แต่การเรียนไม่ใช่การมุ่งเป้าไปที่เกรดอย่างเดียว เหนือสิ่งอื่นใดที่สำคัญกว่าเกรดคือ ‘ความรู้’ เพราะเกรดได้มาจากการสอบประเมินความรู้ในรายวิชานั้น ๆ ว่าเราผ่านเกณฑ์อยู่ในระดับใด มีความเข้าใจในเนื้อหาวิชามากน้อยแค่ไหน ดังนั้นความรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญกว่าเกรด และการมีความรู้มากมายก็ไม่สำคัญเท่ากับการนำไปใช้ได้จริงในการทำงานหรือการดำเนินชีวิต แต่คำถามก็คือจะทำอย่างไรล่ะที่คนอื่นจะรู้ว่าเรามีความรู้นะ ดังนั้นคนที่ไม่รู้จักเรามาก่อนหรือพบกันครั้งแรกอย่างตอนสัมภาษณ์งานจึงต้องดูเราจากผล Transcript ซึ่งเป็นรูปธรรมที่พวกเขาสามารถมองเห็นได้นั่นเอง

Advertisement

Advertisement

 

การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยแหล่งที่มาภาพ : ภาพโดย Mudassar lqbal จาก pixabay.com

 

วันนี้ตัวผู้เขียนเลยอยากมาแชร์ประสบการณ์การเรียนในระดับอุดมศึกษา เคล็ดไม่ลับว่าเรียนอย่างไรให้ได้เกียรตินิยมในระดับมหาวิทยาลัยตามแบบฉบับของผู้เขียน จากเด็กสอบตกสมัยมัธยมสู่การเป็นบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 เกรดเฉลี่ยสะสม 3.94 ทั้งนี้เป็นแนวคิดและวิธีการเรียนของผู้เขียนเอง ผิดถูกอย่างไรก็หวังเพียงอาจจะพอเป็นแนวทางในการเรียนให้กับน้อง ๆ นักศึกษาได้ประยุกต์ใช้ในแบบของตนเอง โดยผู้เขียนได้กลั่นกรองประสบการณ์สี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัยให้ออกมาเป็น ุ6 หัวข้อ ดังนี้

Advertisement

Advertisement

1. หาแนวทางการเรียนของตนเองให้พบ

วิธีการเรียนรู้ของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนชอบฟังอาจารย์สอนและทำความเข้าใจตั้งแต่อยู่ในห้อง บางคนชอบมาทบทวนและอ่านหนังสือเอง บางคนชอบเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและจากการทดลอง บางคนชอบให้เพื่อนติวให้ ซึ่งเราต้องหาวิธีการเรียนรู้ในแบบของตนเองให้เจอว่าเราเรียนแบบไหนแล้วได้ผลลัพธ์ดีที่สุด

2. จดให้ดี ฟังให้เข้าใจ บรรยายให้เป็น

การเรียนในระดับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่คะแนนมาจากการสอบ และข้อสอบก็ออกมาจากสิ่งที่อาจารย์สอน ดังนั้นเราต้องตั้งใจฟัง จดประเด็นสำคัญ ๆ ที่อาจารย์เน้นย้ำบ่อย ๆ เพราะมันอาจจะไปปรากฏในข้อสอบก็ได้ และที่สำคัญข้อสอบระดับมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเป็นข้อเขียนบรรยาย เราต้องฝึกการเขียนเรียบเรียงความรู้ให้ออกมาประโยคที่ทำให้อาจารย์เข้าใจในสิ่งที่เราจะสื่อด้วย

Advertisement

Advertisement

 

การจดบันทึกการเรียนแหล่งที่มาภาพ : ภาพโดย paula bassi  จาก pixabay.com

 

3. ช่วยกันเรียนและรู้จักการแบ่งบันความรู้

การมีเพื่อนที่ดีในการเรียนก็สำคัญนะ เพื่อนที่ดีจะช่วยกันเรียนและช่วยเหลือในหลาย ๆ เรื่องของชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย บางครั้งในบางเรื่องเพื่อนเก่งกว่า เราก็ขอให้เพื่อนติวให้เราก็ได้หรือขอแนวทางการเรียนวิชานั้น ๆ ของเพื่อนว่าเขาเรียนอย่างไรทำไมถึงเรียนวิชานี้ได้ดี บางวิชาเรื่องนี้เราเรียนเข้าใจเพื่อนมาขอให้เราติวให้ถ้าเรามีเวลาว่างไม่เดือดร้อนอะไรก็ติวให้เพื่อนได้ ยิ่งเราติวให้เพื่อนมากเท่าไหร่เราก็เหมือนได้ทบทวนและยิ่งจำเนื้อหาเหล่านั้นได้ดีขึ้นด้วย

4. วางแผนทบทวนความรู้และอ่านหนังสือสอบ

ในการอ่านหนังสือสอบต้องประเมินเนื้อหาในวิชานั้น ๆ ที่เราจะสอบว่า ต้องใช้เวลาอ่านนานเท่าไหร่จึงจะจำได้เพื่อที่เราจะได้วางแผนอ่านหนังสือให้ทันก่อนสอบ ส่วนวิธีการอ่านของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนชอบที่จะนั่งอ่านหนังสือในที่ที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัว แต่บางคนอาจจะชอบอ่านกับเพื่อนหลาย ๆ คนเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ต้องค้นหาวิธีอ่านในแบบของตนเอง นอกจากนี้โดยส่วนตัวแล้วหากมีเวลาจะอ่านทุกหน้า ทุกชีท และจำเนื้อหาให้ได้มากที่สุด ไม่ค่อยใช้การเกร็งข้อสอบแล้วจำแค่เฉพาะบางเรื่อง เพราะอาจารย์จะเอาส่วนไหนมาออกสอบก็ได้ ดังนั้นเราต้องพร้อมที่จะตอบคำถามของอาจารย์ให้ได้มากที่สุด

 

การช่วยกันเรียนกับเพื่อนแหล่งที่มาภาพ : ภาพโดย Sasin Tipchai จาก pixabay.com

 

5. รับผิดชอบงานและส่งการบ้านสม่ำเสมอ

คะแนนจากการบ้าน การทำรายงาน และจิตพิสัย ก็เป็นสิ่งสำคัญ แม้คะแนนส่วนใหญ่อาจมาจากการสอบ แต่เราจะละเลยการส่งการบ้านไม่ได้ ในหลายครั้งคะแนนตรงนี้เป็นคะแนนที่ช่วยให้เราผ่านเกณฑ์มาได้ ดังนั้นต้องตั้งใจทำงาน ส่งงานตรงเวลา และเข้าเรียนสม่ำเสมอ

6. กำลังใจทั้งจากตนเองและคนรอบข้าง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบางครั้งเราก็ท้อและไม่มีกำลังใจที่จะอ่านหนังสือหรือเรียนต่อไป สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักให้กำลังใจตนเอง บอกกับตัวเอง เราต้องผ่านไปให้ได้ เรียนให้จบ เราอาจหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด ดูหนัง ฟังเพลง ไปเที่ยว เมื่อได้พักกายและใจแล้วก็กลับมาลุยต่อ เมื่อมีปัญหาเราต้องมีสติ ค่อย ๆ แก้ปัญหานั้นไป และอย่าลืมว่าเรายังมีคนรอบข้างเสมอ เพื่อน พ่อแม่ ครูอาจารย์ ที่พร้อมจะช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างจนเราไปถึงฝั่งฝันอย่างที่เราตั้งใจไว้

 

สำเร็จการศึกษาแหล่งที่มาภาพ : ภาพโดย McElspeth จาก pixabay.com

 

ผู้เขียนเชื่อว่าหากเรามี ความขยัน ตั้งใจ และมีความรับผิดชอบ การได้เกรดดี ๆ หรือ ได้เกียรตินิยม ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ไม่มีใครทำสำเร็จได้ในวันเดียว ทุกคนต่างต้องพยายาม ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้เรียนเก่งมาก่อน สมัยมัธยมสอบตกก็หลายครั้ง แต่เมื่อมีคนมาแนะนำว่าจะเรียนอย่างไร ผู้เขียนก็มีแนวทางในการพัฒนาตนเอง นั่นเป็นสาเหตุที่ผู้เขียนอยากจะบอกเล่าประสบการณ์และวิธีการเรียน เผื่อใครจะได้เป็นแนวทางในการเรียนของตนเองต่อไป

ท้ายที่สุด สิ่งที่มักได้รับการเน้นย้ำจากอาจารย์ทุกท่านเสมอคือ “เกรดไม่ใช่สิ่งสำคัญทั้งหมด ความรู้ที่ได้ต่างหากคือสิ่งที่เราจะนำไปประกอบอาชีพได้ในอนาคต ดังนั้น อย่ายึดแต่เกรด จงเรียนให้รู้ นำไปใช้ได้จริง นี้ต่างหากคือจุดประสงค์และผลลัพธ์ของการเรียนที่แท้จริง

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด