คัดลอกลิงค์

ความรู้

อะไรคือเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ มาหาคำตอบกับอิคิไก

122
Osaran
Osaran
|4 min read
อ่านบทความอื่นจาก Osaran
แจ้งตรวจสอบ
อะไรคือเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ มาหาคำตอบกับอิคิไก

ทำไมคนบางคนถึงรู้ว่าตัวเองมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และใช้ชีวิตอยู่ด้วยการที่อยากจะตื่นขึ้นมาทุกเช้าแล้วทำในสิ่งที่ตัวเองรัก มีความกระตือรือร้นในการทำงาน แต่ก็ยังมีบางคนที่สับสน ยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่ หรือเพื่อน ๆ เคยไหมครับ ในบางวันที่ตื่นขึ้นมาตอนเช้า ๆ แล้วรู้สึกว่า ไม่รู้จะตื่นขึ้นมาทำไม รู้สึกเหมือนไม่มีเป้าหมายของชีวิต ตัวผมเองก็เคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน และอาจจะเป็นคำถามที่หลาย ๆ คนกำลังค้นหาคำตอบกันอยู่ก็ได้

วันนี้ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นหนังสือที่ผมชอบและอยากจะมาแชร์แลกเปลี่ยนกับเพื่อน ๆ ชื่อว่า The Little Book of Ikigai (อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอยู่) เขียนโดย คุณเคน โมงิ แปลโดย คุณวุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ เพื่อมาหาคำตอบกันครับ

The Little Book of Ikigai

จากหนังสือเล่มนี้ คำว่า อิคิไก ซึ่งมาจากภาษาญี่ปุ่น แยกออกมาได้ 2 คำ คือ อิคิ แปลว่า การมีชีวิตอยู่ ส่วนคำว่า ไก แปลว่า เหตุผล พอมารวมกันแล้วก็คือ เหตุผลของการมีชีวิตอยู่ หนังสือเล่มนี้ก็ได้แสดงให้เห็นถึงเหตุผลมากมายของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งจะมีคำตอบที่แตกแต่งกันออกไป แต่โดยรวมแล้วคนที่มีอิคิไกคือคนที่มีความสุขมากกว่า และจะพบความสุขที่แท้จริงในการทำในสิ่งที่รัก

Advertisement

Advertisement

The Little Book of Ikigai2

คำถามก็คือแล้วเราจะหาอิคิไกของเราได้อย่างไร ?

ในหนังสือเล่มนี้มีคำแนะนำมากมายในการหาคำตอบว่าเราจะหาอิคิไกได้อย่างไร แต่ผมจะยกตัวอย่างที่ผมอ่านแล้วน่าจะเอามาปรับใช้ได้มี 3 หัวข้อด้วยกัน

1. เริ่มต้นจากการทำอะไรเล็ก ๆ 

การที่เราเริ่มต้นอะไรที่เล็ก ๆ เป็นสิ่งที่จับต้องได้ง่าย เราแค่เริ่มทำในสิ่งเล็ก ๆ ทุก ๆ วัน ซึ่งเป็นคำแนะนำที่ดีมาก ๆ จากหนังสือเล่มนี้ ถ้าเราเริ่มต้นด้วยอะไรที่ยิ่งใหญ่ หรือถ้าเรามีความฝันซักอย่าง เราก็มักจะนึกถึงอะไรที่ยิ่งใหญ่อลังการเสมอ เช่น อยากเปิดร้านกาแฟ อยากเขียนหนังสือและมีหนังสือเป็นของตัวเอง บางคนก็อยากทำธุรกิจของตัวเองให้มีชื่อเสียงใหญ่โต ซึ่งถ้าเรามองความฝันของเราแบบนี้แล้ว จะรู้สึกว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร แล้วก็อาจจะรู้สึกท้อใจและหมดพลังโดยที่ยังไม่ได้ลงมือทำด้วยซ้ำ หนังสือเล่มนี้ยกตัวอย่าง ร้านซูชิที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ชื่อร้าน สุคิยาบาชิ ของคุณลุงจีโล่ โอโนะ ร้านนี้เป็นที่ยอมรับกันว่าอร่อยที่สุดในโลกเลยนะครับ ตอนที่ประธานาธิบดี บารัค โอบามา เดินทางมาที่ประเทศญี่ปุ่น ก็มีการต้อนรับด้วยซูชิของคุณลุงจีโล่ โอโนะ ซึ่งร้านนี้เริ่มต้นด้วยความฝันเล็ก ๆ ของคุณลุง ตอนที่จะเปิดร้านอาหารใหม่ ๆ คิดแค่ว่าจะเปิดร้านอาหารเพื่อเลี้ยงชีพตัวเองเท่านั้น ก็เลยมาลงเอยด้วยร้านซูชิ เนื่องจากร้านซูชิมีการลงทุนที่ต่ำกว่าร้านอื่น ๆ คุณลุงเริ่มต้นด้วยเหตุผลว่า ต้นทุนต่ำ และเริ่มจากร้านเล็ก ๆ แต่สิ่งที่แตกต่างคือ คุณลุงเริ่มต้นอย่างจริงจังมาก ๆ แม้จะเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ และใส่พลังเข้าไปเต็มที่ ไม่ได้คิดแค่ว่าจะตั้งใจทำแค่ขายได้ แต่พยายามปรับปรุงให้อร่อยขึ้นเรื่อย ๆ คุณลุงพยายามค้นหาวิธีที่จะทำให้อร่อยขึ้นทุก ๆ วัน ทำการทดลองใหม่ ๆ จนได้ค้นพบวิธีที่จะทำให้เก็บไข่ปลาแซลมอนให้ได้ทุกฤดูกาล คือแต่ก่อนไข่ปลาแซลมอนจะอร่อยในฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น จนคุณลุงหาวิธีได้สำเร็จที่จะทำให้ไข่ปลาแซลมอนอร่อยทุกฤดู และก็มีการทดลองและคำนวณหลายอย่าง เช่น มีการวัดอุณภูมิของเนื้อปลา อุณภูมิของมือคนปั้นซูชิ ซึ่งคนที่ปั้นก็จะยื่นซูชิมาให้ลูกค้าที่มากินที่ร้านในช่วงเวลาที่เนื้อปลาและข้าวอร่อยที่สุดในช่วงเวลานั้น คุณลุงเริ่มจากร้านซูชิเล็ก ๆ แต่สิ่งที่ใส่ใจและตั้งใจไม่เล็กเลย เรื่องนี้อาจจะเป็นอิคิไกของคุณลุงจีโล่ โอโนะก็ได้ เพราะคุณลุงตื่นมาเพื่อความหมายในชีวิตคือปั้นซูชิให้อร่อยและดีที่สุด

Advertisement

Advertisement

sushi

2. ทำให้ช่วงเช้าให้เป็นเวลาที่ดี

การทำช่วงเช้าให้เป็นช่วงเวลาที่ดีสำคัญมาก ๆ ชีวิตของเราในวันนี้จะเป็นยังไง อาจจะขึ้นอยู่กับว่าเช้านี้เราตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์แบบไหน หนังสือเล่มนี้แนะนำว่า ตื่นตอนเช้าขึ้นมาแล้วให้สบตาใครสักคนที่เรารักและผูกพัน แล้วก็ทักทายกัน ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้ศูนย์การควบคุมการหลังฮอร์โมนของร่างการทำงานได้ดีขึ้น ทำให้มีระบบภมูิคุ้มกันที่ดีขึ้น นอกจากนั้นอาจจะมีวิธีที่ทำให้ช่วงเช้าเป็นเช้าที่ดี คือ มีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การได้ดื่มกาแฟแก้วโปรดหรือขนมที่แสนอร่อย ซึ่งความรู้สึกแบบนี้จะทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาเพื่อจะทำอะไรซักอย่าง 

japan

3. จดจ่อกับสิ่งที่ทำ

การจดจ่อกับสิ่งที่ทำโดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะเห็นเราหรือเปล่า ในหนังสือเล่มนี้ได้ยกตัวอย่างบาร์เทนเดอร์ที่ใช้เวลาทำงาน 7 วันยืนอยู่ข้างหลังบาร์ แล้วใช้เวลาปรุงรสเครื่องดื่มให้อร่อยที่สุด โดยที่ไม่ได้สนใจว่าจะมีสื่อมาติดตามจากที่ไหน เขาพยายามฝึกฝีมือไปเรื่อย ๆ จดจ่อกับสิ่งที่ทำ แล้วความสุขมันก็เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่เขาใช้เวลาในการทำสิ่งนั้น ไม่จำเป็นเลยต้องมีคนมาชื่นม  ผมว่ามันเป็นความสุขง่าย ๆ แล้วก็มีความหมายที่เราสัมผัสได้จริง ๆ เวลาเราใส่ใจทำอะไรซักอย่างเต็มที่ เราจะทำมันได้ดีมาก ๆ

หนังสือเล่มนี้ยังพูดถึงคำว่า อิจิโอะ อิจิเอะ แปลเป็นภาษาไทยคือ 1 ชีวิต 1 ครั้ง หมายถึงให้เราปฏิบัติต่อผู้คนหรือสิ่งของที่เราได้สัมผัสราวกับว่าเราได้พบครั้งเดียวในชีวิต ถ้าเราคิดแบบนี้แล้ว เวลาที่เราเจอกับใครซักคนเราจะรู้สึกว่าเป็นครั้งเดียวหรือครั้งสุท้าย แน่นอนว่าเวลาเราคุยกับคนนั้นเราจะไม่ยิบมือถือมาเล่นตอนที่กำลังพูดเรื่องที่สำคัญกับเรา เราจะต้องใส่ใจ มองหน้าเขา ไถ่ถามอย่างใส่ใจ

สรุปมุมมองของผมจากการได้อ่านหนังสือเล่มนี้

อิคิไก อาจจะไม่ได้เป็นหน้าที่การงานของเราโดยตรง หรืองานที่เราทำอยู่ที่ใช้เลี้ยงชีพ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าเรายังมีเวลาอื่นนอกจากเวลางาน เราก็สามารถเอาไปทำงานอดิเรกที่เราชอบมาก ๆ เช่น ในวันหยุดเราอาจจะไปถ่ายรูป จัดสวน ปลูกผัก หรือทำขนมก็ได้ สิ่งเหลานี้สำหรับบางคนทำให้หัวใจเขาเติมเต็ม และทำให้ชีวิตมีความหมาย ซึ่งเรายังมีเวลาอื่น ๆ นอกจากงานประจำ 

ในหนังสือเล่มนี้บอกว่าคนเรามักจะมีความเชื่อว่า เราจะต้องมีสิ่งนั้น เราต้องทำสิ่งนี้เราถึงจะมีความสุข เรามักจะอยู่ในมายาคติของความฝัน ซึ่งมันอาจจะเป็นภาพในฝันที่ลวงตาก็ได้ เรามักจะสร้างเงื่อนไขกับตัวเองไว้ในชีวิตว่า ต้องเป็นแบบนั้น ต้องเป็นแบบนี้ ชีวิตถึงจะมีความหมาย แต่จริง ๆ เราสามารถมีความสุขได้กับสิ่งอื่นๆ ได้อีก เพราะว่าความสุขไม่มีสูตรสำเร็จ และไม่มีความจำเป็นเลยที่ใครซักคนจะต้องเป็นแบบใครซักคนถึงจะมีความสุข ทุกคนมีความสุขในรูปแบบของตัวเอง

ในหนังสือเล่มนี้ได้เล่าถึงบทละคร เรื่อง The Blue Bird โดยเรื่องราวมีเด็กผู้หญิงที่ออกเดินทางไปพร้อมกับพี่ชายของเธอ เพื่อที่จะไปตามหานกสีฟ้าตัวหนึ่ง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นนกแห่งความสุข พวกเขาเดินทางไปไกลมาก แม้ว่าพยายามตามหานานแค่ไหนก็ไม่เจอนกสีฟ้าตัวนั้น จนกระทั่งกลับมาที่บ้านด้วยความผิดหวัง แล้วก็มาพบว่าแท้ที่จริงนกสีฟ้ามาร้องเพลงในบ้านตัวเอง บางทีอาจจะไม่ต้องตามหาอิคิไกขนาดนั้น แต่มันอาจจะอยู่ใกล้ ๆ ตัวเราแล้วก็ได้

เหตุผลในการมีชิวิตอยู่ของคนเรา อาจจะอยู่ใกล้ๆ ตัวเราก็ได้ มันอาจจะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เรามองข้ามไป การมีชิวิตอยู่ของเราอาจจะเป็นพ่อ แม่ ครอบครัว คนที่เรารัก อาหารที่เราชอบทำ สวนเล็ก ๆ หลังบ้าน น้องหมาหรือแมวที่เราผูกพันมาก ๆ 

สำหรับผมแล้วการใส่ใจ ให้เวลากับผู้คน การงาน และงานอดิเรก ถ้าเราให้เวลากับมันแล้วไม่มีเรื่องไหนเลยที่เป็นเรื่องธรรมดา แล้วก็ไม่มีคนไหนเลยที่ไม่มีความหมาย เพราะว่าทุกเรื่องทุกคนมีความพิเศษอยู่ในตัวเอง และเมื่อเราใส่ใจอย่างแท้จริงเราจะค้นพบว่า อิคิไก อาจจะอยู่ไม่ไกลเลย และอาจจะไม่ต้องออกตามหาให้เหนื่อย แท้ที่จริงแล้วเราอาจจะมีเหตุผลของการมีชีวิตอยู่กับตัวแล้วก็ได้ ลองมองรอบ ๆ ตัวเรา อย่างใส่ใจ เพื่อน ๆ จะพบนกสีฟ้าอยู่ใกล้ ๆ ตัวเรา แต่อาจจะมองข้ามมันไป

่japanเครดิตภาพ 1 : freepik / เครดิตภาพ 2 : freepik / เครดิตภาพ 3 : freepik

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด