คัดลอกลิงค์

สุขภาพ

เมื่อคุณเป็นคนชอบท่องเที่ยว แต่....กลัวเครื่องบิน EP.2

[[[tes]]]
[[[tes]]]
|5 min read
อ่านบทความอื่นจาก [[[tes]]]
แจ้งตรวจสอบ
เมื่อคุณเป็นคนชอบท่องเที่ยว แต่....กลัวเครื่องบิน EP.2

ผมไม่รู้ตัวเองเหมือนกันว่าทำไมอยู่ดีๆผมถึงเป็นโรคนี้ ทั้งๆที่แต่ก่อนไม่เคยเป็น  Phobia(โรคกลัว),  Panic Disorder ไม่ว่ามันคือโรคอะไรแต่พอเป็นขึ้นมาขอบอกเลยว่าคุณจะใช้ชีวิตได้ยากขึ้นมากๆ  หลังจากที่ผมพบกับโรคนี้ครั้งแรก(โรคกลัวการบิน)เมื่อบินไปเที่ยวญี่ปุ่นซึ่งเป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิตของผมด้วย แล้วผมปวดหูมากๆตอนเครื่องจะลง(เดี๋ยวจะเขียนอีกบทความเกี่ยวกับวิธีรักษาอาการปวดหูครับ) นั่นทำให้ผมกลายเป็นคน "กลัวการบิน" ไปเลย   

ก่อนหน้านั้นผมเคยได้ยินเรื่องราวของคนที่ "กลัวเครื่องบิน" อยู่คนหนึ่ง เขาเป็นนักฟุตบอลชื่อดังของยอดทีมทีมหนึ่งในอังกฤษ เขาคนนี้มีปัญหาเรื่องการที่จะต้องไปแข่งขันที่ประเทศอื่นที่ต้องนั่งเครื่องบินไป เขากลัวเครื่องบินจนขนาดที่ว่าถ้าต้องไปแข่งโดยที่ต้องนั่งเครื่องบินไปนั้น เขาไม่ไปครับ บางครั้งเขายอมที่จะเดินทางไปด้วยวิธีอื่นๆ แม้จะต้องใช้เวลานานหน่อย แต่ถ้าสามารถไปได้โดยไม่ต้องนั่งเครื่องบิน เขาถึงไป ซึ่งบางทีต้องเดินทางล่วงหน้าก่อนเพื่อนร่วมทีมเป็นวันแต่เป็นการแข่งขันที่สำคัญจริงๆก็ต้องทำ ส่วนพวกการแข่งขันที่ต้องนั่งเครื่องไปเท่านั้น เลิกคิด ยังไงเขาก็ไม่ยอมไปแน่ๆ ตอนนั้นที่ผมได้ฟังเรื่องของเขาคนนี้ Dennis Bergkamp ผมยังหัวเราะอยู่เลย โรคบ้าอะไรเนี่ย กลัวเครื่องบิน ตลกสิ้นดี คนบ้าอะไรกลัวเครื่องบิน ผมยังคุยกับเพื่อนๆเลยว่า แบบนี้ฉีดยานอนหลับแล้วเอาขึ้นเครื่องไปก็ได้มั้ง (มาถึงตรงนี้ผมรู้เลยว่ายังไงเขาก็กลัว) พูดไปผมก็หัวเราะไป ....

Advertisement

Advertisement

บนเครื่องบิน TG ครับ

ตอนนี้ผมรู้และเข้าใจแล้วล่ะครับว่าทำไมเขาถึงกลัว ใครไม่เป็นโรคนี้บอกเลยครับว่า ยากที่จะเข้าใจจริงๆ หลังจากที่ผมเป็นแล้ว แต่เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมันดึงดูดใจผมมากๆ บวกกับ พอผมแต่งงานกับภรรยา(เป็นแอร์ JAL)นั่นทำให้ผมได้สิทธิ "บินฟรี"  แหม.... คิดดูนะครับ บินไปญี่ปุ่นฟรีๆ ตอนนั้นตั๋วเครื่องบินไปกลับราคา 26000-28000 บาท ใครจะอดใจไหว   กลับมาได้ไม่ถึงสองเดือน ผมก็ให้ภรรยาจัดการกลับไปเที่ยวญี่ปุ่นอีกครั้ง ตอนนั้นผมยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นโรคนี้ รู้แค่ว่าจะปวดหูตอนเครื่องลงแค่นั้น ยังดี้ด๊าลั้นลากับการเตรียมตัวไปเที่ยวอยู่เลย จนมีอยู่คืนหนึ่งที่ผมกำลังล้มตัวลงนอน แล้วภาพของผมที่กำลังปวดหูมากๆตอนเครื่องจะลง มันแว็บขึ้นมา ตอนนั้นรู้ตัวเองเลยว่า อาการที่ผมเป็นอยู่มันรวมเหตุการณ์ตอนนี้เข้าไปด้วยแล้ว อธิบายนิดๆครับว่า Panic Disorder ของผมคือการกลัวที่จำกัด ออกไปไหนไม่ได้ เช่น ห้องปิดตาย คือถ้ามีหน้าต่างเปิดได้ไม่เป็นไร แต่ถ้าปิดหมดทุกอย่าง ล็อกหมด อันนี้ไม่ได้  ต่อให้เป็นโรงยิมกว้างใหญ่แค่ไหน ถ้ามีทางออกเปิดอยู่ผมอยู่ได้ แต่ถ้าถูกปิดล็อกทางออกทั้งหมดอาการของโรคนี้มันก็จะขึ้นมาทันที ชิงช้าสวรรค์นี่นั่งได้ถ้าไม่ใช่เป็นแบบกรงนะ กุญแจมือนี่ไม่ได้เลยผมยอมที่จะตัดมือผมทิ้งดีกว่า อะไรประมาณนี้ครับ  คืนนั้นส่งผลให้ผมกลัวสุดๆ นึกขึ้นเมื่อไหร่นี่มันจะ "ขึ้น" ทันที  ผมเป็นแบบนี้อยู่นานมากกกกกก  แต่ละครั้งกว่าจะผ่านมันไปได้นี่สุดๆจริงๆ นอนไม่ได้ บางทีน้ำตามันก็ไหลออกมา จนในที่สุดผมก็ยอมแพ้มัน เที่ยวในประเทศก็ได้ ผมไม่ได้ไปขึ้นเครื่องบินนานถึง 4 ปี...

Advertisement

Advertisement

เขาสามมุข จ.ชลบุรี

แต่แล้ววันนึงผมก็ถูกที่ทำงานส่งตัวไปดูงานที่ Denver, USA  "หาปุ่มShiftไม่เจอ"(หายนั่นแหล่ะ) ทันทีที่รู้ตัวอาการมันก็ขึ้นมาทันทีเลย ในหัวมีความคิดไปต่างๆนาๆ ผมไม่กล้าบอกใครว่าผมเป็นโรคนี้ หัวหน้าผมก็ไม่รู้ "เอาไงดี" "จะไหวไหม" หนักมากๆก็คือเป็นทุกวันทุกครั้งที่จะนอน จนวันที่รายละเอียดการบินถูกส่ง mail มาหาผม ผมจึงรู้ตัวเองว่า "ไม่ไหวแน่ๆ" เพราะผมต้องบินไปนาริตะ ต่อด้วย Minneapolis ต่อด้วยการบินไป Denver ส่วนขากลับหนักกว่าขาไปอีก ไฟล์ทยาวๆที่ข้ามไปกลับระหว่างอเมริกากับญี่ปุ่นนั้น ขาไป 11.5 ชม. ขากลับ 14.5 ชม. ผมจึงตัดสินใจเดินเข้าโรงพยาบาลครับ คุณหมอบอกว่าโรคนี้มีวิธีรักษาอยู่สองทางเลือก คือ หลีกเลี่ยง กับ ต่อสู้กับมัน และที่สำคัญ เจ้าโรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้!!!!  หมอบอกว่ามันเกิดจากการหลั่งสารผิดพลาดของสมอง ทำให้เกิดอาการกลัว แค่เข้ารับการรักษา กินยา ก็หายแล้ว ซึ่งระยะเวลารักษาของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนสั้น บางคนก็ใช้เวลานาน แต่!!! ผมเหลือเวลาแค่...อาทิตย์เดียว   คุณเชื่อมะว่าตอนนั้นผมพยายามที่จะหาวิธีว่าจะทำยังไงที่จะไม่ต้องไป ป่วยดีไหม หรือว่าเกิดอุบัติเหตุดี คิดขนาดที่ว่าจะทำร้ายตัวเองเพื่อที่จะไม่ต้องไป

เตรียมบินยาวๆ 11.5 ชม.ผมเดินไปหาหมอแทบจะทุกวัน(โรงพยาบาลอยู่ข้างๆบ้าน) + (ค่ารักษาเบิกได้) คุณหมอให้ยามาตัวนึงครับ ชื่อว่า Xanax ขนาดเล็กสุดอยู่ที่เม็ดละ 0.5 กรัม หมอบอกว่าตัวนี้เป็นยา "คลายกังวล" ให้กินก่อนที่จะกังวลประมาณ 30 นาที โดยให้หักครึ่งกินทีละครึ่งเม็ด  แรกๆก่อนนอนผมก็ยังไม่กินครับ จนมัน "ขึ้น" มานั่นแหล่ะ จัดเลย หาไรทำสักครึ่งชั่วโมงแล้วก็นอนได้  วันต่อๆมาทีนี้รู้แล้วล่ะครับว่ากินก่อนมีอาการเลย หมอบอกว่ายาตัวนี้จะทำให้เราซึมๆ และจะง่วงนอน กดประสาทประมาณนั้น แต่ผมกินแล้วเฉยๆนะ ไม่ง่วงด้วย ทำอะไรได้ตามปรกติ หมอเลยบอกให้ลองกินทั้งเม็ดดูไม่ต้องหักครึ่ง ผมลองแล้วเวียนหัวเลยเป็นครั้งเดียวที่กินทั้งเม็ด จนมาถึงวันที่จะต้องไปบิน ข้อจำกัดก็คือยานี้มันกินติดๆกันไม่ได้ กินได้แค่วันละครั้ง ดังนั้นผมต้องบริหารการกินยาให้ดี ต้องรู้ตัวเองว่าจะต้องกินตอนไหน โดยเฉพาะตอนพีคๆ จนในที่สุดผมก็ผ่านมันไปได้ เมื่อมียาตัวนี้อยู่กับตัว ฮ่าๆๆ จริงๆตอนอยู่บนเครื่องช่วงที่ต้องบินนานๆ อย่างขาไป 11.5 ชม. นี่ก็มี "ขึ้น" มาบ้างนะ น่าจะเป็นช่วงปลายๆของยา ดูเวลาแล้วก็กินไปอีกครึ่งเม็ด สบายละ (ใครที่เป็นโรคนี้อยู่ ไปหาหมอซะนะครับ รักษาได้ หายขาดด้วย) 

อุดรธานี

หลังจากที่กลับมาจากสัมนาได้ไม่นานก็มีงานที่ทำให้ผมต้องหนักใจอีกครั้ง นั่นคือการที่จะต้องไปทำงานที่จังหวัด อุดรธานี (บินเช้ามืดวันจันทร์ กลับดึกๆวันศุกร์)  ผมทำงานนี้บินไปบินมาอยู่ 6 เดือน มีบางอาทิตย์บินกลับเช้าวันพุธเพื่อมาทำงานเร่งด่วนที่กรุงเทพแล้วบินกลับอุดรตอนดึกๆก็มี นั่นทำให้ผมได้ฝึกและรู้วิธีที่จะเอาชนะเจ้าโรคนี้ได้โดยที่ผมไม่ต้องไปรักษา ช่วงแรกๆแน่นอนว่าผมยังคง "กลัว" ทุกครั้ง แต่ผมมียา ก็กินเข้าไปแล้วก็ลุย  จนวันนึงความรู้สึกที่มันอยากจะ "เอาชนะ" ของผมมันก็อยากลอง ผมลองไม่กินยา แต่ใช้วิธีอื่นๆมาช่วยแทน เช่น เล่น ROV ตอนเดินอยู่ในงวง หรือชวนคนข้างๆคุยตอนเดินเข้างวง พอเข้าไปนั่งอยู่ในเครื่องแล้วเราเริ่มๆรู้ตัวว่ามันจะขึ้น ก็ต้องหาอะไรมากลบมันไปซะ ทำยังไงก็ได้ที่ดึงเราออกไปจากอาการกลัว ณ ตอนนั้นให้ได้  ดูคลิปฟุตบอล หรืออะไรก็ได้ครับ ที่คุณสามารถหยุดความคิดตรงนั้นได้อย่างทันที อันนี้ไม่ง่ายนะบอกเลย ยากสุดๆครับ ซึ่งผมว่าของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนแค่อ่านหนังสือก็เอาอยู่แล้ว แรกๆอาจจะเอาไม่ค่อยอยู่ แต่คุณต้องลองทำอะไรใหม่ๆ อะไรก็ได้ที่มันเปลี่ยนความคิดเราได้ ขนาดจีบแอร์ผมยังเคยเลย(เมียไม่เคยรู้ ฮ่าๆๆ) จีบเล่นๆตอนนั้นแหล่ะครับ เอาแค่ตัวรอด ณ ตอนนั้นให้ได้ คนที่เป็นโรคนี้น่าจะเคยได้ยินหรือได้รับคำแนะนำจากคนที่รู้ว่าเราเป็น ซึ่งมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย เช่น ก็อย่าไปคิดสิ นั่งสมาธิช่วยได้ หลับตาแล้วภาวนาหรือสวดมนต์ คือเหมือนที่บอกครับว่า คนที่ไม่เป็นโรคนี้ไม่มีทางเข้าใจ บางครั้งคำพูดพวกนี้กลับทำให้เราเป็นหนักขึ้นด้วยซ้ำ จากที่ไม่ขึ้น พอพูดปุ๊ปก็ขึ้นเลยก็มี ดังนั้นถ้าคุณรู้จักหรือได้มีโอกาสอยู่กับคนที่เป็นโรคนี้ ไม่ต้องไปพูดไปบอกอะไรเขาแบบนี้นะครับ สิ่งที่คุณควรทำก็คือ ชวนเขาคุย ชวนเขาทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องไปพูดไปบอกว่าอย่าคิดมาก จงมีสติ บลาๆๆ เพราะคำพูดพวกนี้บอกเลยว่ามันช่วยไม่ได้

 

ตอนนี้แม้ผมจะไม่ถึงกับเอาชนะมันได้อย่างเด็ดขาด แต่ผมก็มั่นใจว่า ผมไม่เป็นเหมือนแต่ก่อนแล้ว ผมบินไปเที่ยวญี่ปุ่นมาอีก 8 รอบ เกาหลีอีก 2 รอบ ส่วนบินในประเทศนี่อีกน่าจะหลายสิบรอบ ผมเคยคิดอยากจะไปรักษาให้มันหายขาด(อันนี้ควรทำครับ) แต่ผมดูจากอาการของผมแล้ว "ผมสู้ได้" ค่อยๆพัฒนาไปทีละขั้น  เวลาไปบินต้องมียาติดตัวไปด้วย แม้ไม่ต้องกินก็ตาม ขอแค่มียาอยู่กับตัวก็พอ(คนที่เป็นโรคนี้จะยิ่งเข้าใจว่าทำไม) นี่ก็ขั้นนึงครับ   ผมเคยข้ามขั้นนั้นไปได้ครั้งนึงคือบินไปแบบไม่มียาติดตัว ทุลักทุเลพอสมควร แต่ก็ผ่านมันไปได้ ด้วยการดึงตัวเองออกมาจากตรงนั้นให้ได้ก่อนที่มันจะ "ขึ้น" คุณจะรู้ตัวคุณเองครับว่ามันกำลังจะขึ้นตอนไหน จังหวะนั้นแหล่ะ ออกไปให้ได้ครับ ถ้าคุณทำได้คุณจะเอาชนะมันได้ครับ

ดังนั้นสิ่งที่อยากจะแนะนำก็คือ ถ้าเป็นไปได้ ไปหาหมอซะครับ เพราะยา Xanax ไม่สามารถไปเดินหาซื้อได้ตามร้านขายยาครับ ยาตัวนี้ต้องให้หมอสั่งเท่านั้น จริงๆมียาอีกหลายตัวครับที่คุณหมอจะให้ ผมรู้เพราะน้องที่ทำงานผมก็ไปรักษามา ใช้เวลาเกือบครึ่งปี น้องผมคนนี้เป็นโรคกลัวการกินอาหารกลางวัน คือหลังจากกินเสร็จเขาจะอาเจียนออกมา นั่นทำให้เขากลัวไม่กล้ากินอาหารกลางวัน แปลกมะ มื้ออื่นๆไม่เป็น มื้อเช้ากินได้ มื้อเย็นกินได้ แต่เป็นเฉพาะมื้อกลางวัน ที่น่าแปลกก็คือ กินเกี๊ยวแห้งได้ แต่อาหารกลางวันอย่างอื่นไม่ได้เลย กินแล้วอาเจียน อยู่ดีๆก็เป็น ลองแล้วก็อาเจียน จนกลายเป็นอาการกลัวไปเลย ก่อนที่จะไปรักษาเขาต้องทนอยู่กับอาการนี้เต็มๆ 3 เดือน นั่นทำให้ 3 เดือนนี้ที่มื้อกลางวันน้องผมคนนี้ไม่กินอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากเกี๊ยวแห้ง คือไปถึงหน้าร้านก็ไม่ต้องสั่งอ่ะ คนขายทำให้เลย กินทุกวัน อ้อ...เสาร์อาทิตย์ไม่เป็นด้วยนะ กลางวันกินอะไรก้ได้  ดังนั้นแนะนำเลยครับว่าไปหาหมอครับ แต่ถ้าติดเรื่องเงินค่ารักษา (สำหรับคนทำงานลองถามประกับของบริษัทว่าเบิกได้ไหมก่อนนะครับ) ถ้าไม่มีเงินจริงๆก็ลองๆเอาคำแนะนำที่ผมเขียนไปลองทำดูครับ คุณเอาชนะมันได้ คำพูดนึงของคุณหมอก็คือ "โรคนี้ไม่ทำให้ถึงตาย" นั่นก็เป็นสาเหตุนึงที่ผมเอามาเป็นจุดคิดในการที่จะเอาชนะมัน เพราะเต็มที่มันก็ทำอะไรเราถึงตายไม่ได้ ลองดูนะครับ หวังว่าบทความนี้น่าจะมีประโยชน์อยู่บ้างไม่มากก็น้อย 

 

[[[tes]]]

 

เครดิตภาพทั้งหมดจาก : ผู้เขียน

 

เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด