คัดลอกลิงค์

สุขภาพ

แชร์ประสบการณ์ นอนดึกตื่นเช้า โดยยังกระปรี้กระเปร่าได้อยู่

31singha
31singha
|3 min read
อ่านบทความอื่นจาก 31singha
แจ้งตรวจสอบ
แชร์ประสบการณ์ นอนดึกตื่นเช้า โดยยังกระปรี้กระเปร่าได้อยู่

สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งของการทำงานในต่างจังหวัด  และมีที่พักใกล้กับที่ทำงาน คือ ใช้เวลาเดินทางไปทำงานไม่นานนัก ทำให้สามารถนอนตื่นสายได้ โดยเฉพาะในเช้าของวันที่คืนก่อนหน้านั้นนอนดึก ที่สามารถขยายระยะเวลานอนเพื่อชดเชยกันได้

ก็แหงหล่ะครับ...ผมเองก็ไม่ต่างจากคุณผู้อ่านหลาย ๆ คน ที่ด้วยสภาวะการทำงานหรือการใช้ชีวิตบางช่วง ไม่อาจหลีกเลี่ยงการนอนดึกได้ ดังนั้นหากทำได้ ก็ขอนอนตื่นสายเพื่อชดเชยการนอนดึก  ประมาณว่าไม่ให้ร่างกายขาดทุน ว่างั้น... 😄

แต่เอาเข้าจริง ๆ ผมก็สังเกตนะว่า แม้จะขยายระยะเวลานอนตื่นสายขึ้นเพื่อหวังจะชดเชยเวลาเข้านอน ให้มีช่วงเวลานอนพักผ่อนให้มากที่สุด แต่หลายครั้งก็รู้สึกว่า การตื่นสายไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก กลางวันก็ยังคงง่วงเหงาหาวนอน ซ้ำบางทียังทำให้เฉื่อยชาลงไปกว่าเก่า ไม่นับรวมถึงการที่ทำให้รีบ ร้อนรนในช่วงเช้าเพราะมีเวลาไม่มากนัก 

Advertisement

Advertisement

นาฬิกาปลุก/ภาพโดย congerdesign  จาก Pixabay/

ทดลองหาวิธีที่จะทำตื่นเช้าได้โดยไม่ง่วงเหงาหาวนอนมากเกินไป ในยามที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการนอนดึก   ลองผิดลองถูกไปตามประสา จนพบว่ามันก็มีวิถีทางที่จะทำได้ เลยเอามาแบ่งปันกัน ดังนี้ครับ

1. อย่างแรก คือ ขีดเส้นกำหนดเวลาเข้านอน

คือ ถ้าไม่มีอะไรที่ทำให้ต้องนอนดึกมากเกินไป ก็พยายามเข้านอนก่อนเที่ยงคืน  เพราะยังจำได้ว่า ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม อาจารย์วิชาวิทยาศาสตร์เคยพูดให้ฟังว่า ร่างกายคนเราจะหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่ง คือ โกร์ทฮอร์โมน (growth hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของร่างกาย ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ โดยฮอร์โมนนี้จะหลั่งในช่วงนอนหลับ โดยจะเริ่มหลั่งตั้งแต่ประมาณเที่ยงคืน  ถ้านอนก่อนเที่ยงคืนก็จะทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากฮอร์โมนนี้

Advertisement

Advertisement

นอนหลับและนาฬิกา/ภาพโดย Katniss จาก Pixabay /

หรือถ้ามีความจำเป็นต้องนอนหลังเที่ยงคืน ก็จะพยายามไม่ให้เกินตีหนึ่ง โดยอย่างน้อยก็จะนอนหลับในช่วงตีหนึ่งถึงตีสาม เพราะเคยอ่านเจอในหนังสือเกี่ยวกับช่วงเวลาการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ที่เรียกว่า นาฬิกาชีวิต (biological clock) ของอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา นักธรรมชาติบำบัดที่มีผลงานการบรรยายและงานเขียนเป็นที่รู้จักท่านหนึ่งในแวดวงคนรักสุขภาพ โดยวงจรนาฬิกาชีวิตได้ระบุว่า ช่วงเวลา 01.00 - 03.00 น. นั้น เป็นช่วงเวลาการทำงานของตับ ซึ่งควรนอนหลับพักผ่อนให้สนิท เพื่อให้ตับทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการขจัดสารพิษในร่างกาย อันจะส่งผลให้ร่างกายมีสุขภาพดี

2. ถ้าไม่ลำบากเกินไปนัก ก็จะตั้งเวลาตื่นนอนตอนตีห้า

ทั้งนี้ก็สืบเนื่องมาจากข้อมูลเรื่องนาฬิกาชีวิตที่เคยอ่านตามที่กล่าวไว้ในข้อที่แล้วแหล่ะครับ โดยนาฬิกาชีวิตระบุว่า เวลา 03.00 - 05.00 น. เป็นช่วงเวลาการทำงานของปอด จึงควรตื่นนอนมาสูดอากาศบริสุทธิ์ ให้ปอดได้รับออกซิเจนเข้าไปในร่างกายอย่างเต็มที่  นอกจากนี้ ผมยังเคยอ่านเจอแนวทางของท่านผู้พิพากษาท่านหนึ่ง คือ ท่านสหรัฐ กิติ ศุภการ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ "เส้นทางสู่ฝัน ผู้พิพากษา" ตอนหนึ่ง เกี่ยวกับเคล็ดวิชาในการเตรียมตัวสอบว่า ช่วงเวลาตีห้า เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของร่างกายและจิตใจในการตื่นตัว รับสิ่งใหม่ ๆ โดยท่านได้รับแนวคิดนี้มาจากท่านพุทธทาสภิกขุที่กล่าวถึงช่วงเวลาที่ดีที่สุดในแต่ละวัน คือ เวลาตีห้า

Advertisement

Advertisement

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าตื่นไม่ไหวจริง ๆ ผมก็เคยเลื่อนไปเป็นตีห้าครึ่ง หรือไม่เกินหกโมงเช้า เพราะโฟกัสไปที่การตื่นมารับรุ่งอรุณตอนเช้ามืด ที่อากาศดี ๆ อยู่ อันจะทำให้ร่างกายมีเวลาปรับตัวให้มีความตื่นตัวมากขึ้น

3. วิ่งเหยาะ ๆ หรืออกกำลังกายเบา ๆ

เช่น กายบริหาร กระโดดตบ พอให้ได้เหงื่อ หรือรู้สึกว่าระบบหายใจและการเต้นของหัวใจเแรงขึ้น สูบฉีดเลือดดีขึ้น เป็นการกระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัวหลังตื่นนอน เหมือนสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่ออุ่นเครื่องก่อนใช้งาน 

4. กาแฟร้อนตอนเช้า

กาแฟร้อน/ภาพโดย Engin Akyurt จาก Pixabay/

อันนี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่แท้จริงเลยทีเดียว คือ ปกติผมเองเป็นคนดื่มกาแฟเป็นประจำอยู่แล้ว  และสังเกตตนเองพบว่า การดื่มกาแฟร้อนตอนเช้า ช่วยกระตุ้นให้มีการขับถ่าย กล่าวคือ หลังจากดื่มกาแฟไปสักพัก ประมาณ 5 - 10 นาที ก็จะรู้สึกอยากขับถ่าย จึงเป็นเสมือนกิจวัตรประจำวันของผมที่ต้องตื่นมาแล้วดื่มกาแฟร้อนสักหนึ่งแก้วก่อน เพื่อช่วยให้ตื่นตัว และกระตุ้นให้รู้สึกอยากขับถ่าย และโดยหากดื่มในช่วงเวลา 05.00 - 07.00 น. ซึ่งตามนาฬิกาชีวิตของอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา ที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ระบุว่าเป็นช่วงเวลาการทำงานของระบบขับถ่ายพอดี ก็เหมือนเป็นการช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นไปโดยปกติ อันจะส่งผลให้ของเสียถูกขับออกมา ไม่ตกค้างอยู่ในร่างกาย 

ที่กล่าวมาข้างต้น คือประสบการณ์ส่วนตัวในการดูแลและปรับสภาพร่างกาย ในสภาวะที่จำเป็นต้องนอนดึกแล้วตื่นเช้า เพื่อช่วยลดอาการง่วงเหงาหาวนอน และช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าในการทำงานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ในวันนั้น ๆ 

แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายมีความสดชื่นที่ยังยืนนะครับ 😄

 

ภาพปกบทความโดย Victoria_ borodinova จาก Pixabay

 

 

 

 

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด