คัดลอกลิงค์

ความรู้

7 วิธีการตรวจสภาพรถ ด้วยตนเองแบบง่าย ๆ ก่อนออกเดินทาง

114
dailyjourney
dailyjourney
|3 min read
อ่านบทความอื่นจาก dailyjourney
แจ้งตรวจสอบ
7 วิธีการตรวจสภาพรถ ด้วยตนเองแบบง่าย ๆ ก่อนออกเดินทาง

เดือนธันวาคมนี้มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน ผู้คนเริ่มวางแผนเดินทางท่องเที่ยว รถยนต์ถือเป็นพาหนะในการเดินทางที่หลายคนเลือกใช้ ดังนั้นวันนี้จึงอยากมาแนะนำ 7 วิธีการตรวจสภาพรถด้วยตนเองแบบง่าย ๆ ก่อนออกเดินทาง มาให้ทราบกันค่ะ

7 วิธีการตรวจสภาพรถยนต์1. ลมยาง

ยางที่อ่อนเกินไปจะทำให้ยางสึกเร็วและอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ยางที่แข็งเกินไปก็จะนั่งไม่สบาย รถกระเด้งกระดอน ดังนั้นควรตรวจสภาพลมยางของรถยนต์ก่อนออกเดินทาง ค่าความดันของลมยางรถยนต์ส่วนใหญ่จะมีสติ๊กเกอร์ติดที่ขอบประตูรถยนต์บอกว่าควรเติมลมยางที่ระดับใด

ขนาดลมยาง ตรวจสอบได้ที่ขอบประตูด้านในรถยนต์ค่าความดันลมยางของรถยนต์ ตรวจสอบได้ที่ขอบประตูด้านในรถยนต์

หากไม่มีสติ๊กเกอร์ติดที่ขอบประตู สามารถหาได้จากคู่มือรถยนต์ ปัจจุบันรถบางคันมีเครื่องเติมลมยางไฟฟ้าแถมมาให้เมื่อตอนซื้อรถด้วย แต่ถ้าไม่มีสามารถแวะตรวจสอบความดันลมยางและเติมลมยางได้ที่ปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ  

Advertisement

Advertisement

ค่าความดันของลมยางค่าความดันลมยางของรถคันนี้ ล้อหน้าอยู่ที่ 42 สำหรับล้อที่มีขนาด 16 นิ้ว

 

ตรวจเช็กน้ำมันเครื่อง

2. น้ำมันเครื่อง

เพราะการเดินทางไกลอาจทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานหนัก ก่อนออกเดินทางทุกครั้งจึงควรตรวจระดับน้ำมันเครื่อง

วิธีตรวจสอบ

รถส่วนใหญ่ถ้าน้ำมันเครื่องน้อยเกินไปจะมีไฟเตือนระดับน้ำมันเครื่องอยู่ที่หน้าปัดรถยนต์  แต่สามารถตรวจสอบได้โดยเปิดฝากระโปรงรถและดึงแท่งวัดระดับน้ำมันเครื่องออกมาดูเพื่อตรวจสอบ จากนั้นใช้กระดาษทิชชูเช็ดแท่งวัดระดับน้ำมันเครื่อง แล้วเสียบกลับลงไป เมื่อดึงออกมาจะเห็นระดับน้ำมันชัดเจนขึ้น

ระดับน้ำมันเครื่องควรอยู่ระหว่าง F (full) และ L (low) ไม่ควรต่ำกว่า Lระดับน้ำมันเครื่องควรอยู่ระหว่าง F (full) และ L (low) ไม่ควรต่ำกว่า L

นอกจากนี้ควรตรวจสอบกำหนดการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หากครบกำหนดควรนำรถเข้าศูนย์เพื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง น้ำมันเครื่องที่เก่าเกินไปทำให้ความสามารถในการหล่อลื่นลดลง ทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น แต่ถ้าคุณใช้รถไฟฟ้าคุณก็ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมันเครื่องอีกต่อไป 😂🤣😆

Advertisement

Advertisement

ตรวจสอบระดับน้ำในรถยนต์3. ปริมาณระดับน้ำในรถยนต์

ก่อนออกเดินทางเปิดฝากระโปรงรถยนต์เพื่อตรวจสอบปริมาณระดับน้ำในรถยนต์ให้มีปริมาณอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดของรถยนต์

ปริมาณระดับน้ำนี้ หมายรวมถึง น้ำมันรถยนต์ น้ำมันเบรก น้ำในหม้อน้ำ และน้ำในที่ปัดน้ำฝน เพื่อป้องกันรถเสียโดยไม่คาดคิดซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้

วิธีการตรวจสอบ

ปริมาณน้ำมันรถยนต์สามารถดูได้ที่หน้าปัดรถยนต์ ควรมีปริมาณเพียงพอต่อการเดินทาง

เปิดฝากระโปรงรถเพื่อตรวจสอบน้ำในที่ปัดน้ำฝน น้ำในหม้อน้ำ และน้ำมันเบรก

น้ำในที่ปัดน้ำฝนและน้ำมันเบรกควรมีปริมาณอยู่ระหว่าง Max (maximum) และ Min (minimum)

Advertisement

Advertisement

น้ำในหม้อน้ำจะต้องเต็ม ถ้าลดลงควรเปิดฝาตอนที่เครื่องเย็นแล้วต้องเติมให้เต็ม สามารถซื้อน้ำหล่อเย็นสำหรับหม้อน้ำได้ที่ศูนย์บริการรถยนต์และร้านขายอะไหล่ทั่วไป

จุดตรวจสอบระดับน้ำในที่ปัดน้ำฝนจุดตรวจสอบระดับน้ำในที่ปัดน้ำฝน

*อย่าลืมตรวจสอบยางปัดน้ำฝนด้วย ถ้าปัดได้ไม่ดีแล้วก็ควรเปลี่ยนที่ปัดน้ำฝนก่อนออกเดินทางด้วย

ตรวจสอบไฟและไฟสัญญาน4. ไฟรถและไฟสัญญาณ

ควรตรวจสอบไฟรถยนต์และไฟสัญญาณว่าอยู่ในสภาพดี และทำงานปกติทุกดวง เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ 

ตรวจสอบไฟและไฟสัญญานวิธีตรวจสอบ ให้เพื่อนยืนอยู่ด้านนอกรถ แล้วเรานั่งในรถเพื่อเปิดไฟ แล้วตรวจสอบไฟหน้า ไฟหลังว่าไม่มีการชำรุดและติดทุกดวง จากนั้นเปิดไฟเลี้ยวซ้าย ไฟเลี้ยวขวา แล้วตรวจสอบว่าไฟเลี้ยวทุกดวงทำงานปกติและไม่มีการชำรุด จากนั้นเหยียบเบรกเพื่อตรวจสอบไฟเบรก ทั้งซ้าย ขวาและตรงกลางที่อยู่ด้านหลังรถ ว่าไม่มีการชำรุดและทำงานปกติดี

ไส้กรองแอร์5. ไส้กรองแอร์

รถยนต์จะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าอากาศที่ส่งเข้าเครื่องยนต์นั้นสะอาด อากาศสะอาดยังทำให้รถยนต์มีสมรรถภาพที่ดีอีกด้วย ดังนั้นควรตรวจสอบไส้กรองแอร์ ว่ายังอยู่ในสภาพดี หากสกปรกมากควรเปลี่ยนก่อนออกเดินทาง เพื่ออากาศที่ดีในรถยนต์

ไส้กรองแอร์อยู่หลังลิ้นชักในคอนโซลไส้กรองแอร์อยู่หลังลิ้นชักเก็บของในคอนโซล

วิธีตรวจสอบ ไส้กรองแอร์มักอยู่ด้านหลังลิ้นชักด้านฝั่งที่นั่งข้างคนขับ ถอดสลักเพื่อถอดลิ้นชักออก จากนั้นเปิดฝาเพื่อดึงไส้กรองแอร์มาตรวจสอบ หากสกปรกควรหาซื้อมาเปลี่ยนเองหรือเข้าอู่เพื่อให้ร้านเปลี่ยนไส้กรองแอร์ให้

แบตเตอรี่รถยนต์6. แบตเตอรี่รถยนต์

ถ้าแบตเตอรี่รถยนต์ของคุณไม่ได้เปลี่ยนมานานแล้ว ตรวจสอบสภาพว่าแบตฯยังทำงานได้ดี โดยสังเกตอาการแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมได้ดังนี้

6.1 จากเสียงสตาร์ทเครื่องยนต์ ถ้าเสียงดังแกรก ๆ เบา ๆ อาจเป็นได้ว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อม 

6.2 สตาร์ทรถติดยาก 

6.3 ไฟหน้ารถเริ่มสว่างน้อยลง

6.4 กระจกไฟฟ้าทำงานหนืด ๆ เวลาเปิดปิด

หากแบตเตอรี่เสื่อมควรเปลี่ยนให้เร็วที่สุด 

ยาง7. ความลึกของดอกยาง

ตรวจสอบความลึกของดอกยางเพื่อความปลอดภัยไม่เสียการควบคุม สามารถใช้เหรียญ ไม่จิ้มฟัน หรือเครื่องวัดดอกยาง ใส่ลงไปในช่องดอกยาง ถ้าลึกน้อยกว่า 1.6 มิลลิเมตร ควรเปลี่ยนยาง

ตัวอย่างยางร่อนยางเก่าตัวอย่างยางร่อน ยางเก่า

โดยยางรถยนต์ที่มีสภาพใหม่จะมีร่องดอกยางลึกประมาณ 8-9 มิลลิเมตร ยางที่สึกหรอส่งผลต่อประสิทธิภาพในการเกาะถนน หากยางเสื่อมสภาพก็ควรเปลี่ยนยางก่อนออกเดินทางเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และเพื่อนร่วมทาง

ตรวจสภาพรถก่อนออกเดินทางจบไปแล้วนะคะกับวิธีการตรวจสภาพรถด้วยตนเอง ยังไงก็อย่าลืมตรวจสอบสภาพรถก่อนออกเดินทางกันนะคะ อีกทั้งควรนำรถเข้าตรวจสอบที่ศูนย์บริการเป็นประจำเมื่อครบระยะเวลาเข้าศูนย์เพื่อสมรรถนะที่ดีของรถและเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และเพื่อนร่วมทาง ขอบคุณที่ติดตามค่ะ สามาถแชร์เรื่องราวดีดีของคุณผ่าน TrueID Intrend  กันได้เลยนะคะ 


ภาพปกและภาพประกอบโดยผู้เขียนและสามี

 

เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด