ความรู้

Less is More ทำน้อย...แต่ได้มาก | ทำงานอย่างไรให้เหนื่อยน้อยลงแต่ได้งานมากขึ้น!

363
คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
Less is More ทำน้อย...แต่ได้มาก | ทำงานอย่างไรให้เหนื่อยน้อยลงแต่ได้งานมากขึ้น!

Work hard ก็เป็นสิ่งที่ดี

แต่ Work Smart น่าจะดีกว่า..

ความเชื่อเดิม ๆ ที่สังคมปลูกฝังให้เราต้องขยันทำงานแบบ Work hard เพื่อแสดงถึงความทุ่มเทในงานที่ทำ หากอยากได้ผลลัพธ์มาก ก็ต้องลงทุนลงแรงมากหน่อย ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดเลยค่ะ แต่จะดีกว่าไหม หากเราสามารถได้ผลลัพธ์ที่ดีทั้งคุณภาพและปริมาณ โดยที่เหนื่อยน้อยลงกว่าเดิม บทความนี้จะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักกับเทคนิค Less is More ทำน้อย...แต่ได้มาก วิธีการทำงานอย่างไรให้เหนื่อยน้อยลงแต่ได้งานมากขึ้น!

เทคนิคนี้เหมาะสำหรับคนที่มีงานล้นมือ มีโปรเจคอยู่ในหัวเต็มไปหมด แต่ไม่สามารถจัดการเวลาได้ จนส่งผลให้งานที่ทำไม่บรรลุผลตามที่ตั้งใจไว้ นั่นเพราะคุณอาจรู้สึกว่า "อะไร ๆ ก็สำคัญไปหมด" จึงตั้งหน้าตั้งตาทำทุกสิ่งให้สำเร็จภายในระยะเวลาที่จำกัด แต่หลายครั้งที่พบว่ามันไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ กลายเป็นว่าเรา Work so hard but not smart ไปซะอย่างนั้น

Advertisement

Advertisement

จริงอยู่ที่หลายสิ่งในชีวิตเรานั้นสำคัญ แต่เชื่อว่าความสำคัญของแต่ละสิ่งไม่เท่ากันแน่นอน หากคิดเผิน ๆ อาจไม่ชัดเจน แต่เมื่อลองนำมาจัดลำดับความสำคัญดูจริง ๆ แล้ว หลายคนอาจแปลกใจเลยทีเดียว และเทคนิคสำหรับการทำน้อยแต่ได้มากนี้ คือสิ่งที่หลายคนมองข้ามไปในการทำงาน นั่นคือ "การจัดลำดับความสำคัญของงาน" โดยประยุกต์ใช้กฎการลำดับความสำคัญของงาน ของ Pareto

workกฎการจัดลำดับความสำคัญของงาน หรือที่รู้จักกันในชื่อ "กฎ 80/20" ถูกคิดค้นโดย Vilfredo Federico นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิตาเลียน มีใจความหลัก ๆ อยู่ว่า.. “สิ่งที่สำคัญหรือมีประโยชน์จะมีอยู่เป็นจำนวนที่น้อยกว่าสิ่งที่ไม่สำคัญหรือไม่มีประโยชน์” ซึ่งแม้จะดูเป็นกฎง่าย ๆ ทั่วไป แต่แสดงถึงความไม่สมดุลของหลายสิ่งในชีวิตประจำวันของคนเราได้ดีทีเดียวค่ะ เพราะคนส่วนใหญ่มักใช้เวลาไปกับสิ่งที่ไม่สำคัญและไม่มีประโยชน์มากกว่าสิ่งที่สำคัญและมีประโยชน์ ซึ่งมีสัดส่วนถึงประมาณ 80/20 และงานในส่วน 80% นั้น มักเป็นงานที่ให้คุณค่าเพียง 20% ซึ่งกลับกัน งานในส่วน 20% มักเป็นงานที่ให้คุณค่าและผลลัพธ์ที่ดีมากถึง 80% ตัวเลขสัดส่วนอาจไม่จำเป็นต้อง 80/20 เท่านั้นหรอกนะคะ แต่ภาพรวมของกฎนี้ คือการสื่อถึงการใช้เวลาอย่างด้อยคุณภาพของคนส่วนใหญ่

Advertisement

Advertisement

แล้วเราจะนำกฎนี้มาประยุกต์ใช้กับการทำงานให้เหนื่อยน้อยลงยังไง?

หากดูจากคำนิยามของกฎแล้ว ก็คงจะพอเดากันได้ไม่ยากใช่ไหมคะ? ว่าต้องเปลี่ยนไปโฟกัสงานในส่วน 20% แทน 80% ซะสิ แต่มันอาจไม่ใช่เรื่องง่ายในการบริหารจัดการ และหลายคนอาจยังสังสัย ว่าการไปให้เวลากับงานที่มีปริมาณน้อย แล้วงานที่มีปริมาณมหาศาลที่เหลือล่ะ จะจัดการกับมันยังไง? ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนค่ะว่า การโฟกัสงานสำคัญที่มีจำนวนน้อย ไม่ใช่การเลือกทำแต่งานที่น้อย แต่ทิ้งงานที่ไม่สำคัญ แต่งาน 20% ที่เราเลือกโฟกัสและทุ่มเวลาให้กับมันนั้น ต้องเป็นงานที่เรามั่นใจว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเราได้จริง ๆ ซึ่งโดยส่วนมากมักจะเป็นงานที่ทำได้ยาก จึงทำให้หลายคนหลีกเลี่ยงที่จะลงมือทำ แล้วหันไปโฟกัสงานที่ได้ผลลัพธ์น้อยแต่ทำง่ายกว่าซะก่อน

"โฟกัสเวลาและลงแรงไปกับสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน

และบริหารจัดการเวลาที่เหลือให้กับสิ่งที่สำคัญน้อยกว่า.."

Advertisement

Advertisement

workวิธีการนำกฎ 80/20 Less is More ไปประยุกต์ใช้กับการทำงาน

Step 1 : จัดลำดับความสำคัญของงานทั้งหมดก่อน!

การคิดในหัวเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ความคิดฟุ้ง ๆ ไม่เป็นรูปเป็นร่าง แนะนำว่าควรเขียนใส่กระดาษค่ะ หรือใครถนัดเขียนในไอแพด หรือจะพิมพ์ก็ได้ตามสะดวก จากนั้นให้วาดตาราง Quardian 4 ช่อง หรือจะเขียนเป็น List รายการก็ได้ค่ะ ตามที่ถนัดเลย โดยใจความหลักของเราคือการจัดแบ่งลำดับความสำคัญของงานออกเป็น 4 หมวด ได้แก่

  1. งานที่ลงแรงน้อย แต่ให้ผลลัพธ์มาก
  2. งานที่ลงแรงมาก แต่ให้ผลลัพธ์มาก
  3. งานที่ลงแรงน้อย แต่ให้ผลลัพธ์มาก
  4. งานที่ลงแรงมาก แต่ให้ผลลัพธ์น้อย

จำแนกงานทั้งหมดที่มีอยู่ตอนนี้ ลงในตารางจัดลำดับความสำคัญค่ะ ใช้เวลาพิจารณาให้ถี่ถ้วน เพราะนี่คือการวางแผนใช้เวลาในแต่ละวัน หากเลือกในสิ่งที่ได้ผลตอบแทนกลับมาน้อย ก็น่าเสียดายเวลาทีเดียวค่ะ ทั้ง 4 หมวดหมู่ที่จำแนกออกมานั้น แม้คำแนะนำคือ "ควรเลือกงานที่มีผลกระทบสูง และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เราได้มากที่สุด" เพื่อให้เราสามารถโฟกัสและให้ความสำคัญไปกับสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ได้มีกฎตายตัวว่าควรเลือกลงมือกับงานในหมวดที่ว่าก่อนเท่านั้นหรอกนะคะ เพราะความสำคัญจำเป็นของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน บางครั้งงานที่ลงแรงมาก แต่ได้ผลลัพธ์น้อย อาจสำคัญที่สุดในเวลานี้ก็ได้ เพราะจำเป็นต้องทำให้ทันกำหนด Dead line เป็นต้น

เพราะฉะนั้น.. "เลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดกับตัวเราในเวลานี้ และจัดให้เป็น Priority ลำดับแรก ในชีวิตประจำวัน!"

workStep 2 : วางแผนการทำงานในแต่ละวัน

ข้อนี้สำคัญมากค่ะ เพราะเป็นการจัการเวลาที่มีจำกัดในแต่ละวัน ว่าจะเลือกใช้ไปกับอะไรที่ทำให้เวลาคุ้มค่าที่สุดและได้ผลลัพธ์มากที่สุด โดยเมื่อจัดความสำคัญของแต่ละอย่างได้ตามที่ต้องการแล้ว ลองทำรายการงานที่ต้องทำทั้งหมดมาจัดใส่ตารางเวลา ตั้งแต่ตื่นนอนไปจนจบวัน เราอาจแบ่งเวลาครึ่งวันเช้าให้กับงานที่น้อยแต่สำคัญมากที่สุดก่อน เพื่อใช้ช่วงเวลาที่มีประสิทธิภาพที่สุดไปกับงานสำคัญ จากนั้นเวลาที่เหลือจึงค่อยแบ่งมาให้กับงานที่สำคัญน้อยกว่าแต่จำเป็นต้องทำให้ลุล่วงเช่นกัน ไว้ในช่วงครึ่งวันหลัง ซึ่งต้องบอกเลยว่า เมื่อได้สะสางงานสำคัญที่ให้คุณค่ามากไปในช่วงเช้าแล้ว สมองเราจะรู้สึกโล่งสบายมากขึ้น มีความรู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น ทำให้ช่วงครึ่งวันหลังทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ

Step 3 : ลงมือทำชนะทุกอย่าง

โดยส่วนมาก งานในส่วน 20% ที่สร้างคุณค่าสูงนั้น มักเป็นงานที่ทำได้ยาก จึงทำให้หลายคนหลีกเลี่ยงที่จะลงมือทำ แล้วไปโฟกัสกับงานที่ลงมือทำได้ง่ายแต่ได้ผลลัพธ์น้อยซะก่อน ซึ่งแม้จะไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่หากอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงและผลลัพธ์จากการทำงานที่มากขึ้นจริง ๆ การฝืนใจทำงานที่สำคัญและสร้างคุณค่า แม้จะทำได้ยาก ก็เป็นเรื่องที่ควรต้องลงทุนลงแรงกันสักหน่อย ในช่วงแรกอาจจะฝืนใจ แต่เมื่อได้เห็นผลลัพธ์แล้ว รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอนค่ะ

ย้ำกันอีกครั้ง ว่าเทคนิค Less is More นี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องลงแรงไปกับงานที่น้อยกว่านะคะ แต่หมายถึงให้เลือกโฟกัสและลงทุนลงแรงไปกับงานที่สำคัญและมั่นใจว่าจะสร้างผลกระทบและผลลัพธ์ที่มากกว่าให้เราได้จริง ๆ

"เวลา" คือทรัพยากรหนึ่งที่เราทุกคนมีเท่ากัน

แล้ววันนี้เราจะเลือกลงทุนเวลาไปกับสิ่งไหนก่อน?

:)

เรื่อง : ดารัณ พันสวะนัด (ผู้เขียน)

ขอบคุณภาพประกอบจาก : ภาพปก / ภาพที่ 1 / ภาพที่ 2 / ภาพที่ 3

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์