ความรู้

ภาษาอังกฤษนักกฎหมาย

396
คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
ภาษาอังกฤษนักกฎหมาย

t&G

พัสดุส่งตรงถึงผม

ล่าสุดจากการปรับหลักสูตรของเนติบัณฑิตไทย ที่ได้เพิ่มวิชาภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมายลงไปเป็นวิชาสอบ ทำให้บรรดาคณะนิติศาสตร์ทั่วประเทศยิ่งต้องปรับปรุง-พัฒนาหลักสูตร โดยเน้นภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย ที่นิสิต-นักศึกษาหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นการปรับพื้นฐานความรู้ทางภาษา Eng ในระดับชั้นปริญญาตรี หรืออาจเทียบได้กับภาษาอังกฤษพื้นฐาน แท้จริงแล้ว ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย หรือ professoional English/English for lawywers มันคือว่าภาษาอังกฤษ(วิชาชีพขั้นสูง)ในกลุ่มนักกฎหมายซึ่งคุณจะต้องเข้าใจว่าคำและ/หรือประโยคบางประเภทมันจะมีความหมายเกินกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจ ยกตัวอย่าง เพียงภาษาไทย "หนี้" คนทั่วไปจะเข้าใจว่ามันคือ debt ทว่าในหมู่นักกฎหมายมันรวมถึงคำว่า "obligation(s)" ด้วย = หน้าที่ระหว่างกัน จะเห็นได้ชัดเจนว่าขนาดภาษาไทยยังมีความหมายแตกต่างตามแต่ละบริบท ภาษาอังกฤษก็เช่นกันไม่แปลก ยิ่งความรักด้วยนี่แน่นอน (หึ) ดังนั้นการมีเข็มทิศเพื่อนำคุณไปสู่ฝั่งฝันจึงเป็นสิ่งสำคัญ เข็มทิศที่ว่าคงจะหนีไม่พ้นหนังสือ/ตำรา ครับ

Advertisement

Advertisement

ยกตัวอย่างตัวผมเอง  ช่วงเที่ยงวันที่ 26.08.64 พี่เจ้าหน้าที่บอกว่ามีพัสดุส่งตรงถึงผมจากบริษัทที่ปรึกษากฎหมายอันดับ 1 ด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทย -  Tilleke & Gibbins ที่สำคัญและผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง เมื่อทราบว่า อ.นันทน อินทนนท์ ทนายความหุ้นส่วน -สูงสุด- ในวงการลอว์เฟิร์มแล้ว มอบตำรา ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย จำนวน 3 เล่ม ได้แก่

efl11.ภาษาอังกฤษนักกฎหมายสำหรับการสอบเนติบัณฑิตไทย ซึ่งเริ่มมีการบรรจุวิชานี้ครั้งแรกเมื่อเร็ว ๆ นี้ ในหลักสูตรเนติบัณฑิตไทย

เพราะฉะนั้น ตำราเล่มนี้ จึงถือเป็นการสร้างความเข้าใจว่า ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย ไม่ใช่ ภาษาอังกฤษพื้นฐาน แต่มันคือภาษาอังกฤษระดับสูง และถ้าคุณตั้งใจจริง ๆ 100% ก็ไม่สิ่งไหนต้าน (อยู่หรอกความรัก-ไม่ตลก!) ทานได้

[2]2. ภาษาอังกฤษกฎหมาย เล่ม 1 : การดำเนินคดีแพ่งและวิธีพิจารณาความแพ่ง V.1

Advertisement

Advertisement

เท่าที่ผมรีวิวเบื้องต้น แม้ผมจะผ่านการทำงาน law firm มาก่อน แต่ต้องยอมรับว่าความรู้ภาษาอังกฤษด้านวิธีบัญญัตินั้นผมต้องมาทวนแบบยกเครื่องใหม่เกือบทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ผมได้มีโอกาสไปศึกษายังต่างประเทศ(คอมมอนลอว์): AUS;The US ที่การอ่านคำพิพากษาของศาลทั้งประเทศออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา ต้องศึกษาถึงกระบวนวิธีพิจารณาความด้วย เช่น พวกคำสั่งศาล คำศัพท์เฉพาะที่ทนายความใช้ในวงจำกัด ฯ ดังนั้นการที่จะบอกคนอื่นว่าผมเป็นนักกฎหมายธุรกิจ สายสารบัญญัติจึงไม่ใช่ข้อแก้ตัวว่าผมไม่ควรศึกษากฎหมายวิธีสบัญญัติ?

[3]

*** 3. ภาษาอังกฤษกฎหมาย เล่ม 2 : กฎหมายองค์กรธุรกิจ

เรียนตามตรงว่า เล่มนี้เหมาะกับการสื่อสารเชิงวิชาการสำหรับนักกฎหมายที่สุด นั่นเป็นเพราะ อ.นันทนได้แนบ QR CODE เพื่อให้ผู้อ่านได้ลองฟัง-ออกเสียงตามได้

Advertisement

Advertisement

แต่ แต่ แต่ อ.นันททน ระบุไว้ท้ายเล่มว่า *** หนังสือเล่มนี้ไม่จำหน่าย ***และหยุดหัวหมอว่า เมื่อไม่จำหน่ายจะมาขอยืมไป x-rox และไปวางขาย ฝันเลยครับเพราะ

1.ผมเป็นนักกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา และ

2.อ.นันทน ท่านก็เป็น มือวางอันดับต้น ๆ แห่งวงการกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา แม้อาจารย์จะมอบให้ผมฟรี แต่นั่นไม่ได้แปลว่า ผมจะได้ลิขสิทธิ์มาด้วย บางคนบอกว่ากรรมสิทธิ์ ไม่รวมถึงลิขสิทธิ์? ไม่รวมสิ! คิดเล่น ๆ ถ้ารวมใครจะอยากแต่งตำรา เพราะท้ายที่สุด ผู้ซื้อก็ได้ลิขสิทธิ์ไปหมด อีกประการทรัพย์สินทางปัญญามันเป็น negative rights เพราะ มันจะไปผูกติดกับข้อมูลสารสนเทศ จึงทำให้ ข้อมูลดังกล่าวมันรั่วไหลได้ง่ายกว่า ในทางกลับกัน ถ้าเป็นทรัพย์สินอื่น ๆ เช่น แก้วน้ำ ดินสอ ปากกา ต้นไม้ ฯ มันไม่ได้ผูกติดกับข้อมูล กล่าวคือ ถ้าคุณจะถ่ายรูปต้นไม้ แล้วนำภาพไปปลูกลงดิน แล้วปรากฏว่าต้นไม้ดันขึ้น ก็ไม่มีใครไปว่าคุณ แต่ถ้าเอาภาพไป scan แล้ว print สีจำหน่ายอันนี้โดน #เตือนแล้วนะ อย่ามาอ้างว่าไม่รู้

3. เลิกอ้างว่า เพื่อการศึกษา แล้วไปแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบคุณต้องไม่ลืมว่าประโยชน์เช่นว่ามันเกิดจากวัตถุดิบของคนอื่น ดังนั้น ให้เครดิต ด้วยครับ ไม่เช่นนั้นผมจะมาขอบคุณทั้งภาพประกอบและอ้างชื่อ อ. นันทน ทำไม ถูกไหม?

4.จากข้อ 3. แท้จริงแล้วเรื่องนี้ไม่ต้องนำกฎหมายมาพูดกันหรอก แค่ common sense ก็น่าจะเข้าใจได้แล้ว #ไม่พูดมากเจ็บคอ 不多说了,嗓子疼

โดยสรุปนะครับ ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมาย มันคือภาษาอังกฤษระดับกลางค่อนไปทางสูง ดังนั้นผู้อ่าน/ผู้สนใจพึงตระหนักนิดว่า การพันาภาษาอังกฤษโดยเฉพาะภาษาอังกฤษสำหรับเป็นภาษาอังกฤษระดับสูง กล่าวคือ เราสามารถแบ่งภาษาออกเป็นได้ 3 ระดับ คือ 1) ภาษาอังกฤษพื้นฐาน 2) ภาษาอังกฤษระดับกลาง 3) ภาษาอังกฤษระดับสูง เพราะฉะนั้น กว่าจะถึงขั้น 3 คุณต้องผ่าน 1+2 แล้ว ถ้าจะถามว่าต้องขนาดใด ผมพูดเลยแบบไม่ต้องอ้อมค้อม คือ คุณต้องอ่านข่าวภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว (โปรดฟังอีกครั้ง "คล่องแคล่ว" ไม่ใช่แค่พื้นฐาน) ดังนั้น ไม่ต้องถามในใจว่า คาดหวังว่าผู้สอนหวังจะให้ผู้เรียนจำคำศัพท์ จำไวยากรณ์ไปสอบแค่นั้น!? [x] ไม่ใช่ สิ่งที่ผู้เรียนต้องได้รับ คือ ต้องใช้ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมายเป็นภายหลังสำเร็จการศึกษาแล้ว

ฝากไว้ให้คิดว่า "เราเรียน tense มา 10+ปี เราจะใช้ Present Continuous  v. Future Simple tense v. Future Continuous เมื่อใด" -> ไม่ต้องท่องโครงสร้าง Tense ให้เสียเวลา ใช้ให้เป็นพอ!

ถ้าผู้อ่านไม่ทราบว่าควรเริ่มจากจุดใดก่อน ผมแนะนำว่า 1) ถามตัวเองก่อนว่า ภาษาอังกฤษพื้นฐานคุณมีมากน้อยเพียงใด ถ้าคิดว่าไม่ชัวร์ (แค่ไม่ชัวร์) ค้นหาความรู้ฟรีตามอินเทอร์เน็ตตอนนี้เดี๋ยวนี้เลย 2)หยุดเสพสื่อไทยและหันไปเสพสื่อ ภาษาอังกฤษทั้งหมด จนกระทั่งคุณอ่านข่าวภาษาอังกฤษคล่อง 3) ค่อยหาความรู้จากตำราหรือหนังสือภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมายรับ

จำไว้นะครับ ไม่มีทางลัด ใด ๆ เพราะภาษาอังกฤษเป็นวิชาทักษะใช้ทุกวันคุุณจะเก่งขึ้น เลิกอ้างครับว่าก็ไทยไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเลยไม่เก่ง โทษนะครับผมภาษาอังกฤษดีก่อนไปเรียนต่างประเทศครับ (ไม่ได้มาอวดแค่จะมาบอกว่า เลิกอ้างครับ แล้วลงมือฝึกสักที ... ตอนนี้ผมฝึกจีนอยู่ ไม่ต้องถามว่าทำไม? เพราะตอบด้วยสมองไม่ได้ ใช้ใจตอบแทน 520 - แหว่ะ)

ท้ายนี้ขอบพระคุณ

1. ภาพปก โดยผู้เขียน จาก อ.นันทน อินทนนท์

2. อ.นันทน อินทนนท์

3. ภาพที่ 1-4 โดยผู้เขียนและอ.นันทน อินทนนท์

ร่วมเสพบทความ หนัง เพลง และซีรีส์ใหม่ ๆ  สุดเพลิดเพลิน โหลดเลยที่ App TrueID ฟรี !

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์