คัดลอกลิงค์

อื่นๆ

ไวรัสมรณะ หนึ่งชะตาพลิกโลก (นิยาย 3 ตอนจบ)

128
นักเดินทาง No.6
นักเดินทาง No.6
|7 min read
อ่านบทความอื่นจาก นักเดินทาง No.6
แจ้งตรวจสอบ
ไวรัสมรณะ หนึ่งชะตาพลิกโลก (นิยาย 3 ตอนจบ)

นิยาย : ไวรัสมรณะ...หนึ่งชะตาพลิกโลก (ตอนที่ 1/3)

เครดิตภาพหน้าปกจาก : Tama66 / Pixabay

(นิยายเรื่องนี้...แต่งขึ้นโดยจินตนาการเพื่อความบันเทิงเท่านั้น)

หมายเหตุ : สาธารณรัฐอาบักกา เป็นเพียงชื่อสมมติ

มกราคม 2565 ... 

1 ปีหลังวิกฤติการณ์เชื้อไวรัส Covid-19 แพร่ระบาดระลอกสองในประเทศไทยกว่า 1 ปีที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ ทั่วโลกยังอยู่ในภาวะวิกฤตจากการแพร่ระบาดอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ถึงแม้จะมีวัคซีนที่หลายประเทศต่างพากันผลิตออกมาเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสดังกล่าว

แต่ก็ทำได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง เนื่องจากการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสมฤตยู ทำให้การติดเชื้อเกิดขึ้นในมนุษย์ได้ง่ายและรวดเร็วกว่าเดิม และนับวันจะทวีความรุนแรง คร่าชีวิตผู้คนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทั่วโลกต่างหันมาพยายามร่วมมือกันค้นคว้าและหาทางเพื่อที่จะหยุดยั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถค้นหาวิธีกำจัดมันได้

Advertisement

Advertisement

ยกเว้นเพียงแต่...

เมืองร้างเครดิตภาพจาก : Tama66 / Pixabay

ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วโลก เกี่ยวกับการค้นพบวัคซีนที่ช่วยกำจัดเชื้อไวรัสมรณะดังกล่าว จากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยในสาธารณรัฐอาบักกา ประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรไม่ถึงห้าแสนคนในทวีปแอฟริกา ที่ประสบปัญหาการแพร่ระบาดเช่นเดียวกัน จนส่งผลกระทบรุนแรงภายในประเทศ

แต่จู่ๆ ก็พบว่ามีหญิงวัยชราอายุเกือบ 80 ปี ได้ค้นพบวัคซีนที่สามารถหยุดยั้งเชื้อไวรัส Covid-19 ได้ทุกสายพันธุ์จากชายชุดดำสองคน ซึ่งปรากฏตัวให้เธอเห็นที่หน้าบ้านพักริมทะเลบุรุษลึกลับเครดิตภาพจาก : TheDigitalArtist / Pixabay

โดยไม่เปิดเผยชื่อเสียงเรียงนามว่ามาจากไหน ชายชุดดำคนนึงได้ยื่นหลอดแก้วขนาดเล็กให้หญิงคนดังกล่าว ภายในบรรจุของเหลวใสขนาด 25 cc โดยบอกแต่เพียงว่า มันคือวัคซีนที่จะช่วยกำจัดเชื้อไวรัสมฤตยูดังกล่าวได้    

Advertisement

Advertisement

แน่นอนว่า หญิงชราไม่เชื่อในคำพูดของคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักมักจี่กันมาก่อน อยู่ดีๆ จะเอาวัคซีนที่คนทั้งโลกตามหา มาให้คนแก่ๆ ใกล้ตายอย่างเธอทำไม 

“บนโลกนี้ มีวัคซีนเพียง 2 หลอดเท่านั้น และและคุณคือ 1 ใน 2 คนที่ถูกเลือก”
“ทำไมถึงเป็นชั้น” หญิงชรายังไม่หยุดถาม ด้วยไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
“จักรวาลเท่านั้น...ที่เป็นผู้กำหนด”  คำพูดสุดท้ายจากชายชุดดำ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

แน่นอนว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องบ้าบอที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตที่เธอเคยพบเจอ แต่จะว่าไปแล้ว ไม่มีอะไรอีกแล้วที่ทำได้ เพราะตัวเธอเองก็ติดเชื้อไวรัสมฤตยูและรอวันตายอยู่แล้ว ถ้าจะมีคนบ้าสักคน เอาหลอดของเหลวใสๆ มาหยิบยื่นให้แล้วบอกว่า มันช่วยกำจัดไวรัสมรณะ และทำให้เธอยังมีเวลาใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายกับเจ้าไบรอัน แมวตัวโปรดที่อยู่กับเธอมาตลอดชีวิตได้ ทำไมถึงจะไม่ลองล่ะ

Advertisement

Advertisement

และปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นจริงๆ...

หลังจากหญิงชราคนดังกล่าว ลองเอาหลอดของเหลวดังกล่าวฉีดด้วยเข็มฉีดยาที่พอจะหาได้เข้าร่างตัวเอง เพียง 2-3 วัน ร่างกายที่โรยราเหมือนคนกำลังจะตายเพราะเชื้อไวรัส Covid-19 เข้าไปทำลายเนื้อในปอด กลับแข็งแรงดีวันดีคืน จนเมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาลในตัวเมืองอีกครั้ง หลังจากที่โรงพยาบาลไม่สามารถนำทุกคนมารักษาที่โรงพยาบาลได้ทั้งหมด เนื่องจากคนติดเชื้อล้นเมือง กลับต้องแปลกใจสุดขีดเมื่อผลเอ็กซเรย์ปรากฏว่า เธอหายขาดจากเชื้อไวรัสโดยสิ้นเชิง นำมาซึ่งความประหลาดใจให้กับทุกคนและเป็นข่าวแพร่กระจายไปทั่วโลก 

หลังจากได้ฟังเรื่องราวที่เธอเล่าจากการได้พบชายชุดดำดังกล่าว สิ่งที่น่าเศร้าก็คือ ไม่เหลือวัคซีนในหลอดแก้วของเธออีกเลย เพราะตัวเธอได้ฉีดเข้าร่างกายตัวเองจนหมดสิ้น สร้างความผิดหวังและเสียงก่นด่าเธอจากคนทั้งประเทศ พากันต่อว่า ว่าเธอเห็นแก่ตัว ไม่เหลือมาใช้ในการทดลองค้นคว้าวิจัยได้อีกเลย หญิงชรารู้สึกเสียใจ แต่ก็สายเกินไปที่จะแก้ไขอะไรได้ ทำได้เพียงพร่ำบอกตามคำพูดของชายชุดดำที่เคยบอกเธอไว้

“บนโลกนี้ มีวัคซีนเพียง 2 หลอดเท่านั้น และคนที่จะได้รับมัน จะเป็นคนที่จักรวาลเลือกแล้วเท่านั้น”  

หญิงชราไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่า วัคซีนหลอดสุดท้ายบนโลกใบนี้ กำลังจะเกิดขึ้นในแผ่นดินสยามนามว่า  
                                                              “ประเทศไทย”
        .....................................................................................................................

กรุงเทพมหานคร... 
มีนาคม 2565 

เสียงนาฬิกาปลุกดังสนั่น บอกให้รู้ว่าตอนนี้ 7 โมงเช้า แต่ไม่ได้มีผลอะไรกับตัวผม ซึ่งกำลังนอนนิ่งๆ อยู่บนเตียงนอนในห้องนอนตัวเอง สายตาผม จับจ้องมองฝ้าเพดานอยู่อย่างนั้นมาตั้งแต่ 6 โมงเช้าแล้ว

เช้าวันทำงานแรกของสัปดาห์กำลังเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งเหมือนเช่นที่เคยเป็นมา แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา หลังจากวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดรอบสองอย่างหนัก และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการกลายพันธุ์ของมัน จนกลายเป็นไวรัสมฤตยูที่คร่าชีวิตคนไทยไปแล้วเกือบแตะหลักแสนคน รายงานข่าวทางโทรทัศน์ในแต่ละวันมีแต่ยอดผู้เสียชีวิต และการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

จนตอนนี้แทบไม่น่าเชื่อว่า ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเกือบ 1 ใน 4 ของคนทั้งประเทศ นั่นหมายความว่า ทุกๆ 4 คนที่เราเจอในแต่ละวัน เราอาจจะได้สัมผัสกับผู้ติดเชื้ออย่างน้อย 1 คน นั่นไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย ในขณะที่โรงพยาบาลก็สามารถรองรับได้ในจำนวนจำกัด ทำไม่สามารถรับผู้ติดเชื้อไปรักษาได้ทั้งหมด ถึงแม้จะมีโรงพยาบาลสนามผุดขึ้นในทุกพื้นที่ ก็ยังคงไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ที่ติดเชื้อบางส่วน จำเป็นต้องกักตัวเองอยู่ภายในบ้าน ไม่สามารถออกไปไหนได้ รอให้อาการติดเชื้อหายไปเอง แต่นั่นก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้คนภายในบ้าน เพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะติดเชื้อเข้าสักวันเมื่อไหร่ ยิ่งถ้าดูจากข่าวต่างประเทศที่ออกมา ทั่วโลกกำลังประสบกับภาวะวิกฤตเหมือนๆกัน บางประเทศยิ่งหนักกว่า ด้วยยอดผู้ติดเชื้อเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ 

หรือโลกของเรากำลังจะถึงกาลอวสานจริงๆ...

และนั่นคือสิ่งที่ผมกำลังเจออยู่ตอนนี้ เพราะแม่ผมก็เป็น 1 ในผู้ติดเชื้อไวรัสมรณะดังกล่าว ทำให้ต้องกักตัวเองอยู่ภายในบ้าน แต่ละวัน ผมจะต้องเตรียมอาหารให้เพียงพอทั้ง 3 มื้อ เพื่อที่จะนำไปวางหน้าห้องนอนของแก โดยที่ไม่สามารถเจอ ไม่สามารถโอบกอดด้วยความรักและความห่วงหา เพราะแม่บังคับไม่ให้เราสองคนได้เจอกัน เพื่อความปลอดภัยของเราสองชีวิตที่อยู่ด้วยกันมาตลอด นับจากพ่อได้จากไปเมื่อ 5 ปีก่อน เป็นความทรมานจิตใจของคนที่เป็นลูก ที่ทำได้เพียงเฝ้ามองแม่ตัวเองผ่านรูกระจกเล็กๆ หน้าประตูห้อง และพูดคุยผ่านวีดีโอคอลทางโทรศัพท์มือถือเท่านั้น ทุกครั้งที่เห็นสีหน้าแม่ ผมรู้ดีว่า แม่เป็นทุกข์ใจแค่ไหน ที่ไม่ได้เจอลูกชายตัวเป็นๆ มาเป็นระยะเวลากว่าหนึ่งเดือน ห้องพักที่อาศัยกับแม่สองคน

เครดิตภาพจาก : Tama66 / Pixabay 

ความโชคดีอย่างเดียวที่เกิดขึ้นในตอนนี้คือ แม่ยังไม่เป็นอะไรมากไปกว่านี้ แต่สังเกตได้จากภาพที่เกิดขึ้นในวีดีโอคอล นั่นคือร่างกายที่ซูบผอมและการหายใจที่ลำบากมากขึ้นในแต่ละวัน เพราะไวรัสมฤตยูดังกล่าว คงจะส่งผลต่อร่างกายแม่ไม่มากก็น้อย แย่ไปกว่านั้นก็คือ ผมไม่สามารถพาคุณแม่ไปโรงพยาบาลได้ จนกว่าทางโรงพยาบาลจะโทรแจ้งว่าสามารถรองรับผู้ป่วยได้แล้ว เป็นการรอคอบที่ดูไม่มีความหวังจริงๆ

แต่ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป เพราะตัวผมเองยังเป็นผู้ปลอดจากเชื้อไวรัสดังกล่าว และยังต้องทำงานหาเงินเลี้ยงดูเราสองชีวิต รถไฟฟ้าใต้ดินเช้าวันนี้ เหมือนทุกๆ วันคือผู้คนบางตา หลังจากการติดเชื้อแพร่ระบาดอย่างหนัก ทำให้เหลือผู้คนที่ยังออกมาใช้ชีวิตเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากทางการออกกฎหมายเข้มงวดและมีบทลงโทษรุนแรง สำหรับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสแล้วยังออกมาในที่สาธารณชน ถือว่ามีความผิดร้ายแรง กรุงเทพกลายเป็นเมืองร้างเครดิภาพจาก : user32212 / Pixabay

โชคดีแค่ไหนแล้ว...ที่ตัวเองยังมีงานทำ ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไปถ้าไม่ทำงาน ก็ไม่มีเงินใช้จ่าย กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร แสงสีที่เคยคุ้นตาได้จางหายไปมาเป็นปี กลายเป็นเมืองที่ไร้ผู้คน ต่างอยู่ด้วยความหวาดระแวง และมองทุกคนด้วยสายตาเสมือนคนแปลกหน้า ยกเว้นแต่คนที่เรารู้จักและพูดคุยกันจริงๆเท่านั้น

ผมเริ่มต้นทำงานวันแรกของสัปดาห์ ด้วยความรู้สึกที่ต้องรับผิดชอบต่อตัวเองและคนที่ผมรัก งานของผมเป็นงานให้บริการลูกค้าที่มาติดต่อธุรกรรมด้านการเงิน...

ใช่แล้ว ถึงยังไง เงินก็ยังเป็นพระเจ้าอยู่ดี เพราะทุกคนต้องใช้เงิน และนั่นคือเหตุผลที่ธุรกิจนี้ยังคงดำเนินต่อไปได้ แม้ในภาวะวิกฤตแบบนี้

แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยดี เพราะสถานะของบริษัทฯ ก็เพียงแค่เอาตัวรอดได้ และพนักงานที่เหลืออยู่ ต้องทำงานหนัก เนื่องจากความจำเป็นต้องปลดพนักงานเพื่อต่อชีวิตและลมหายใจของบริษัทแห่งนี้ออกไป เป็นทางเลือกที่เจ็บปวด แต่เป็นธรรมดาของโลก

โชคดีแค่ไหนแล้ว ที่ผมยังเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตในที่ทำงานแห่งนี้

นั่นทำให้ผมสำนึกในหน้าที่ และทำงานอย่างเต็มที่ในทุกๆวัน ตั้งแต่ 9 โมงเช้าไปจนถึงเลิกงาน และยาวไปจนถึงกลางคืน ยิ่งเราทำงานมาก รายได้ก็จะเพิ่มขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมลง

แต่ใครจะแคร์...

ผมจึงมักเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากออฟฟิศ และเป็นผู้ปิดไฟทุกดวงภายในชั้นที่ทำงานและเดินทางกลับบ้าน ก่อนรถไฟฟ้าใต้ดินเที่ยวสุดท้ายจะหมดลง      

และวันนี้ก็เช่นกัน

“มิค...กลับคนสุดท้ายอีกแล้วเหรอ” เสียงเพื่อนร่วมงานสาว เอ่ยถามผมที่กำลังง่วนอยู่หน้าจอคอม เพื่อตอบคำถามจากแชทของลูกค้าคนสุดท้ายในค่ำคืนนี้ นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาสี่ทุ่มครึ่งแล้ว

“ใช่แล้วเมย์” ผมตอบสั้นๆ พร้อมรอยยิ้มเล็กๆ 
“เมย์ฝากส้มถุงนี้ให้แม่ของมิคด้วยนะ ขอให้ท่านหายไวๆ” 
“ขอบคุณเมย์มากนะ” 

เมย์เป็นเพื่อนไม่กี่คนในออฟฟิศที่เข้าใจและรับรู้ความรู้สึกผมเป็นอย่างดี เธอเองก็ตกอยู่ในสภาวะที่ไม่ต่างไปจากผมเท่าไหร่นัก น้องชายอายุ 13 ปีของเธอติดเชื้อไวรัสโควิดกลายพันธุ์ และนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล นั่นถือเป็นโชคดีของเธอ เพราะการได้อยู่ในมือหมอ ยังไงก็ดีกว่า การนอนอยู่ที่บ้าน โดยไม่มีใครดูแล

โชคดีที่น้องชายเมย์เป็นผู้ป่วยล็อตสุดท้ายที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาล จนถึงเวลานี้ ทุกโรงพยาบาลเต็มไปด้วยผู้ป่วยจนไม่สามารถรับใครไปนอนพักรักษาได้อีกแล้ว แต่ในความโชคดีนั้น ก็ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวที่มหาศาล แต่เธอมีฐานะปานกลาง เลยยังพอเอาตัวรอดได้บ้าง

ไม่เหมือนผม...

ผมโบกมือลาเธอ ก่อนหันกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองหน้าจอคอมพิวเตอร์ต่อไป ดูจากเวลาแล้ว ก่อนรถไฟฟ้าเที่ยวสุดท้ายจะมาถึงในเวลา 23.15 น. ผมน่าจะพอมีเวลาอีกสัก 10 นาทีในการปิดเคสลูกค้าคนสุดท้ายของวันนี้ให้จบ

และดูเหมือนทุกอย่างในวันนี้ น่าจะผ่านไปด้วยดี ยกเว้นก็แต่...

หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังสรุปงานหลังให้บริการลูกค้ารายสุดท้าย อยู่ดีๆ หน้าจอก็กระพริบ ไฟติดๆ ดับๆ ขึ้นมาเสียอย่างนั้น ผมหันไปมองรอบๆ ตัว ชั้นทำงานที่ว่างเปล่า แต่ไฟของออฟฟิศก็ปกติดี ไม่มีติดๆ ดับๆ เหมือนหน้าจอคอมของตัวเอง

ผมกดปุ่มปิดหน้าจอคอม แล้วเปิดใหม่ แต่ก็ยังเป็นอาการเดิม คือหน้าจอติดๆดับๆ เลยตัดสินใจกดปุ่มที่เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อปิดเครื่องไปเลย แล้วเปิดใหม่อีกครั้ง 

เครื่องคอมพิวเตอร์กำลังทำการรีบู๊ทเพื่อเข้าสู่โปรแกรม Windows เหมือนทุกครั้ง

แต่ครั้งนี้กลับไม่...

หน้าจอดำ เข้าสู่โหมดเหมือนสมัยที่ยังเป็นโปรแกรม DOS สมัยพระเจ้าเหาที่คนสมัยก่อนคุ้นเคย พลันก็มีตัวหนังสือยึกยือๆ อ่านไม่รู้เรื่อง ขึ้นเต็มหน้าจอเป็นพรืดไปหมด คอมบ้า เล่นตลกอะไรกับผม (วะ)

วินาทีที่ตัวเองกำลังฉงนกับเรื่องประหลาดที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า ก็ปรากฏข้อความหนึ่งขึ้นบนหน้าจอด้วยตัวหนังสือสีแดง
ข้อความนั้น เขียนว่า ...

“คุณคือผู้ถูกเลือก...”

“ใคร...อะไร...แล้วเลือกอะไร…” ผมยื่นหน้าไปอ่านประโยคดังกล่าวช้าๆ หลายรอบวนไปมานานนับนาที 

นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย !!!

ต้องมีใครสักคนในออฟฟิศเล่นตลกอะไรกับผมอย่างแน่นอน ผมหันเหลียวมองไปรอบๆ ชั้น ซึ่งมีแต่ความว่างเปล่า ก่อนหันกลับมามองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังขึ้นข้อความเดิม ความรู้สึกชักเริ่มไม่ค่อยดี นี่ก็ใกล้จะห้าทุ่มแล้ว กลับบ้านดีกว่า 

ผมเอื้อมมือไปกดปุ่มปิดคอมพิวเตอร์ ก่อนจะหยิบเป้สะพายหลัง ลุกขึ้นเดินไปปิดไฟประจำชั้นทำงาน ก่อนกดลิฟต์ลงจากออฟฟิศ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินอยู่ไม่ไกลจากออฟฟิศมากนัก ใช้เวลาเดินไม่ถึงสองร้อยเมตร 

ป่านนี้แม่คงจะหลับไปแล้ว...

ผมออกจากอาคารสำนักงาน ถนนดูว่างเปล่า รถราน้อยลงไปมากหลังจากเกิดวิกฤตการณ์ไวรัสกลายพันธุ์ ผมกระชับเป้ให้เข้าที่ก่อนออกเดินไปตามถนน ทุกอย่างดูเงียบสงบ มีแต่แสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางที่ยังทำให้อุ่นใจ จะว่าไปตอนนี้ก็เริ่มหิวขึ้นมานิดนึง แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะร้านสะดวกซื้อเจ้าดังที่เคยเปิดตลอด 24 ชั่วโมง มาบัดนี้ ยังต้องลืมสโลแกนไปก่อน เพราะปิดตั้งแต่สี่ทุ่มตรง หลังภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ผู้คนไม่ค่อยจับจ่าย จนต้องลดเวลาให้บริการลง

โชคดีที่มีถุงส้มที่เมย์ให้ไว้ก่อนกลับ ไว้กินรองท้องก่อนนอน 

ผมเดินมาถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ลงบันไดเลื่อนไปด้านล่างของสถานี แน่นอนว่าเวลาดึกแบบนี้ ผู้โดยสารแทบจะไม่มี หรือมีก็น้อยเสียจนแอบคิดว่า สักวันนึง รถไฟฟ้าใต้ดินคงจะขยับเวลาปิดให้บริการเร็วขึ้น เพราะมีคนใช้น้อยมาก และตัวผมเองก็คงไม่สามารถทำงานดึกๆ แบบนี้ได้อีก

ผมสอดบัตรรถไฟฟ้า ก่อนเดินลงบันไดไปยืนรอรถไฟฟ้าที่บริเวณชานชาลา 

บรรยากาศภายในดูเงียบเหงา นอกจากตัวผมแล้ว ไม่มีผู้โดยสารคนอื่นอีกเลย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเวลาแบบนี้ ทุกคนก็คงกลับกันไปหมดแล้ว 

ผมเงยหน้าขึ้นดูจอทีวีที่ติดตั้งภายในสถานี เพื่อดูเวลาที่รถไฟฟ้าจะมาถึงสถานีของผม เวลาระบุว่าอีก 2 นาที รถไฟฟ้าจะมาถึง นี่เป็นรถไฟฟ้าขบวนสุดท้ายของค่ำคืนนี้  วินาทีที่ผมจดจ่อกับตัวเลขเวลารอรถไฟฟ้าที่อยู่บนหน้าจอทีวี 

ทันใดนั้น...

ข้อความบนหน้าจอทีวีซึ่งระบุเวลารถไฟฟ้าที่กำลังจะมาถึง ควบคู่ไปกับรายการโฆษณาทั่วไปที่เปิดวนไปวนมาตลอดทั้งวัน ก็ดับลงเป็นหน้าจอดำ ก่อนจะขึ้นข้อความที่ทำให้ผมขนลุกชันไปตลอดทั้งตัว

“คุณคือผู้ถูกเลือก...”

ตัวหนังสือสีแดง ข้อความเดิมที่ผมเห็นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ทำงาน ไม่ถึง 20 นาทีก่อน ปรากฏขึ้นมาให้ผมเห็นอีกครั้ง ผมยืนตาค้างอย่างไม่เชื่อสายตา ตัวแข็งทื่อ เหมือนคนไร้วิญญาณ ก่อนจะชะโงกหน้าไปที่จอทีวีอื่นที่ไกลออกไป 

หน้าจอทีวีทุกเครื่องภายในชานชาลาสถานี ปรากฏข้อความเดียวกัน เรียงจากเครื่องแรกไปจนถึงเครื่องสุดท้าย

ผมเริ่มใจคอไม่ดี นี่มันเรื่องอะไรกันวะ พลางก้มมองนาฬิกาบนข้อมือ เวลาระบุไว้ 23.14 น. 
รถไฟฟ้ามาเร็วๆหน่อยได้มั๊ย ให้ตายเถอะ ผมเริ่มร้อนรน

และวินาทีนั้น...

(โปรดติดตามตอนที่ 2 นะครับ (มีทั้งหมด 3 ตอน)


เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด