ความรู้

3 วิธีรับมือกับพนักงานทวงหนี้ทางโทรศัพท์อย่างถูกต้อง

13.4k
คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
3 วิธีรับมือกับพนักงานทวงหนี้ทางโทรศัพท์อย่างถูกต้อง

การถูกทวงหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือหนี้เงินกู้อื่น ๆ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากโดนทวงแน่อนอน เจ้าหนี้ที่คุยกันดี ๆ ก็พอจะสนทนาให้จบเป็นครั้ง ๆ ไปได้ แม้จะมีแอบต่อว่ากันบ้าง ก็ถือว่าให้ผ่านละกัน เพราะเค้าทำหน้าที่ทวงถามไปตามระเบียบ ในส่วนของพนักงานทวงหนี้แบบหยาบคาย เราก็ไม่ควรปล่อยให้เค้าย่ามใจหรือคะนองปาก แล้วไปทำกับลูกหนี้คนอื่นต่อไป เพราะบางคนจิตอ่อน หวั่นไหวกับคำขู่ จึงทำให้เสี่ยงต่อการทำในสิ่งที่ไม่คาดคิดได้ง่าย และเรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น

ดังนั้นในบทความนี้ เรามีวิธีพูดกับเจ้าหนี้มาฝาก ขอเพียงมีสติ แล้วเราจะผ่านมันไปได้ ไปดูกันเลย

พนักงานทวงหนี้ทางโทรศัพท์ 01เครดิตภาพ : nastya_gepp

3 วิธีรับมือกับพนักงานทวงหนี้ทางโทรศัพท์อย่างถูกต้อง

1. เข้าใจเรื่องวัน-เวลาทวงหนี้ที่ถูกกฎหมาย

ในฐานะลูกหนี้ เราต้องรู้ก่อนว่า เจ้าหนี้จะทวงหนี้เราได้เวลาไหนบ้าง?

Advertisement

Advertisement

  • วันจันทร์-วันศุกร์ 8.00-20.00 น.
  • วันเสาร์-วันอาทิตย์ 8.00-18.00 น.

จากข้อมูลข้างต้น บางคนอาจเห็นว่าแทบจะทวงได้ตลอดกันเลยทีเดียว แถมยังทวงนอกเวลาราชการได้อีกต่างหาก และมีคำถามว่า ทำไมยามวิกาลยังโทรได้ ก็เป็นเพราะว่าช่วงเวลาทำงาน ลูกหนี้หลาย ๆ คนไม่สะดวกรับโทรศัพท์  และในวันหยุดส่วนใหญ่เราไม่ได้ทำงานกัน กฎหมายจึงกระชับเวลาเข้ามาอีกนิดหนึ่ง เพื่อไม่เป็นการรบกวนลูกหนี้จนเกินไป และโอกาสรับสายจากเจ้าหนี้จะสูงขึ้น

ดังนั้นหากมีการทวงหนี้เกินกว่าเวลานี้ ก็ไม่ต้องรับสาย และถือว่าเราไม่ผิด 100% ส่วนในช่วงเวลาที่ถูกต้อง หากเรารับสาย ก็ให้คุยเจรจากันไป หรือหากไม่สะดวก ก็นัดเวลากันใหม่อีกที พนักงานทวงหนี้ต้องการข้อมูลที่ติดต่อลูกหนี้ทั้งหมดนี้ไปแจ้งกับหัวหน้า ว่าดำเนินการไปถึงขั้นตอนไหนบ้างแล้วเท่านั้น ว่ากันง่าย ๆ ก็คือต้องทำงานไปตามหน้าที่เช่นกัน

Advertisement

Advertisement

พนักงานทวงหนี้ทางโทรศัพท์ 02เครดิตภาพ : JESHOOTS-com


2. ให้รับสายแบบพอเหมาะพอควร (ไม่ต้องรับทุกครั้งแบบถี่ยิบ)

ในกรณีที่เรายังไม่พร้อมที่จะจ่ายหนี้ โดยส่วนตัวให้ความเห็นว่า เราควรรับสายเอาไว้ก่อน เพื่อดูท่าทีว่าเจ้าหนี้จะมาไม้ไหน โดยปกติแล้ว คนทวงหนี้ย่อมอยากคุยดี ๆ กับลูกหนี้อยู่แล้ว เพราะโอกาสที่จะได้รับเงินคืนสูงกว่า คงไม่มีใครอยากคุยกับคนที่พูดจาไม่ดีแน่ ๆ และโอกาสที่พนักงานทวงหนี้ทางโทรศัพท์คนนั้นจะได้รับค่าคอมก็ยากขึ้นไปอีกด้วย

แต่หากโทรทวงแบบถี่ยิบเกินไป เช่น โทรทุกวัน วันละหลายครั้ง เราก็เลือกรับสายเพียงแค่อาทิตย์ละ 1-2 ครั้งก็พอ เพราะยังไงคำตอบเราก็เหมือนเดิมอยู่ดี อีกกรณีหนึ่งคือ บางทีเจ้าหนี้อาจมีข้อเสนอในเรื่องของส่วนลด จะทำให้เราพลาดโอกาสดี ๆ ไปได้ ที่สำคัญ!! อย่าไปรับปากว่าจะจ่ายหนี้วันนั้น-วันนี้ เด็ดขาด เพราะเจ้าหนี้จะบันทึกเอาไว้ทั้งหมด ส่วนนี้มันจะไปส่งผลกับการขอส่วนลดยอดหนี้เอาได้

Advertisement

Advertisement

พนักงานทวงหนี้ทางโทรศัพท์ 03เครดิตภาพ : StockSnap

3. ถามรายละเอียดของพนักงานทวงหนี้ทางโทรศัพท์ทุกครั้ง

ในส่วนนี้ถือว่าเป็นเทคนิคเล็ก ๆ อย่างหนึ่ง ที่ทำให้ลูกหนี้ถือไพ่เหนือกว่าได้ เพราะส่วนใหญ่แล้วพนักงานทวงหนี้จะไม่อยากบอก เหตุผลคือหากถูกร้องเรียนขึ้นมา จะทำให้บริษัทเสียชื่อและภาพลักษณ์ เชื่อมโยงไปถึงโอกาสที่จะได้เงินคืนด้วย ตามหลักการแล้วพนักงานคนไหนไม่มีผลงาน บริษัทก็ไม่อยากจ้างเช่นกัน

ดังนั้น ในกรณีที่เราถูกทวงหนี้แบบไม่ประทับใจ พูดจาไม่ดีแถมหยาบคาย แนะนำว่าให้อัดเสียงเอาไว้ และพยายามถามชื่อและบริษัทมาให้ได้ เพราะการทวงหนี้โดยเข้าข่ายข่มขู่ เจ้าหนี้จะถูกปรับไม่เกิน 500,000 บาท (ตามกฎหมาย) แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว หากโดนถามกลับไป พนักงานทวงหนี้จะรีบวางสายทันที เพราะรู้ว่าอาจทำให้ถูกร้องเรียนการทวงหนี้ได้ง่าย ๆ พาลจะตกงานแบบไม่รู้ตัว

พนักงานทวงหนี้ทางโทรศัพท์ 04เครดิตภาพ : StanWilliamsPhoto

พนักงานทวงหนี้ทางโทรศัพท์ มีหน้าที่ติดตามทวงถาม เพื่อทำเป็นรายงานเสนอต่อหัวหน้า และทำประวัติการพูดคุยกับลูกหนี้ จนกระทั่งคาดหวังว่าจะได้รับการชำระหนี้คืน ส่วนลูกหนี้เอง มีหน้าที่(ควร)รับโทรศัพท์ จากพนักงานทวงหนี้ตามสมควร เพราะหากเราเงียบไปเฉย ๆ อาจทำให้พลาดโอกาสดี ๆ ที่เจ้าหนี้เสนอมาให้ก็ได้ บางคนจิตตกอย่างแรง ฆ่าตัวตายหนีหนี้ไปเลยก็มี ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นด้วยประการทั้งปวง ดังนั้นการรู้เท่าทันเหตุการณ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ บวกด้วยการมีจิตใจที่เข้มแข็ง ดูจะเป็นทางออกที่ดีมากกว่า

เครดิตภาพปก : Fotorech

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์