บันเทิง

3 ศิลปินเอกแห่งยุคเรเนสซองส์ (3 Artist of the Renaissance)

2.3k
คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
3 ศิลปินเอกแห่งยุคเรเนสซองส์ (3 Artist of the Renaissance)

   

     เรเนสซองส์ (Renaissance) เป็นภาษาฝรั่งเศส มีความหมายว่า "การเกิดใหม่" เป็นชื่อเรียกยุคสมัยที่เกิดขึ้นจากในอิตาลี และแพร่ไปทั่วยุโรป ในช่วงศตวรรษที่ 14 – 16 มาจากการผสมผสานระหว่างอิทธิพลความสนใจในธรรมชาติที่มากขึ้น การย้อนกลับไปหางานศิลปะคลาสสิก และมุมมองที่ให้ความสนใจกับตัวปัจเจกบุคคลมากขึ้น เนื่องจากยุคนั้นเป็นยุคที่สังคมยุโรปเริ่มมีการสนใจชีวิตประจำวันทางโลกกันมากขึ้น ผู้คนสื่อสารกันอย่างเปิดเผยมากขึ้น และความรุ่งเรืองของตระกูลที่มีเงินจากการทำธุรกิจ ไม่ถูกควบคุมจากศาสนาเหมือนสมัยยุคกลาง

     เราจะมาพูดถึง 3 ศิลปินที่สำคัญในยุคนี้ และผลงาน รวมถึงการตีความผลงานนั้นๆด้วย

 

  1. ลีโอนาร์โด ดา วินชี ( Leonardo Da Vinci )

Painting is poetry that is seen rather than felt, and poetry is painting that is felt rather than seen.

Advertisement

Advertisement

     Da vinci

     เป็นศิลปินที่ทุกคนน่าจะเคยได้ยินชื่อกันมาแล้ว ทั้งตัวศิลปิน และผลงานของเขา ดาวินชีเป็นทั้งจิตรกร ช่างแกะสลัก สถาปนิก และนักประดิษฐ์ เขาถูกยกย่องว่าเป็น หนึ่งในจิตรกรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ผลงานของเขายังถูกกล่าวถึง และนำมาศึกษาในทุกวันนี้

      เทคนิคในงานภาพวาดของดาวินชีนั้นมีทุกอย่างที่เป็นของงานศิลปะเรเนสซองส์ ทั้งการใช้ Perspective แบบเส้นตรง, การไล่สีตามการตกของแสง (Chiaroscuro), การแสดงออกทางอารมณ์ แต่ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาเอง คือ Sfumato (fumo ในภาษาอิตาลีหมายถึงควัน) หรือการทำสีบริเวณใบหน้าให้อ่อนลงเหมือนมีควันหมอกจางๆ ด้วยการขัดเงา

     ผลงานที่สำคัญของดาวินชี มีตั้งแต่งานภาพวาด เช่น The Last Supper ภาพกระยาหารมื้อสุดท้ายของพระเยซูอันโด่งดัง, Virgin of the Rocks ภาพพระแม่มารีกับพระเยซูในวัยทารก พร้อมกับเทวทูตเกเบรียล, Mona Lisa ภาพหญิงสาวที่เป็นที่จดจำกันทั่วโลก รอยยิ้มที่น่าหลงใหล ชวนให้คิดตามว่าเธอยิ้มเพราะอะไร เธอยิ้มให้กับใคร รวมถึงเธอคือใครกันแน่ หรืองานภาพร่าง The Vitruvian Man ที่แสดงความสนใจในเรื่องกายภาพมนุษย์ของดาวินชี ภาพร่างมีสัดส่วน และความสมมาตรที่สมดุล มีความหมายถึงการรวมกันของมนุษย์, โลก และสวรรค์

Advertisement

Advertisement

Mona LisaVitruvian Man

 

     2. มิเกลแองเจโล บัวนารอตติ ( Michelangelo Buonarroti )

I saw the angel in the marble and carved until I set him free.

Michelangelo

     ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคเรอเนสซองส์ทัดเทียมกับเลโอนาร์โด ดา วินชี  มิเกลแองเจโล เป็นจิตรกร ประติมากร และสถาปนิก เขาเป็นชาวอิตาลีเช่นเดียวกับดาวินชี เขาถูกเรียกว่า Il Divino (The Divine One)  จากผู้ที่ชื่นชม อย่างไรก็ตามตัวมิเกลแองเจโลเองนั้นคิดว่าตนเองเป็นประติมากรมากกว่าจิตรกร เขาเป็นคนที่มีความคิดแตกต่างกับผู้คนในยุคนั้นๆ มีความเป็นส่วนตัวสูง ในบางครั้งก็วาดภาพหน้าคู่แข่งลงในผลงานของตนเอง

Advertisement

Advertisement

     มิเกลแองเจโลมีผลงานที่สำคัญทั้งรูปปั้นแกะสลัก และภาพวาด โดยมีอิทธิพลจากการศึกษางานแกะสลักของกรีก และโรมัน  เขามีความเชี่ยวชาญด้านกายภาพของมนุษย์ ดังที่จะพบเห็นได้ในงาน David และ Pietà มิเกลแองเจโลจะเริ่มแกะสลักก้อนหินอ่อนทั้งก่อน จนกระทั่งเป็นงานที่สวยงามราวกับมีชีวิต

     ในงานภาพวาดที่โด่งดังที่สุดอย่าง The Creation of Adam ที่ถูกวาดบนโบสถ์ซีสทีน (Sistine Chapel) เขาวาดอดัมที่มีกล้ามเนื้อ และเปลือยตามแบบคลาสสิก ยื่นมือไปหาพระเจ้าผู้ซึ่งกำลังลอยเข้ามาหาทางขวา ผลงานชิ้นนี้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ในยุคนั้น เพราะในงานศิลปะทางศาสนาจะไม่มีการวาดหรือแกะสลักพระเจ้าให้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ แต่มิเกลแองเจโลนั้นมีความคิดที่ต่างออกไป

PietaCreation of Adam

 

     3. ราฟาเอล (Raphael)

When one is painting one does not think.

Raphael         ราฟาเอล หรือชื่อเต็ม ราฟาเอลโล่ ซานติ เป็นจิตรกรและสถาปนิกชาวอิตาเลียน เขาถูกนับเป็นหนึ่งในสามศิลปิน (Trinity of Great master)ที่ยิ่งใหญ่ในยุคเรเนสซองส์ต่อจากดา วินชี และมิเกลแองเจโล

        ผลงานของราฟาเอลมีความโดดเด่นในเรื่องของความชัดเจน การจัดองค์ประกอบของภาพ และความสง่างามของตัวละครในภาพ เขามีงานที่โดดเด่นทั้งงานภาพปูนเปียก (Fresco) ที่โด่งดังที่สุดจะเป็น School of Athens

School of Athens        School of Athens เป็นภาพวาดนักปรัชญาชาวกรีกเรียงรายอยู่ด้วยกัน เป็นสัญลักษณ์การหลอมรวมกันของศิลปะ ปรัชญา และวิทยาศาสตร์ เป็นภาพที่มีรายละเอียดให้ตีความได้มาก ยกตัวอย่างเช่น บุคคลสองคนตรงกลางของภาพ คือ เพลโต และอริสโตเติล สองนักปรัชญาที่สำคัญที่สุดในโลกปรัชญาตะวันตก เราจะเห็นว่า เพลโต ผู้ซึ่งยืนอยู่ทางซ้าย ทำท่าทางชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า เป็นการบ่งบอกถึงหลักความคิดเรื่องฟอร์ม (Form) ที่ว่า โลกของสิ่งที่เราเห็นและจับต้องนั้น ไม่ใช่สิ่งที่แท้จริง โลกที่แท้จริงนั้นเป็นโลกทางจิตวิญญาณที่มีความคิด และไอเดียต่างๆ ส่วนอริสโตเติล ที่ยืนผายมือไปหาผู้ชม และถือหนังสือ บอกถึงความคิดที่ว่าความรู้ต่างๆ จะต้องมาจากประสบการณ์ ต้องเกิดจากการไปพบเจอสิ่งต่างๆบนโลก

        นอกจากนี้ราฟาเอลยังมีงานภาพเหมือนบุคคลที่โด่งดัง เช่น La Fornarina,  Portrait of Baldassare Castiglione เป็นต้น

 

 

Credit ภาพ :

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Leonardo_self.jpg

https://th.wikipedia.org/wiki/โมนาลิซ่า#/media/ไฟล์:Mona_Lisa,_by_Leonardo_da_Vinci,_from_C2RMF_retouched.jpg

https://pixabay.com/th/illustrations/leonardo-da-vinci-vitruvian-man-1125056/

https://commons.wikimedia.org/wiki/File:%22The_School_of_Athens%22_by_Raffaello_Sanzio_da_Urbino.jpg

https://en.wikiquote.org

https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/5b/Michelangelo_-_Creation_of_Adam_%28cropped%29.jpg

https://en.wikipedia.org/wiki/Michelangelo#/media/File:Miguel_%C3%81ngel,_por_Daniele_da_Volterra_(detalle).jpg

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์