ความรู้

Burnout แก้ได้ด้วยการจัดการชีวิตให้ดีขึ้น

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
Burnout แก้ได้ด้วยการจัดการชีวิตให้ดีขึ้น

Burnout แก้ได้ด้วยการจัดการชีวิตให้ดีขึ้น

Burnout หรือภาวะหมดไฟในการทำงานซึ่งเป็นภาวะทางด้านจิตใจที่มีผลมาจากความเครียดสะสมในการทำงาน อาจจะเกิดมาจากการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ เบื่องานที่ทำเพราะทำมาเป็นระยะเวลานานซึ่งหมดความท้าทาย ทำให้ผู้ที่มีภาวะหมดไฟไม่มีอารมณ์ร่วมในการทำงาน มีทัศนคติเชิงลบต่องานและเพื่อนร่วมงาน ซึ่งสาเหตุหนึ่งอาจจะเกิดมาจากการที่เราจัดการชีวิตเรายังไม่ดีพอ และในวันนี้ผมขอรวบรวมวิธีจัดการชีวิตในวิธีต่างๆจากหนังสือทั้ง 4 เล่มมาแบ่งปันให้เพื่อนๆ เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ในการปรับลดอาการ Burnout ดูนะครับ

บริหารจัดการเวลา

เล่มแรกที่จะขอนำมาแบ่งปันคือ วิธีการบริหารเวลาให้คุ้มค่าที่สุดในแต่ละวัน ของคุณ Lothar Seiwert (โลทาร์ ไซแวร์ท) หลักการที่ผมนำมาแบ่งปันของเล่มนี้ก็คือ 5 ขั้นตอนในการบริหารเวลาโดยมีดังนี้

Advertisement

Advertisement

  1. ทบทวนการใช้เวลาของคุณในปัจจุบันและจับโจรขโมยเวลาให้ได้ - เรามีต้นทุนทางเวลาเท่ากันทุกคนแต่มันจะแตกต่างกันตรงการบริหารจัดการของแต่ละคนว่าดีมากแค่ไหน อันดับแรกของข้อนี้คือทบทวนกิจกรรมแต่ละอย่างของคุณว่ามีอะไรบ้างและต้องมาวิเคราะห์แต่ละกิจกรรมว่า กิจกรรมไหนเป็นโจรขโมยเวลาของคุณบ้าง
  2. เริ่มตั้งเป้าหมาย - ตั้งเป้าหมายของตัวคุณเอง เป็นรายปี รายเดือนและรายวันและใช้เครื่องมือในการจัดการเช่น Time Boxing
  3. วางแผนการใช้เวลา - จากข้อที่ผ่านมา เราจะต้องใช้เครื่องมือในการช่วยในการจัดการเวลาในการทำงานและกิจกรรมของเราแต่ละวัน ตัวอย่างเช่น To Do List หรือ Time Boxing
  4. จัดลำดับความสำคัญ - ในกิจกรรมต่างๆของเราในการทำงาน ก่อนเริ่มต้นของวันหรือทุกคืนก่อนนอน เราควรจัดตารางแผนกิจกรรมและลำดับความสำคัญก่อนเริ่มวันใหม่เสมอ
  5. จัดระเบียบแต่ละวันและติดตามผล - ในการทำกิจกรรมแต่ละวันเราควรติดตามผลอยู่เสมอเพื่อปรับเปลี่ยนแผนให้ลงตัวขึ้นและราบรื่นขึ้น

Advertisement

Advertisement

แชร์ประสบการณ์จากเล่มแรก - โดยปกติผมจะจัดการชีวิตแผนการทำงานและเป้าหมายโดยใช้เครื่องมือTime Boxing คือในทุกคืนก่อนเข้านอน ผมจะจัดแผนของวันถัดไปที่อ้างอิงจากแผนรายเดือนและรายปีที่ตั้งไว้ ซึ่งผลที่ได้ช่วยให้จัดการชีวิตในแต่ละวันได้ดีขึ้น จัดการหน้าที่ต่างๆได้ราบรื่นและมีเวลาทำอย่างอื่นได้มากขึ้น แก้ปัญหาการ Burnout ที่เคยเกิดขึ้นได้หายขาดเลยครับ

The power of when

เล่มที่สองที่จะแบ่งปันคือ The Power of When ของ Michael Breus, Ph.D. หลักการที่จะเอามาแบ่งปันคือ เรื่องการนอนครับ การนอนถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะทำให้เรามีอารมณ์ดีหรือไม่ดีในแต่ละวันและยังส่งผลต่อการทำงานของเราแต่ละวันอีกด้วย อาจจะเป็นสาเหตุย่อยๆที่ทำให้เราเกิดอาการ Burnout ก็เป็นได้ โดยหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้แบ่งการนอนของบุคคลคนตามบุคลิกแบบสัตว์ 4 ประเภท ถ้าเรานอนถูกและเหมาะสมแต่ละประเภท เราก็จะมีพลังชีวิตในการทำกิจกรรมในแต่ละวันได้ดียิ่งขึ้นครับ โดยแต่ละประเภทมีดังนี้ครับ

Advertisement

Advertisement

โลมา : คือคนที่มีลักษณะนิสัยนอนไม่ค่อยเต็มอิ่ม ในช่วงระหว่างวันจะดูอึนๆมึนๆทั้งวัน คนประเภทนี้ควรเข้านอนไม่เกิน 23.50 น. และควรตื่นเวลา 6.30 น.

สิงโต : คือคนที่มีลักษณะชอบตื่นเช้ามากๆ มีพลังเยอะๆในช่วงเช้า ช่วงเย็นๆแรงเริ่มจะถดถอย คนประเภทนี้ควรเข้านอนไม่เกิน 22.10 น. และควรตื่นเวลา 5.30-6.00 น.

หมี : คือลักษณะคนของคนส่วนใหญ่ในโลก ตามเวลาการทำงานหรือกิจกรรมต่างๆบนโลกส่วนใหญ่มักจะอ้างอิงของคนประเภทหมี คนประเภทนี้ควรเข้านอนไม่เกิน 23.10 น. และควรตื่นเวลา 7.00 น.

หมาป่า : คือคนประเภทที่ตาสว่างตอนค่ำๆดึกๆจะมีพลังงานเยอะในช่วงนี้ คนประเภทนี้ควรเข้านอนไม่เกิน 0.20 น. และควรตื่นเวลา 7.20 น.

แชร์ประสบการณ์จากเล่มที่สอง - โดยลักษณะนิสัยของผมในช่วงชีวิตในวัยนี้เป็นคนประเภท หมาป่า(แต่ละช่วงวัยของชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงได้) ซึ่งเมื่อก่อนผมฝืนร่างกายให้นอนไวและตื่นเช้ามาทำงาน(งานส่วนตัวนอกเหนือจากงานประจำ) ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อลองปรับและพยายามเข้าใจตัวเองมากขึ้น เมื่อมีการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตโดยการทำงานช่วงค่ำๆดึกๆและตื่นช้าขึ้น จึงทำให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น เพราะโดยปกติสมองของผมจะแล่นดีที่สุดในตอนกลางคืน จึงจะทำให้ Productive ช่วงนั้นมากที่สุด แต่ท้ายที่สุดแล้วเมื่อชีวิตเราได้ดำเนินไปมีการเปลี่ยนแปลงของชีวิต เราก็อาจจะปรับประเภทได้เช่นกันครับ ซึ่งผมเชื่อว่าในอนาคตข้างหน้าผมก็อาจปรับเป็นบุคลิกประเภทสิงโตได้เช่นครับ เพราะความรับผิดชอบและหน้าที่ๆแตกต่างไป

The power of output

เล่มที่สามและสี่ที่จะแบ่งปันก็คือ The Power of Output และ The Power of Input ของคุณ ชิออน คาบาซาวะ ซึ่งหลักการที่นำมาแบ่งปันมีดังนี้ครับ โดยหลักการจากเล่ม The Power of Output เราจะขอแบ่งปันการจัดการงานด้วยการทำ To Do List ช่วยลดการ Burnout โดยมีหลักการที่แนะนำดังนี้

  1. เขียนหรือพิมพ์ใส่กระดาษ - ไม่ควรจดในมือถือ เพราะการที่เราดูในมือถือคือการเสี่ยงที่เราจะดูอย่างอื่นที่นอกเหนือจาก To Do List จะทำให้เราใช้เวลามากขึ้น
  2. วางไว้บนโต๊ะเสมอ - วางไว้ตรงที่เราเห็นชัดๆ
  3. เมื่อเสร็จงานหนึ่งแล้วให้ขีดฆ่าออก - เป็นหลักจิตวิทยาเล็กๆ การที่เราทำให้ตัวเองรู้สึกว่าสำเร็จแล้วโดพามีน จะหลั่งออกมาทำให้เกิดแรงผลักดันมากขึ้น

แชร์ประสบการณ์จากเล่มที่สาม - สิ่งที่ผมได้นำมาปฎิบัติใช้ในชีวิตก็คือ To Do List ผมได้ทำในทุกๆวันก่อนนอนในตาราง Time Boxing อยู่แล้ว เพราะเป็นที่ผมเห็นได้ชัดที่สุด เนื่องด้วยผมได้อัพเดทข้อมูลและติดตามผลในนี้อยู่เสมอ(ทำใน iPad) แต่ถ้าเพื่อนๆไม่ถนัดวิธีนี้ก็ขอให้ลองวิธีเบื้องต้นที่แนะนำมาคือ จดใส่กระดาษและวางไว้ตรงที่เห็นได้ชัดๆ หรือมีวิธีอื่นก็ได้เช่นกันครับที่จะเป็นเครื่องมือให้เราติดตามงานและทำงานได้ Productive มากขึ้น ซึ่งวิธีไม่มีตายตัวแต่ใช้หลักการทำ To Do List เป็นวิธีแนะนำครับ

The power of input

และหลักจากหนังสือ The Power of Input  คือ การอ่านหรือฟังเพื่อแก้ปัญหา - เป้าหมายในการอ่านหนังสือหรือฟัง Podcast คือเพื่อ เรียนรู้ และพัฒนาตนเอง แต่การอ่านและฟังยังมีประโยชน์ที่สำคัญก็คือการอ่านและฟังช่วยแก้ปัญหา ในเวลาที่เรากำลังรู้สึกหมดไฟหรือมีปัญหาชีวิต ลองพาตัวเข้าไปร้านหนังสือหรือฟัง Podcast ดีๆดูบ้าง บางครั้งปัญหาต่างๆและอาการหมดไฟต่างๆอาจจะแก้ไขและถูกฮีล ได้โดยวิธีการพวกนี้ครับ

แชร์ประสบการณ์จากเล่มที่สี่ - โดยปกติผมเป็นคนที่อ่านหนังสือเป็นประจำและซื้อหนังสือทุกเดือนอยู่แล้ว ในคำนิยามหนังสือของผมคือ เป็นได้ทั้งเพื่อนและครู หนังสือได้สอนอะไรเราหลายๆอย่างในชีวิต บางเหตุการณ์ที่มีปัญหาในเนื้องานหรือกับเพื่อนร่วมงาน หนังสือก็เป็นทั้งครูและเพื่อนที่คอยชี้แนะเราและอยู่เป็นเพื่อนเราที่เข้าใจเรา หรือแม้กระทั่งพาเราให้ค้นเจอความหมายของชีวิตที่เราไม่เคยนึกถึงหรือบางครั้งเราอาจเผลอลืมไปครับ

อาการ Burnout อาจจะแก้ไขด้วยการจัดการชีวิตให้ดีขึ้นก็อาจเป็นได้ เมื่อเราทำสิ่งเดิมๆซ้ำๆ อาจจะทำให้เรารู้สึกเบื่อและหมดไฟได้เป็นเรื่องธรรมดา เราอาจจะต้องปรับวิธีการทำงานบ้าง เพิ่มคุณค่าอะไรบางอย่างเข้าไปในงานหรือกิจกรรมที่ทำเพิ่มเติมบ้าง มันก็อาจช่วยให้เราสนุกกับสิ่งที่ทำมากขึ้นครับ การที่เราเปลี่ยนงานที่ทำบ่อยๆอาจจะไม่ใช่ทางแก้ไขที่ดีที่สุดครับ ลองปรับวิธีและทัศนคติที่มีต่อในงานเดิมที่ทำดูสักตั้งก่อน ถ้าไม่ใช่จริงๆ ค่อยเปลี่ยนก็ถือว่าเราได้ลองทำเต็มที่แล้วครับ เป็นกำลังใจให้ครับ

เครดิตภาพทั้งหมดถ่ายโดยผู้เขียน

ข้อมูลอ้างอิงจากช่อง YouTube: After Work

เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์