อื่นๆ
ชุมชนขนหัวลุก

ภาพโดย Stefan Keller จาก Pixabay
ผมล้วงหยิบเหรียญหย่อนลงไปในขันของชายขอทาน สภาพร่างกายเต็มไปด้วยน้ำเหลืองน้ำหนอง แผลพุพองที่เห็นนั้นแม้จะทำให้ใครต่อใครที่เดินผ่านสะพานลอยต้องเบือนหน้าหนี หรืออย่างน้อยก็แสดงออกชัดเจนว่า รังเกียจ แต่ก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่ล้วงหยิบเงินหย่อนลงในขันของขอทานคนนั้น ด้วยความเวทนาสงสาร
เมื่อเดินพ้นมาแล้ว ผมอดเหลียวไปมองหลังอีกครั้งไม่ได้ ผมกลับพบว่าขอทานกำลังมองผมอยู่เช่นกัน แววตาคู่นั้นราวกับคนเคยรู้จัก ผมคงคิดมากไปเอง ผมจะรู้จักเขาได้อย่างไรในเมื่อผมเพิ่งเดินทางเข้ากรุงเทพฯเป็นครั้งแรก น่าแปลก ผมไม่สามารถสลัดภาพแววตาของชายขอทานทิ้งไป ยังติดค้างอยู่ในหัว
ผมโทร.หาเพื่อน บอกให้มารอรับที่ปากซอย กรุงเทพฯสำหรับผม ก็เหมือนไปต่างประเทศนั่นแหละ ผมเคยมาทำงานสมัยเป็นวัยรุ่นเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ไม่เคยคิดจะย้อนกลับเข้ามาอีกเลย ผมเป็นชาวไร่อยู่ที่วังน้ำเขียว ใกล้ๆกับรีสอร์ตที่ถูกรื้อถอนโดยกรมอุทยานฯ
Advertisement
Advertisement
ผู้ชายวัย 40 กว่าอย่างผม การเดินทางไปไหนมาไหนตามลำพังดูเงอะงะ ไม่คล่องตัวเอาเสียเลย ยิ่งเข้ากรุงเทพฯ ผู้คนเดินทางกระฉับกระเฉง คนหนุ่มคนสาวไม่มีใครเดินเฉื่อย ทุกจังหวะการก้าวย่างเป็นไปอย่างเร่งรีบ ราวกับทุกวินาทีคือการแข่งขัน
“ขอโทษจริงๆเพื่อน...” ประโยคแรกที่ได้ยินจากโทรศัพท์ทำเอาผมแทบเข่าอ่อน “เราไม่ได้อยู่บ้าน นึกว่านายพูดเล่น”
“อ้าว แล้วกัน ปูนนี้แล้วจะพูดเล่นได้ไง ตอนนี้เรามายืนอยู่ปากซอยทางเข้าบ้านของนายแล้ว”
“แต่เราอยู่ต่างจังหวัด”
เป็นเรื่องละสิ แต่จะว่าไป โทษเพื่อนก็ไม่ได้เต็มปากนัก เพราะเราคุยกันทางโทรศัพท์ ผมแค่เกริ่นๆว่าอยากเข้ามาเที่ยวบ้านเพื่อนที่กรุงเทพฯสักครั้ง เคยมาครั้งสุดท้ายเมื่อตอนเพื่อนแต่งงาน ผมตั้งใจจะเซอร์ไพรส์เพื่อนก็เท่านั้นเอง ไม่คิดว่าจะเป็นการมาเสียเที่ยว
ผมยังไม่อยากกลับไร่ตอนนี้ อย่างน้อยที่สุดควรจะได้ค้างแรมอยู่ที่กรุงเทพฯสักคืนหนึ่ง ภรรยากับลูกๆก็รับรู้แล้ว
Advertisement
Advertisement
ผมยืนหันรีหันขวางอยู่ครู่หนึ่ง สายตาก็เหลือบไปเห็นที่มุมหนึ่งของถนน ชายขอทานคนนั้น! ผมไม่ทันได้สังเกตว่า เขามาอยู่ตรงมุมนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เมื่อผมเหลียวไปมองก็พบว่าเขามองผมอยู่ก่อนแล้ว ผมผิดสังเกตตอนที่เขาหลบสายตาวูบ
ผมไม่ใช่เด็กๆ ผมรู้ด้วยสัญชาตญาณและประสบการณ์ว่า ชายขอทานน้ำเหลืองเยิ้มคนนั้นน่าจะมีปัญหากับผมเสียแล้ว
แต่มาคิดดูอีกที ผมคงระแวงไปเอง มันจะเป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อผมไม่เคยรู้จักขอทานคนนั้นเป็นการส่วนตัว เขาจะมาติดตามผมทำไมกัน ผมไม่ให้ความสนใจขอทานน้ำเหลืองเยิ้มคนนั้นอีก ตอนนี้ควรมาตั้งหลักก่อนว่าจะเอาอย่างไร
ทันใดนั้น มือถือส่งเสียงขึ้น ผมหยิบมาดูเบอร์แล้วรีบกดรับ เพราะเป็นเบอร์ของเพื่อนนั่นเอง
“ตอนนี้นายอยู่ไหน?” เพื่อนถามมาตามสาย
“ยังยืนงงอยู่ปากซอยเข้าบ้านของนายนั่นแหละ” ผมตอบ “กำลังคิดว่าจะกลับวังน้ำเขียวหรือว่าหาโรงแรมค้างสักคืน”
Advertisement
Advertisement
“เฮ้ย ไม่ต้อง”
“เราไม่รู้จักใคร”
“เข้าไปนอนบ้านเราเลย ขอกุญแจจากลุงบ้านข้างๆ เราโทร.บอกไว้แล้ว”
“เอางั้นหรือ?”
ผมชักไม่แน่ใจ แต่ก็รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนคนนี้ขึ้นมาทันทีเหมือนกัน และไหนๆเพื่อนก็อุตส่าห์เป็นห่วง อีกอย่าง ผมยังไม่ต้องการกลับต่างจังหวัดทันที อุตส่าห์เข้ากรุงเทพฯก็หวังจะได้คุยกับเพื่อนสักคืน หรือไม่ได้คุยก็ควรจะได้นอนฟังเสียงอึกทึกของเมืองหลวงสักคืน พรุ่งนี้ค่อยกลับ ผมไม่ลังเลที่จะตอบรับไมตรีของเพื่อน หลังวางสายจึงตัดสินใจเดินเข้าซอยทันที
บรรยากาศความเป็นเมืองหลวงในเวลานี้ เอาเข้าจริงแล้วไม่ได้ต่างกันเลย กรุงเทพฯก็เหมือนกับโคราช โคราชก็ไม่ได้ต่างจากกรุงเทพฯ
เมื่อเดินลึกเข้ามาในซอย สภาพบ้านเรือนก็เปลี่ยนไป ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างใหญ่โตเหมือนที่เห็นจากปากซอย เพราะมันเป็นพื้นที่ชุมชนแออัด แต่ก็ไม่ได้ทรุดโทรมเหมือนอย่างที่เคยเห็นจากฉากละครน้ำเน่า เนื่องจากได้รับการปรับปรุงดูแลทั้งจากชาวบ้านและกรุงเทพมหานคร ด้านล่างอาจจะเป็นน้ำครำ แต่ด้านบนเป็นถนนคอนกรีตเชื่อมต่อกันสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบ
ผมจำบ้านของเพื่อนได้แม่นยำ แม้ว่าจะไม่ได้มาเยี่ยมหลายปีแล้วก็ตาม ผมหยุดอยู่หน้าบ้านปูนชั้นเดียว บริเวณหน้าบ้านค่อนข้างโอ่โถงเป็นพิเศษ แสดงถึงฐานะการเงินของเพื่อนว่าค่อนข้างดีกว่าเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงนั่นเอง
ขณะยืนอยู่ เสียงร้องทักดังขึ้น ผมเหลียวมองแล้วก้าวเข้าไปหาทันที คงเป็นลุงข้างบ้านที่เพื่อนฝากกุญแจบ้านเอาไว้ให้นั่นเอง
“สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้ชายสูงวัย แกรีบรับไหว้แล้วย้อนถาม
“เป็นเพื่อนของคุณธีใช่มั้ย?”
“ครับ เห็นเพื่อนบอกว่าฝากกุญแจบ้านไว้กับลุง”
“ใช่ครับ” ชายชรารับคำแล้วเดินหายเข้าไปในบ้านสักพักจึงออกมาพร้อมกับพวงกุญแจในมือยื่นให้ผม “นี่ครับ”
“ขอบคุณครับ”
ผมนั่งคุยอยู่กับชายชรา แกมีน้ำใจเดินไปเอาน้ำมาให้ดื่ม ผมก็เลยเล่าให้แกฟังอย่างไม่ปิดบังว่า ต้องการมาเยี่ยมเพื่อน คุยกันสักคืนพรุ่งนี้จะเดินทางกลับแล้ว เพราะที่ไร่ของผมมีงานทำไม่ขาด งานไร่เป็นงานจุกจิก
ชายชราฟังแล้วก็โพล่งออกมาว่าสมัยหนุ่มๆเคยมีความฝันอย่างที่ผมกำลังทำอยู่เหมือนกัน แต่ชีวิตในเมืองกรุง สำหรับคนการศึกษาน้อยอย่างแกไม่ได้มีทางเลือกมากนัก เผลอแป๊บเดียวเท่านั้น วัยก็ล่วงเลยมาถึงปูนนี้ ยากที่จะดิ้นหลุดพ้นจากพันธนาการต่างๆ
ผมเข้าใจชายชราดี และเมื่อย้อนคิดถึงอดีตของตัวเอง นี่ถ้าไม่ได้ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวในคราวนั้น ชีวิตผมอาจต้องจมปลักอยู่ในเมืองหลวงแบบเดียวกับชายชรา โอกาสที่จะพึ่งพาตัวเองคงเป็นไปได้ยาก มาถึงวันนี้จึงได้รู้ว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิด
นั่งคุยกับชายชราสักพักจึงขอตัว ผมโทร.บอกเพื่อนอีกครั้งว่ากำลังจะไขกุญแจเข้าบ้าน มันออกจะเป็นการถือวิสาสะมากเกินไป เพื่อนอาจไม่ถือสา แต่ภรรยาของเพื่อนอาจไม่ค่อยสบายใจ ดังนั้น ผมตั้งใจว่าจะไม่แตะข้าวของภายในบ้านของเพื่อน ข้าวผมเพิ่งกินมาจากข้างนอก อาจจะอาศัยน้ำดื่มบ้างก็พอแล้ว
“ไม่ต้องเกรงใจเลยเพื่อน ถือว่าเป็นบ้านของนาย... อาบน้ำอาบท่านอนหลับให้สบาย หิว อาหารมีอยู่ในตู้เย็น”
เพื่อนตอบกลับมา ผมได้แต่ขอบคุณกลับไป นึกสบายใจขึ้นมาบ้างเพราะในเสียงโทรศัพท์นั้นแว่วได้ยินเสียงพูดของภรรยาเพื่อนด้วย น้ำเสียงไม่ได้แสดงอาการว่าไม่พอใจผม เป็นอันว่าคืนนี้ผมจะนอนหลับอยู่ในเมืองหลวงตามที่ตั้งใจเอาไว้
ข้างในบ้านนั้น ค่อนข้างสะอาดสะอ้าน ผมเปิดไฟ ใช้ห้องนั่งเล่นของบ้าน ไม่ได้เข้าไปยุ่งกับห้องอื่น แม้แต่ทีวีก็ไม่ได้เปิด อันที่จริงผมอยากนอนมากกว่านั่นแหละ วัยขนาดผม ชีวิตส่วนใหญ่กรำงานอยู่ในไร่ เวลามีโอกาสได้พัก แค่ได้นอนก็ถือว่าสุดยอดแล้ว
ผมใช้ห้องน้ำบ้านเพื่อน อาบน้ำ ใส่ชุดเดิม แล้วกลับมาที่ห้องนั่งเล่น ล้มตัวนอนลงบนพื้น ผมไม่ได้ใช้โซฟาตัวยาวเสียด้วยซ้ำ บอกแล้วว่าผมเป็นคนหลับง่าย หลังแตะพื้นไม่ทันไร เปลือกตารูดปิด ดวงจิตดำดิ่งเข้าสู่ห้วงภวังค์
ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองฝันไปหรืออย่างไร เพราะจู่ๆก็พบว่าตัวเองยืนอยู่ไม่ห่างจากชายขอทานร่างเยิ้มด้วยน้ำเหลืองคนนั้น!! ผมสบตากับเขา ก็พบว่าเขากำลังมองผมอยู่ก่อนแล้ว เมื่อผมหันไปมอง สายตาของผมกับเขาประสานกันกลางอากาศ ขอทานร่างเยิ้มด้วยน้ำเหลืองไม่ได้หลบสายตาผม นอกจากนี้แววตาของเขาดูกร้าวอำมหิต ราวกับเป็นอริศัตรูมาตั้งแต่ชาติปางก่อน
ผมกลับเป็นฝ่ายรู้สึกสะท้านใจ กำลังตัดสินใจเดินผละหนี แต่วินาทีนั้นกลับได้ยินเสียงตะคอกสั่ง
“เดี๋ยว!”
ผมชะงักเท้า เหลียวไปมอง ร่างของขอทานลุกขึ้นแล้วก้าวตรงเข้ามาหาผม
“เราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่าครับ?”
ผมถาม น้ำเสียงแสดงอาการหวั่นเกรงชัดเจน
“ผมรู้จักคุณ แต่คุณไม่รู้จักผม”
“รู้จักผมด้วยหรือ?”
“ใช่แล้ว” น้ำเสียงของชายขอทานน้ำเหลืองเยิ้ม ยิ่งทำให้ผมรู้สึกหวั่นไหวหนักเข้าไปอีก พยายามเค้นคิดว่าเคยรู้จักหรือพบเห็นที่ไหนมาก่อนหรือเปล่าก็ยังคิดไม่ออก
“ผมไม่เคยเห็นคุณด้วยซ้ำ”
“แน่นอน คุณไม่เคยเห็นผม เพราะคนอย่างคุณคงไม่เห็นหัวคนอื่นหรอก ใช่มั้ย?” ชายขอทานน้ำเหลืองเยิ้มเริ่มแสดงอาการคุกคามผม มันจะเป็นไปได้อย่างไร ผมไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร ผมไม่เคยมีประวัติในด้านเสียหาย ต่อให้เคยมีเรื่องมีราว ผมมักยุติปัญหาด้วยการยกมือไหว้ นิสัยของผมเป็นแบบนี้มาตั้งแต่วัยรุ่น
“ผมว่าคงเป็นการเข้าใจผิดกันแน่ๆ”
“คุณชื่อบุญส่งใช่มั้ย?” ขอทานถาม
“ครับ”
“บุญส่ง แสนสุข”
ผมยิ่งประหลาดใจเมื่อได้ยินทั้งชื่อและนามสกุลของตัวเองจากปากของขอทานน้ำเหลืองเยิ้ม ชื่อและนามสกุลผมเป็นแบบนี้จริงๆ จะปฏิเสธได้อย่างไร แต่ผมไม่เคยเห็นหน้าขอทานน้ำเหลืองเยิ้มผู้นี้มาก่อนเลย พยายามเค้นคิดจนปวดหัวก็คิดไม่ออก
“คุณรู้จักผมได้ยังไง?”
“คนอย่างมึง ทำไมจะไม่รู้จัก!”
อย่างมึง! ขอทานเปลี่ยนสรรพนามใช้เรียกผม สีหน้าท่าทางของเขาก็ยิ่งดูถมึงทึงน่ากลัว ให้ตายเถอะ ตกลงผมเคยรู้จักคนคนนี้มาก่อนหรืออย่างไร
ผมพยายามตั้งสติให้มั่น แต่ลึกๆแล้วสะท้านหวั่นไหวเสียจนแทบอยากวิ่งหนี ผมได้กลิ่นน้ำเหลืองน้ำหนองที่กระแทกจมูกจนแทบสำลึก เอาแค่การปกป้องตัวเอง ผมจะทำอย่างไรไม่ให้น้ำเหลืองน้ำหนองมาโดนตัว
สถานการณ์ขณะนี้จวนตัวเหลือเกิน ขอทานขยับเข้าใกล้ ผมถอยห่าง สายตายังจ้องเขม็งเพราะอย่างน้อยที่สุดจะได้คาดเดาถูกว่าขอทานจะเอายังไงกับผม
“ช่วยบอกหน่อยสิว่า ตกลงคุณเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงรู้จักผม”
“มึงจำกูไม่ได้จริงๆหรือวะไอ้บุญส่ง?”
ผมส่ายหน้า
“กูเป็นเพื่อนมึง!”
“เพื่อน?!” ผมทวนคำ พยายามคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ยิ่งเมื่อคิดถึงว่าคนอย่างผมเคยเบียดเบียนเพื่อนด้วย ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้ ผมไม่ใช่คนดีนัก แต่เรื่องการเบียดเบียนเพื่อน ไม่เคยมีอยู่ในความคิดของผม
สีหน้าของชายขอทานถมึงทึง ผมเห็นน้ำเหลืองทำท่าเหมือนจะหยด ชวนสะอิดสะเอียนอย่างที่สุด
“ใช่ กูเป็นเพื่อนมึง!”
ผมรู้สึกว่าตัวเองถูกคุกคามจนไม่เหลือความกล้าหาญใดๆ และไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องกลัวถึงขนาดนี้ ผมยังยืนยันได้เหมือนเดิมว่า ผมไม่เคยรู้จักเขามาก่อน แต่ชายขอทานน้ำเหลืองเยิ้มเหมือนจะล่วงรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ เขาก็โพล่งขึ้นมาอีกว่า
“กูชื่อ ธี... ธีระ ปันทวี”
“หา! ไอ้ธี!”
จำได้ว่าผมตะโกนเรียกชื่อเพื่อนแล้วสะดุ้งตื่นจากฝัน และแล้ว...สิ่งที่ทำให้ผมอยู่ในอาการตกตะลึงอีกครั้งก็คือ บริเวณที่ผมนอนอยู่ ผมยังจำได้ว่าเป็นพื้นของห้องนั่งเล่นที่สะอาดสะอ้าน แต่ในขณะนี้ มันกลับกลายเป็นพื้นบ้านสกปรก เต็มไปด้วยฝุ่น สภาพทั่วบ้านเหมือนไม่มีคนอยู่มาแรมเดือน มีเพียงอย่างเดียวที่แสดงว่าผมไม่ได้ฝัน ก็คือไฟจากหลอดนีออน ผมเป็นคนเปิดทิ้งเอาไว้ก่อนจะผล็อยหลับ
ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกับผม หรือเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนของผมกันแน่?
ก่อนที่จะเกิดความกระจ่างใดๆ หูของผมแว่วได้ยินเสียงเรียก
“ไอ้บุญส่ง”
เสียงนั้นดังชัดเจน ผมหันขวับ แล้วก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง เพราะชายขอทานน้ำเหลืองเยิ้มคนนั้นยืนอยู่ที่ประตู
ผมแอบหยิกตัวเอง รับรู้ถึงความเจ็บปวด แสดงว่าผมไม่ได้ฝัน ผมตื่นแล้ว ผมกำลังอยู่ในโลกแห่งความจริงที่ไม่สามารถอธิบายได้
“ไอ้ธี”
“ใช่ กูเอง”
“มะ...มึง เป็นอะไร ทำไม...?”
ร่างนั้นขยับก้าวเข้ามา ในขณะที่ผมต้องถอยกรูด ใจสั่นรัวเร็ว
“บ้านกู ไฟไหม้ ไม่ใช่ ทั้งชุมชนถูกไฟไหม้...”
พอชายขอทานผู้ที่อ้างว่าเป็นเพื่อนของผมพูดว่าไฟไหม้ ในพริบตานั้น สภาพบ้านที่ผมเห็นแต่แรกกลับเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เหลือแค่ซากปรักหักพัง หมายความว่าผมยืนอยู่ท่ามกลางซากบ้านถูกไฟไหม้!
คุณพระช่วย!
“ครอบครัวกูตายทั้งหมด ไม่ใช่...คนในชุมชนตายเกือบทั้งหมด เพราะเกิดขึ้นกลางดึกขณะทุกคนกำลังหลับ ไฟไหม้จากทุกจุด มันไม่ใช่เหตุการณ์ไฟไหม้ธรรมดา ชุมชนของเราถูกลอบวางเพลิง”
ผมเกิดอาการสติแตก ขนหัวลุกตั้ง ความกล้าหาญที่พอจะมีเหลืออยู่ปลิดปลิวไปตั้งแต่กลางประโยคคำบอกเล่าของเพื่อน
“กูคิดถึงมึง กูอยากพามึงไปอยู่ด้วย”
หูผมแว่วได้ยินคำพูดของเพื่อนตะโกนไล่หลัง แต่วินาทีนั้น ผมเผ่นพรวดออกมาจากซากปรักหักพังหลังนั้น และเมื่อพ้นมาแล้ว ผมก็พบว่าด้านนอกมีเงาทะมึนของใครต่อใครหลายคนยืนขวางทางอยู่ เจตนาเหมือนต้องการล้อมกรอบผมเอาไว้ ผมกัดฟันวิ่งชนร่างของใครคนหนึ่งจนกระเด็นแล้วโกยหน้าตั้งไม่คิดชีวิต!
**//\\**
ความคิดเห็น






