อื่นๆ
ผีอีม่วย

Photo by Elena Gorgievska from FreeImages
ม่วย ในชุดกางเกงยีนขาสั้น เสื้อโชว์สะดือ คีบอีแตะ คว้ากระเป๋าสะพายแล้วเผ่นออกจากบ้านโดยมีเสียงด่าทอของผู้เป็นป้าดังตามหลัง ภาพแบบนี้ดูเหมือนจะเป็นที่เจนตาชินหูของผู้คนในละแวกเสื่อมโทรม แต่ก็ยังมีให้เห็นอยู่ไม่เว้นแต่ละวัน ยิ่งด่า ม่วยก็ยิ่งเตลิดออกจากบ้าน ม่วย เป็นเด็กสาวที่ป้าเนียนขอจากเด็กสาวใจแตกคนหนึ่งมาเลี้ยง หวังจะพึ่งพาในยามแก่
อาชีพคนร้อยพวงมาลัย รายได้แต่ละวันไม่แน่นอน ยิ่งพออายุมากขึ้น ยิ่งทำงานได้น้อยลง ส่งผลถึงรายได้อย่างไม่ต้องสงสัย ถึงกระนั้น ผู้เป็นป้าก็ยังกัดฟันส่งเสียให้ม่วยได้เรียนหนังสือ เพราะเชื่อว่าการศึกษาจะทำให้หลานสาวนอกไส้คนนี้สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ดี
อาจเป็นเพราะอยู่ในสถานที่เสื่อมโทรม สภาพแวดล้อมไม่ดีนัก จึงทำให้ม่วยหลงไปกับกลุ่มเพื่อน ไม่ค่อยเชื่อฟังป้าเนียนเท่าไหร่นัก
Advertisement
Advertisement
เสียงด่าทอที่หลุดออกมาจากปากของป้าเนียน แม้ฟังดูผิวเผินอาจเป็นเรื่องเลวร้าย ทว่าคนในชุมชนรู้ดีว่าจิตใจของนางไม่ได้เป็นอย่างนั้น การเอาเด็กที่ไม่ใช่สายเลือดของตัวเองมาเลี้ยงดูตั้งแต่ยังแบเบาะ เป็นภาระที่หนักหนาสาหัส นางผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดมาแล้ว และยังจะต้องเผชิญหน้าต่อไปจนกว่า...ชีวิตของนางเองนั่นแหละจะหาไม่
“ป้าเอ๊ย ปล่อยๆมันบ้างก็ได้นะ ข้าว่า” เพื่อนร่วมอาชีพเอ่ยกับป้าเนียนอย่างสงสาร
“ไม่ได้ ข้าต้องให้นังม่วยเรียนจบ ไม่งั้นมันเอาตัวไม่รอดแน่”
“แต่แกน่ะสิจะตายเอา”
“ข้ายังไหว”
“ไอ้ม่วยใจแตก เสียคน”
“ใจแตกยังไงมันก็ต้องเรียน”
ดูเหมือนว่าการเรียนนี่เองเป็นความหวังเดียวของป้าเนียน นางรู้ดีว่าเพราะคนส่วนใหญ่ที่อยู่รายล้อมนาง ล้วนแล้วแต่การศึกษาน้อยทั้งสิ้น จึงแทบไม่มีโอกาสเลือกว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร ขณะเดียวกัน ม่วย ผู้มักหนีป้าเนียนไปกับกลุ่มแก๊งเด็กแว๊นก๊วนใหญ่ ยามนั้นคงไม่รู้หรอกว่าผู้เป็นป้าคาดหวังกับเธอเอาไว้อย่างไร ป้าไม่ได้หวังอะไรเพื่อตัวป้าเองแม้แต่น้อย
Advertisement
Advertisement
เด็กสาววัยย่าง 18 สะพรั่งไปทั้งร่าง กำลังสนุกสนานร่าเริงกับความเร็วของรถ ล้อหมุนอย่างเร็วเหมือนจะลอยได้
เสียงกรีดร้องด้วยความตื่นเต้น เรียวแขนของเธอกระหวัดรอบเอวของเด็กหนุ่มคนขี่แน่น เขาเป็นเด็กหนุ่มร่างสูง หน้าตาคมสัน พ่อแม่ค่อนข้างมีฐานะคนหนึ่ง และด้วยความที่เป็นลูกชายคนเดียว เด็กหนุ่มจึง ‘ได้’ ทุกอย่างที่อยากจะได้เสมอ เขาเรียนหนังสือไม่จบมัธยมต้น พ่อกับแม่ผู้ยังเห็นว่าการศึกษาสำคัญ จึงขอร้องให้เขาเรียนกศน. แลกกับรถมอเตอร์ไซค์คันใหม่ตัวแรง
ม่วยรู้จักกับเด็กหนุ่ม ก็เพราะรูปร่างหน้าตาของเธอเป็นที่สะดุดตา ความรักของคนวัยนี้เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายแค่สบตาเท่านั้น
ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับการชวนเด็กสาวที่กำลังหลง ให้สนุกไปบนอานมอเตอร์ไซค์ ยามนั้น ม่วยหลงลืมจนหมดสิ้นว่า ชีวิตของเธอหากไม่มีป้าเนียน ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้ เด็กสาวมองเห็นแค่ความสนุกสนานตรงหน้า จนกระทั่งคืนหนึ่ง หลังการแข่งขันมีแพ้ชนะ เด็กหนุ่มคนที่เธอชื่นชม กลับกลายเป็นซาตานเถื่อน เพราะเกมในคืนนั้น เขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เดิมพันก็คือ เธอ ม่วยกรีดร้อง ขณะที่เด็กหนุ่มมองเธอด้วยสายตาว่างเปล่า เย็นชา
Advertisement
Advertisement
“ทำไมถึงทำกับฉันยังงี้”
ม่วยร้องถาม ระหว่างที่ถูกผู้ชนะฉุดลากหายเข้าไปในป่ารกข้างทาง ไม่มีคำตอบใดๆจากเด็กหนุ่มผู้ที่เธอชื่นชม
“อย่า... ขอร้อง... อย่า...”
ม่วยไม่ได้ต้องการให้ตัวเองต้องมาอยู่สภาพแบบนี้ เธอไม่ได้ต้องการเลย เธอแค่รู้สึกสนุกกับเกมความเร็ว และชื่นชมในความสามารถของเด็กหนุ่มเท่านั้น ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องกลายมาเป็นของรางวัลในเกมการแข่งขัน ทว่าคำร้องขอของเธอไม่มีความหมายอะไร เด็กแว๊นพวกนั้นเหมือนตายอดตายตายอยาก ย่ำยีบนเรือนร่างเปลือยเปล่าของเธออย่างไม่ปราณี
ม่วยร้องไห้ปริ่มจะขาดใจ ตอนนี้ภาพของผู้เป็นป้าผุดขึ้นมาในหัว แต่จะไปมีประโยชน์อะไร ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของม่วยค่อยๆเงียบลง ขณะที่ม่านแห่งรัตติกาลยังปกคลุมอีกยาวนานกว่าจะสว่าง...
ป้าเนียนแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ หลังม่วยหายไปเกือบ 2 วันเข้าให้แล้ว แจ้งตำรวจก็ไม่คืบหน้าอะไร
จนกระทั่งเข้าสู่วันที่สามจึงได้รับข่าวของม่วย แต่มันเป็นข่าวร้ายที่สุดสำหรับป้าเนียน!

ผู้จากไปไม่ทุกข์ทรมานเท่ากับผู้ยังอยู่...
บัดนี้ผู้คนในชุมชนไม่ได้ยินเสียงด่าทอของป้าเนียน ไม่ได้เห็นเด็กสาวสก๊อยอย่างม่วย
มีแต่คนสงสารป้าเนียน แต่คงอีกนานกว่านางจะทำใจได้ ถึงกระนั้นก็คงทำได้แค่ปลอบโยน เพราะผู้ที่สามารถเยียวยาดวงใจอันแหลกสลายของป้าเนียนมีเพียง...กาลเวลา
ต่อให้ไร้เงาของม่วย แต่เด็กหนุ่มเด็กสาวในชุมชนเสื่อมโทรมก็พร้อมจะกระโจนสู่เส้นทางอันผิดพลาดได้ตลอดเวลา ด้วยว่าสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย และต้นเหตุอันแท้จริงก็มาจากความยากไร้ ปากกัดตีนถีบของผู้คนส่วนใหญ่นั่นเอง
หลายเดือนผ่านพ้น
ความเศร้าจางหายไปจากใบหน้าของป้าเนียน เพราะไม่ว่าอย่างไร นางยังจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกนานจนกว่าจะหมดเวรหมดกรรม
ผู้คนคงลืมจนหมดสิ้นแล้วละว่าเคยเกิดอะไรขึ้น ม่วยไม่ใช่เด็กสาวที่สลักสำคัญอะไรเพียงพอที่จะสร้างความจดจำให้กับคนส่วนใหญ่ ก็เหมือนกับเด็กหนุ่มสาวในชุมชนอันเสื่อมโทรมคนอื่นๆนั่นแหละ
และแล้ว วันครบรอบวันตายของม่วยก็เดินทางมาถึงอย่างเงียบงัน พร้อมๆกับปฏิทินที่ถูกฉีกทิ้งไป ป้าเนียนตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะลุกแต่เช้ามืด เพื่อทำกับข้าวที่หลานสาวชอบไปถวายพระอุทิศส่วนกุศลให้กับเธอ นี่เป็นสิ่งเดียวที่คนมีชีวิตอยู่อย่างนางจะยังสามารถทำได้
ม่านมืดปกคลุมพร้อมๆกับแสงสว่างจากประดิษฐกรรมของมนุษย์สว่างไสว...
เสียงแหวกอากาศของเครื่องยนต์สองล้อเคลื่อนใกล้เข้ามายังเขตชุมชน ใช่แล้ว! แว๊นกลุ่มใหม่ก่อกำเนิดขึ้นมาไม่เว้นแต่ละวัน แม้จะมีการปราบปรามอย่างหนักแค่ไหนก็ตาม เด็กหนุ่มสนุกสนานกับความเร็ว เด็กสาวก็ทะยานไปบนหลังอาน โดยรู้บ้างและไม่รู้บ้างว่าตัวเองจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเกมการแข่งขัน ถ้าหากป้าเนียนมีสายตาพิเศษ สามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น จะต้องประหลาดใจ เพราะ...หนึ่งในเด็กสาวที่กำลังซ้อนท้ายอยู่บนอานมอเตอร์ไซค์นั้น รูปร่างหน้าตาเหมือนหลานสาวนอกไส้ของนางราวกับคนคนเดียวกัน!
เกมแข่งขันอันเร้าใจได้เริ่มต้นขึ้น ไม่นานนักก็จบลงพร้อมกับเดิมพันคือ เด็กสาวผู้ซ้อนท้ายของแก๊งหนึ่งถูกส่งให้กับแก๊งผู้ชนะ
เด็กสาวผู้มีรูปร่างหน้าตาเหมือนม่วยราวกับแกะยินยอมไปกับกลุ่มผู้ชนะแต่โดยดี ยามนั้นไม่มีใครทันสังเกตหรอกว่า กระบอกตาของหญิงสาวแข็งกระด้าง ไม่ใช่ดวงตาของผู้มีจิตวิญญาณแม้แต่น้อย
น่าประหลาด เด็กหนุ่มหัวหน้าแก๊งเด็กแว๊นผู้ได้ชัยชนะในเกมแข่งขัน แท้จริงแล้วก็คือเด็กหนุ่มคนที่เคยพ่ายแพ้จนต้องยกเด็กสาวม่วยให้แก๊งผู้ชนะเอาไปย่ำยีเมื่อหลายเดือนก่อนนั่นเอง คราวนี้เขากลับเป็นผู้ชนะ และกำลังได้รับรางวัลคือ เด็กสาว
เด็กหนุ่มรู้สึกคึกคัก โพล่งปากบอกลิ่วล้อด้วยน้ำเสียงลิงโลด
“พวกมึงคอยต่อคิว ขอกูก่อน”
“ตามสบายเลยลูกพี่”
เด็กหนุ่มคว้าแขนของเด็กสาวหายเข้าไปในมุมอับ เธอยอมให้เขากอดจูบอย่างง่ายดาย กลิ่นหอมอ่อนๆจากเรือนร่างของเธอกระตุ้นความรู้สึกของชายหนุ่มให้ตื่นเพริด
เขาปลดท่อนล่างของเด็กสาวและของตัวเองออกอย่างร้อนรน
“พี่คะ”
เขาชะงักนิดหนึ่ง เมื่อเด็กสาวมีท่าทีขัดขืน “ทำไม”
“ถ้าหนูไม่ยอมจะเกิดอะไรขึ้นคะ”
“บ้าเอ๊ย” เขาหัวเสีย
“หนูแค่ถาม”
“ทำไมต้องมาถามตอนนี้”
“ก็หนูอยากรู้” น้ำเสียงของเด็กสาวยามนี้ยะเยือกเย็นคางอย่างประหลาด ไม่เท่านั้น ผิวหนังของเธอก็ลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็ว จนสามารถสัมผัสได้ถึงความเย็นชืดไม่ต่างอะไรกับ...ศพ!
ตอนแรก... เด็กหนุ่มคล้ายกับจะฉุนเฉียว ทว่าเพียงครู่เดียว เขาเหมือนจะได้คิดว่าคุ้นๆกับเสียงแบบนี้ และยิ่งเมื่อรู้สึกว่าเนื้อตัวของหญิงสาวเย็นชืดผิดปกติ ก็ถึงกับกลืนน้ำลายฝืดคอ หัวใจเริ่มกระตุกเต้นผิดจังหวะ...
พลัน กลิ่นเน่าเหม็นราวกับซากศพก็กระแทกเข้าสู่สองรูจมูกของเด็กหนุ่ม ถึงกับผงะ แต่ไม่สามารถผละออกจากร่างของเด็กสาวได้ เพราะ...เขาถูกเรียวแขนของเธอเกี่ยวกระหวัดเอาไว้
“อะไรกันเนี่ย?!”
“จำอีม่วยได้ไหม” น้ำเสียงของเด็กสาวกระตุกสติสัมปชัญญะของเด็กหนุ่มให้หลุดออกมาจากร่างในบัดดลนั้น ทำไมเขาจะจำไม่ได้ว่าม่วยคือใคร แต่เธอตายไปหลายเดือนแล้วนี่
“โอ๊ะ! ผีอีม่วย!”
พยายามสลัดให้หลุดออกมา ทว่าร่างกายของชายหนุ่มยามนี้กลับแข็งทื่อราวกับต้องคำสาป มีเพียงความรู้สึกรับรู้ได้ตลอดว่า เขากำลังกลัวสุดขีด
อย่า...!
แม้แต่การพยายามร้องปราม ก็ยังไร้เสียงเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปาก และแล้ววินาทีสุดท้ายของชีวิตก็เดินทางมาถึง...กระดูกต้นคอของเด็กหนุ่มหักดับกรอบ พร้อมๆกับดวงวิญญาณหลุดล่องเมืองนรก โดยที่ไม่อาจส่งเสียงใดๆให้กลุ่มก๊วนที่อยู่ห่างออกไปไม่เท่าไหร่ให้รู้ตัวได้เลย จนกระทั่งเห็นว่านานเกินไปจึงมีคนเข้ามาดูก่อนจะเอะอะโวยวาย และนาทีนั้นเองที่กลุ่มแว๊นก๊วนนั้นได้เห็นว่า มีใครคนหนึ่งยืนจ้องมองพวกเขาอยู่ไม่ห่าง ด้วยกระบอกตาอันแข็งกระด้าง
แสงจากไฟฉายที่หนึ่งในก๊วนเด็กแว๊นสาดเข้ากระทบ ได้เห็นชัดเจนว่าผู้ที่ยืนจ้องมองอยู่นั้นไม่น่าจะเป็นคน
“เหวอ! อะไรกันเนี่ย!
“ผีหลอก!”
ต่างแตกตื่นแล้ววิ่งไปคว้ามอเตอร์ไซค์เพื่อเผ่นออกจากจุดที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงล้มโครมคราม เสียงร้องโอดโอย สลับกับเสียงหัวเราะเย็นยะเยือกของ...อีม่วย!
////
ความคิดเห็น






