อื่นๆ

เจ้ากรรมนายเวร

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
เจ้ากรรมนายเวร

ผู้ชายร่างเล็กแกร็น   ใบหน้าปราศจากรอยยิ้ม  ยิ่งดวงตาแล้วแข็งกระด้างจนน่าสะพรึง  เขาเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องทำงานของรองนายกอบต. ผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งของตำบล

เคาะเบาๆแล้วเปิดเข้าไป  และใช้เวลาอยู่ในนั้นเพียงแค่ไม่เกิน 5  นาทีก็เปิดประตูก้าวออกมา  เดินออกจากศูนย์อบต. ขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป

ถนนเส้นนั้นบ่ายหน้าสู่วัดใหญ่...  วัดแห่งสำคัญของตำบล ซึ่งมีท่านพระครูหนุ่มใหญ่  ผู้มีอดีตเป็นเด็กหนุ่มเกกมะเหรกเกเรคนหนึ่งของหมู่บ้าน   ไม่น่าเชื่อว่าร่มผ้ากาสาวพัตรจะทำให้ท่านเปลี่ยนเป็นคนละคน  กลายเป็นพระนักปฏิบัติ มีปฏิปทาอันแน่วแน่ต่อพระศาสนา

เสียงหมาวัดเห่าแล้วหยุดไป  เมื่อมอเตอร์ไซค์วิ่งมาจอดหน้ากุฏิของท่านพระครู

บรรยากาศของวัดยามบ่าย  เงียบสงบ   ไม้ยืนต้นทอดเงาครึ้มตา

ชายร่างเล็กก้าวขึ้นบันไดกุฏิ 

“พระครูอยู่ไหม?”

คำถามนี้แม้ไม่ได้ผิดปกติ  แต่น้ำเสียงกลับแข็งกระด้างสัมผัสได้

Advertisement

Advertisement

“เข้ามาสิโยม”

เสียงเจ้าของกุฏิบอกอนุญาต

เขากลับยืนนิ่ง  แววตาคู่นั้นแข็งกระด้างเป็นทุนเดิมแล้วก็จริง  ทว่า...ยามนี้กลับมีความหวั่นไหวไม่เชื่อมั่นเปล่งประกายออกมา  ทั้งๆที่มีคนเคยบอกว่า...เขามีความเข้มแข็ง  เด็ดเดี่ยว  และเยือกเย็นยิ่งกว่าคนธรรมดาสามัญเป็นสิบเท่า  มีเป้าหมายแน่ชัด  และต้องให้บรรลุถึงเป้าหมายนั้น  จึงเลิกล้มความตั้งใจ

“ทำไมยืนเฉยอยู่ละโยม”

เสียงของท่านพระครู

เขานิ่งงัน  ขบกราม  มือหนึ่งล้วงเข้าไปในชายเสื้อแล้วดึงกลับออกมาอย่างรวดเร็วโดยไม่มีอะไรติดมือออกมาด้วยอย่างที่ตั้งใจ

ชายร่างเล็กเข้าไปในกุฏิ  ทรุดร่างนั่งลงแล้วก้มกราบ  เมื่อเงยหน้าขึ้น  ดวงตาอันแข็งกระด้างของเขากลับคลอเบ้า

“ไปไงมาไงล่ะโยม?”

พระครูถาม  แววตาของท่านทอประกายเมตตา  ไม่เลือกว่าบุคคลตรงหน้าจะเป็นใคร

“คะ...คือว่า...ผมมาจากต่างถิ่นครับ”

Advertisement

Advertisement

เขาตอบ  ซึ่งรู้แก่ใจดีว่าเป็นคำตอบเท็จ  น้ำเสียงจึงตะกุกตะกัก

ท่านพระครูยิ้ม  เอื้อมมือดึงกระโถนบ้วนน้ำหมาก

“แล้วไงล่ะโยม?  มาจากต่างถิ่นถ้าหิวบนหอฉันคงมีพอมีข้าวก้นบาตรเหลืออยู่นะ  เดี๋ยวอาตมาจะไปหาให้กิน  วัดบ้านนอกน่ะโยม  คงไม่มีกับข้าวมากมาย”

ไม่พูดเปล่า  ผู้ทรงศีลขยับลุกขึ้น

“พระครูครับ”  ชายร่างเล็กมองสบตา  ยามนี้จึงได้เห็นว่าภายในเบ้าตาคู่นั้นมีหยาดน้ำใสๆเอ่อล้น

“มีอะไรหรือโยม?”  พระครูทรุดร่างนั่งลงดังเดิม  “ท่าทางของโยมเหมือนกำลังมีความทุกข์  ปล่อยวางเสียบ้างนะโยม”

“ใช่ครับ  พระครูพูดถูกแล้ว  ผมกำลังมีความทุกข์อย่างมาก  และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำ  ถ้าไม่ทำ  ลูกผม...คงต้องติดคุกตลอดชีวิต”

“ลูกโยม?”

“ลูกชายผมไปฆ่าคนตายครับ  ตอนนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วให้ติดคุกตลอดชีวิต”

“อืมม์” พระครูพยักหน้ารับรู้ “เวรกรรมจริงๆ”

Advertisement

Advertisement

“มีคนบอกว่าจะช่วยให้ลูกชายผมได้รับโทษน้อยลงได้  เขารับปากว่าจะช่วยเหลือ”

“เขาเป็นใคร?”

“เจ้านายของผมเอง”

“ดูเหมือนเจ้านายของโยมไม่ได้ช่วยเหลือเปล่าๆใช่มั้ย?”

“ใช่ครับ”

“แลกกับอะไร?”

“แลกกับการทำงานให้เขาครับ”

“อาตมาเข้าใจแล้วละ”

“แต่ว่า...ผมทำไม่ได้”

“ทำไมล่ะ?”

“ผม...”

“ถ้าโยมอยากช่วยเหลือลูกชายจริง  ก็เชิญลงมือได้เลย!”

ชายร่างเล็กมีอาการคล้ายต้องคำสาบ  เลือดในกายเย็นเฉียบ  หัวใจที่กระตุกเต้นไม่เป็นจังหวะตั้งแต่แรก  คล้ายกับถูกฉุดให้หยุดชั่วขณะ

พระครูพูดเหมือนล่วงรู้ว่าเขามาที่นี่ด้วยจุดประสงค์อะไร!

นาทีนั้น  เขาตัวสั่น  ด้วยว่าความทุกข์ถาโถมเข้าใส่อย่างไม่ปราณี  เขาเป็นคนบาปหนาที่นรกจองตัวเอาไว้แล้ว  กับพระกับเจ้ายังไม่เว้น  

“พระครูครับ  ผมทำไม่ได้”

“ถ้าไม่ทำ  ลูกชายของโยมอาจติดคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีใครช่วยเหลือนะ”

“ผมมันเลวเองที่เลี้ยงลูกไม่ได้”

“เลวยังไง?”

“ผมตามใจลูกเกินไป  ตามใจจนเหลิง  ทั้งๆที่เห็นแววตั้งแต่ลูกยังเป็นวัยรุ่นว่าชอบคบเพื่อนเลว  และตั้งตัวเองเป็นหัวโจก  แทนที่จะตักเตือน  กลับยุยงส่งเสริมว่าลูกมีความเป็นลูกผู้ชาย”

พระครูบ้วนน้ำหมากอีกครั้ง 

“แต่ถ้าโยมไม่ทำงานให้คนคนหนึ่ง  ลูกชายของโยมก็จะไม่มีใครช่วยเหลือนะ   ถ้ายังไง...ลงมือเสียเถอะ  เรื่องที่เคยคั่งค้างระหว่างเราจะได้จบ”

มันหมายถึงการเชื้อเชิญเพื่อให้ชายร่างเล็กเอาชีวิตนั่นเอง

คราวนี้เขาไม่ตอบ  มีเพียงดวงตาเปล่งประกายชนิดหนึ่งยากแก่การเข้าใจ  บดกรามจนแลเห็นรอยนูน  แม้สิ่งที่เขาได้ตัดสินว่าจะทำ  ยังไม่ถึงขั้นสำเร็จผล   แต่ก็เลวจนหาที่เปรียบไม่ได้  มันไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่นจริงๆ

คนจน  คนไร้อำนาจวาสนา  มีหรือจะช่วยง้างซี่กรงเหล็กออกได้  นอกจากต้องมีเงิน  หรือมีอำนาจอิทธิพลมากเท่านั้น อะไรๆก็สามารถเกิดขึ้นได้

เขาอยากทำหน้าที่ในฐานะพ่อให้ดีที่สุด  แม้ต้องกระทำในเรื่องเลวที่สุดก็ตาม  ใช่แล้ว! นี่แหละคือเป้าหมาย 

“ถ้าอย่างนั้น  ผมขอโทษด้วยนะครับ”

สีหน้าของพระครูนิ่งเรียบ   แววตาก็เฉกกัน  ไม่ได้แสดงถึงความรู้สึกใดๆ

“จะลงมือก็เชิญเลย”

เขาบดกรามอีกครั้งแล้วก้มกราบ 

ท่านพระครูหลับตาลง   ฉับพลัน  เสียงปืนก็ปะทุดังขึ้น 3 นัดซ้อน!

///////

หนึ่งเดือนต่อมา...

ชายร่างเล็กแกร็นหน้าตายปรากฏตัวอีกครั้งที่หน้าประตูห้องทำงานส่วนตัวของรองนายก อบต.  แววตาของเขาดูแข็งกระด้างไม่ต่างจากเดิม 

เสียงเคาะประตู แล้วประตูก็เลื่อนเปิดออก

ชายร่างเล็กยืนจังก้า   ขณะผู้อยู่ในห้องนั้นก็เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มเอกสารบางอย่างสบตากับผู้มาเยือน  มุมปากของรองนายกอบต.มีรอยยิ้มชนิดหนึ่ง

“ในที่สุดแกก็กลับมา”

“คุณบอกว่าจะช่วยลูกชายผมให้พ้นคดี”

“ฉันทำเต็มที่แล้ว  แต่...ก็อย่างที่รู้ๆ  ลูกชายของแกดิ้นหลุดยาก  เพราะจนด้วยพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ”

“คุณไม่ได้ทำอะไร  ไม่ได้ทำอะไรแม้แต่นิดเดียว อย่ามาโกหก”

“ในเมื่อไม่เชื่อก็ไม่รู้จะว่ายังไง” รองนายกอบต.ผู้เรืองอิทธิพลยักไหล่  สบตากับชายร่างเล็กผู้ที่เขาเคยใช้ให้ไปสังหารพระครูนักพัฒนา  “แต่อย่าคิดว่าจะมาขู่คนอย่างฉันได้”

“ผมไม่ได้ขู่  แต่ผมมาเอาชีวิตคุณ”

“เอาชีวิตฉัน?”  ไม่มีท่าทีตื่นตระหนกใดๆจากรองนายกอบต. “พูดผิดพูดใหม่ได้นะ  ฉันบอกแล้วว่า  คนอย่างฉันไม่แน่จริง  ไม่อยู่มาจนถึงขั้นนี้  ป่าช้าของวัดฉันยังช่วงชิงเอามาได้ นับประสาอะไรกับแก  คนตัวเล็กๆที่ได้ชื่อว่าไอ้คนบาปหนา  สังหารได้กระทั่งพระ  ขอบอกว่า...กูไม่กลัวมึง”

ขาดคำนั้น  เสียงหนึ่งดังขึ้น 

“แกถูกจับแล้ว!”

มิน่าเล่า  รองนายกฯผู้เรืองอิทธิพลถึงไม่ได้หวั่นเกรงใดๆเมื่อเผชิญหน้ากับเขา  เพราะได้วางกำลังตำรวจเอาไว้เพื่อรอให้เขาปรากฏตัวอีกครั้งแล้วนั่นเอง

ชายร่างเล็กไม่ได้หวังอยู่แล้วว่าจะรอดชีวิต  วันที่เขาลั่นไกฆ่าพระครูตามคำสั่งของรองนายก  ก็คือวันหายนะในชีวิตของเขา  เขาไม่ควรมีลมหายใจอยู่เลยนับตั้งแต่วันนั้น  เมื่อได้ทำใจแล้วว่า  จะต้องเผชิญกับความตาย  ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงก็ไม่มีหลงเหลือ

“ฮะๆๆ”  เขาหงายใบหน้าระเบิดเสียงหัวเราะ “ยิงซีวะ”

ไม่ต้องให้บอกซ้ำสอง  ในจังหวะที่ชายร่างเล็กป่ายมือเข้าหาซอกเอว  ยังไม่ทันกระตุกปืนออกมาจากซองพก  เสียงปืนจากฝ่ายตำรวจก็ลั่นขึ้นหลายสิบนัด!

///////

 รองนายกอบต.ผู้มีผลงานในด้านการพัฒนามากมาย  โดยเฉพาะกรณีอื้อฉาว  เอาที่ดินของวัดมาพัฒนาเป็นสนามฟุตบอลประจำตำบล  ต้นไม้ขนาดใหญ่ถูกโค่นเพื่อปรับพื้นที่   เนื่องจากเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับสังคมหมู่มาก  ดังนั้นข้อครหาที่เคยมีอยู่ก็เลือนหายไปกับสายลม

 เขากลายเป็นนายกอบต.ตัวจริงในสมัยต่อมา  และดำรงอยู่ในตำแหน่งต่ออีก 2 สมัย  ก่อนจะถูกยกสถานะจากองค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเทศบาล 

เขาเป็นตัวเต็งคนสำคัญในการช่วงชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรี  ซึ่งในเวลาต่อมามีการแข่งขันกันสูงมาก  ด้วยว่ามีผลประโยชน์ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังค่อนข้างมหาศาล  มากกว่าเมื่อสมัยเป็นอบต.หลายเท่า 

ถนนสายการเมืองของเขาดูจะราบเรียบอยู่มาก คู่แข่งต้องมีอันเป็นไปด้วยสาเหตุต่างๆกัน  ว่ากันว่า  คนที่จะกลายเป็นนายกเทศมนตรีคนแรกก็คือ  เขานั่นเอง  ซึ่งก็ไม่ผิดจากความจริงเท่าไรนัก 

เขาหัวเราะลั่น  เมื่อมีการประกาศผลการเลือกตั้งออกมา  เขาชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น  บัดนี้ชื่อเสียงในวงการเมืองของเขาโดดเด่น  แม้แต่พรรคการเมืองระดับชาติยังต้องส่งคนมาทาบทามตัวเอาไว้ 

“ฉันไม่เชื่อเรื่องเวรกรรม   ทุกวันนี้ใครมีจุดมุ่งหมายที่ดีกว่า   มีข้อมูลเหนือกว่า  และมีกำลังทรัพย์เหนือกว่า  ย่อมมีสิทธิ์ชนะในทุกเวที”

เขาประกาศต่อหน้าเหล่าผู้สนับสนุนใกล้ชิด  หารู้ไม่ว่า  ในเวลานั้นมีผู้มองเห็นว่า  นายกเทศมนตรีใหม่หมาดไม่มีหัวอยู่บนบ่า!

///////

รอบๆบ้านของนายกเทศมนตรีคนใหม่  เพื่อนบ้านได้ยินเสียงหมาเห่ากระโชกหลายคืนมาแล้ว  ราวกับพวกมันมองเห็นบุคคลในยามวิกาล

ด้วยความที่เป็นบ้านคนดัง  มีรั้วล้อมรอบ  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสียทีเดียว  นายกเทศมนตรีคนใหม่ระวังตัวแจ  ปืนพกลูกโม่ขนาด .38 วางอยู่ใต้หมอนตลอดเวลา  และเขาไม่เคยออกจากบ้านในยามวิกาลเลย  ถ้าหากไม่จำเป็นจริงๆ  คล้ายกับล่วงรู้อยู่แล้วว่าศัตรูของตนเองมีมากมาย  และคนเหล่านั้นก็พร้อมจะเอาชีวิตได้ทุกเมื่อ

ต่อมามีข่าวลือเข้าหูว่า  นักโทษคนหนึ่งแหกคุกหนีออกมาได้   เป็นนักโทษหนุ่มที่เคยก่อคดีอุกฉกรรจ์  

นายกเทศมนตรีถึงกับหน้าเสีย  รีบสืบข่าวจนแน่ใจว่า  นักโทษคนดังกล่าวคือลูกชายของมือปืนร่างเล็กที่เขาเคยใช้งาน 

นับตั้งแต่นั้น  นายกเทศมนตรีถึงกับอยู่ไม่เป็นสุข  

กลางคืนหมายังเห่ากระโชกไม่หยุดหย่อน  และไม่เว้นคืน  สร้างความหวาดหวั่นหัวใจให้ไม่รู้จักจบสิ้นจนแทบจะเป็นโรคประสาทอยู่รอมร่อ  ความหวาดวิตกตึงเครียด  ทำให้เขาเริ่มหูแว่ว  ได้ยินเสียงขู่คำรามเอาชีวิต  ลูกเมียเริ่มถอยออกห่างเมื่อเห็นเขามีอาการตาขวาง

คืนนี้  หมาเห่ากระโชกหนักหน่วงอีกแล้ว 

“กูไม่ไป  กูไม่ไป!”

มีคนได้ยินเสียงร้องของนายกเทศมนตรีแว่วออกมาจากบ้าน   หลังจากนั้นเสียงปืนก็ดังขึ้นอีกนัด!

ไซเรนของหน่วยกู้ชีพประจำเทศบาลแหวกอากาศมายังบ้านของนายกเทศมนตรี  แล้วกลับออกไปอย่างรวดเร็ว   ยังไม่ทันฟ้าสางดีนักก็มีข่าวว่า  นายกฯทนพิษบาดแผลไม่ไหวสิ้นใจอย่างสงบแล้ว

ตำรวจลงความเห็นว่า ที่เขาเอา .38  ยัดใส่กะโหลกตัวเองนั้นก็เพราะความเครียด  ทว่าบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น  เพราะในอีกหลายคืน  และอีกหลายเดือนต่อมา  ยังมีคนเห็นดวงวิญญาณหลายดวงพากันรุมฉุดทึ้งดวงวิญญาณของนายกเทศมนตรีอย่างโกรธแค้น

นับแต่นายกฯดับชีพ  ละแวกบ้านของนายกฯไม่มีเสียงหมาเห่า  มีแต่เสียงหอนเย็นยะเยือกทำเอาชาวบ้านขวัญผวาไปตามๆกันอีกหลายเดือน…

ขอบคุณรูปภาพ https://freerangestock.com/photos/34409/scary-face.html

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์