ความรู้

ผ่อเฮือนเมื่อตะก่อน ณ พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา มช.

101
คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
ผ่อเฮือนเมื่อตะก่อน ณ พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา มช.

ใครที่ใช้เส้นทางถนนเลียบคลองชลประทาน ขณะที่รถติดไฟแดงก่อนถึงสี่แยกตลาดต้นพยอม ลองมองไปทางซ้ายมือ จะพบกับอาคารสีขาวทรงโคโลเนียล และมีเรือนไม้แบบล้านนาตั้งอยู่ใกล้ ๆ กัน สถานที่แห่งนี้คือสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สังกัดในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำหน้าที่อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของล้านนา มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ขึ้นเป็นครั้งคราว เช่น กิจกรรมเรียนรู้การทำอาหารล้านนา การเรียนวิธีเขียนอักษรล้านนา การแสดงดนตรีและนาฏศิลป์ล้านนา เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนาด้วยค่ะ

ผู้เขียนเคยมาที่นี่ครั้งแรกในสมัยเรียนมัธยมปลาย จำได้ว่าคุณครูพามาในคาบศิลปะเพื่อเยี่ยมชมในส่วนของพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา และให้นักเรียนเลือกวาดภาพเรือนล้านนาที่ชื่นชอบคนละหนึ่งเรือน ณ ตอนนั้น ผู้เขียนจำไม่ได้ว่าเลือกเรือนใด และภาพวาดเรือนล้านนาที่ว่านั้นหายไปไหนแล้ว รู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ได้เก็บไว้ จากนั้นก็ไม่เคยนึกถึงที่นี่อีกเลย จนกระทั่งได้กลับมาเยือนอีกครั้งเมื่อปีที่แล้วเพื่อร่วมกิจกรรม "ของกิ๋นตามฤดู เล่าสู่กันฟัง" จัดโดยสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งใช้พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ในการจัดกิจกรรม จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผู้เขียนจะได้เยี่ยมชมเรือนล้านนาในอดีตสวย ๆ อีกครั้ง

Advertisement

Advertisement

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีเรือนล้านนา 8 เรือน และยุ้งข้าวอีก 4 หลัง ที่ถูกรื้อย้ายมาจากสถานที่ตั้งเดิมในอดีต และนำมาจัดแสดงในสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม เพื่ออนุรักษ์และเปิดให้ผู้สนใจด้านสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมแบบล้านนาได้ศึกษาภูมิปัญญาในอดีต โดยปกติแล้วจะมีค่าเข้าชมคนละ 20 บาท สำหรับการมาเยี่ยมชมในครั้งนี้ ผู้เขียนไม่พลาดที่จะบันทึกภาพเรือนล้านนาที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ไว้เป็นที่ระลึก โดยใช้เวลาช่วงพักกลางวันเพื่อตระเวนเยี่ยมชมเรือนโบราณล้านนาก่อนจะเริ่มกิจกรรมในภาคบ่าย แม้แดดยามเที่ยงตรงจะร้อนเพียงใด ก็ไม่สามารถทำให้ผู้เขียนล้มเลิกความตั้งใจในการถ่ายภาพเรือนล้านนาได้ ณ เวลานั้น

เรือนแต่ละแห่งจะตั้งชื่อตามเจ้าของเรือนเดิม มาเริ่มต้นกันที่เรือนแรกคือเรือนกาแล (พญาวงศ์) เดิมเป็นเรือนของพญาวงศ์ นายแคว้น (กำนัน) บ้านสบทา แขวงปากบ่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2440 และรื้อเพื่อย้ายมาสร้างใหม่ ณ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2541 เรือนแห่งนี้เป็นเรือนไม้ใต้ถุนยกสูง หลังคาทรงจั่วแฝด และมีไม้แกะสลักไขว้บนยอดจั่ว เรียกว่า กาแล ตัวเรือนมีชานระเบียงรอบบ้านเชื่อมต่อกับบันไดกลาง ถ้าสังเกตจากภาพจะเห็นว่าหลังซ้ายจะเล็กกว่าหลังขวา ซึ่งเดาไม่ได้ว่าฝั่งไหนคือห้องอะไรบ้างเรือนกาแล (พญาวงศ์)ถัดมาคือเรือนกาแล (อุ๊ยผัด) เดิมเป็นเรือนของอุ๊ยผัด โพธิทา ตำบลป่าพลู อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2460 และรื้อเพื่อย้ายมาสร้างใหม่ ณ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2537 เป็นเรือนที่สร้างไม้ทั้งหลัง ใต้ถุนยกสูงจากพื้น มีชานเรือนเชื่อมต่อกับบันไดเรือน หลังคามุงกระเบื้องไม้ มีกาแลอยู่บนยอดจั่วเดียว ถ้าเทียบขนาดกับเรือนอื่น ๆ แล้ว เรือนนี้ค่อนข้างเล็กกะทัดรัด ไม่ค่อยมีต้นไม้รอบเรือนเท่าไรนัก

Advertisement

Advertisement

เรือนกาแล (อุ๊ยผัด)

เมื่อผู้เขียนหันหลังให้เรือนอุ๊ยผัด ก็พบกับเรือนไทลื้อ (หม่อนตุด) อยู่ตรงข้ามกันพอดี เดิมเป็นเรือนของนางตุด ใบสุขันธ์ ชาวไทลื้อบ้านเมืองลวง ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2460 และรื้อเพื่อย้ายมาสร้างใหม่ ณ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2539 เรือนแห่งนี้เป็นเรือนไม้ขนาดกลางที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทลื้อกับไทยวน ยกใต้ถุนสูง มีบันไดอยู่ 2 ด้านคือหน้าเรือนและหลังเรือน ภาพที่ผู้เขียนถ่ายมาน่าจะเป็นด้านหลังเรือน หากถ่ายภาพมุมตรงจะไม่เห็นบันไดบ้านเนื่องจากมีต้นไม้บังอยู่

เรือนไทลื้อ (หม่อนตุด) ผู้เขียนจึงลองเดินอ้อมไปเล็กน้อย จากภาพจะเห็นบันไดลาดลงมาด้านข้าง ซึ่งมีหลังคายื่นออกมาให้ร่มเงาในบริเวณที่เป็นบันได ซึ่งเรือนไทลื้อจะไม่มีกาแลอยู่บนยอดจั่ว สังเกตที่จั่วหลังคาของห้องใหญ่จะมีลวดลายสี่เหลี่ยมเป็นช่อง ๆ

Advertisement

Advertisement

9

จากเรือนอุ๊ยผัดและเรือนหม่อนตุด ผู้เขียนเดินต่อไปอีกสักเล็กน้อย ก็พบกับเรือนชาวเวียงเชียงใหม่ (พญาปงลังกา) อยู่ทางขวามือ เดิมเป็นเรือนของพ่อน้อยถาและแม่หน้อย ลูกเขยและลูกสาวของพญาปงลังกา บ้านเลขที่ 769 หมู่ 4 ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2439 โดยทายาทของเจ้าของเรือนได้มอบให้กับสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมในเวลาต่อมา (ไม่ทราบปี พ.ศ. ที่ชัดเจน) ตัวเรือนขนาดกลางสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง และมุงหลังคาด้วยดินขอ ลักษณะคล้ายกับเรือนกาแล แต่ไม่มีกาแลด้านบนหลังคา มีหลังคาสองจั่วที่มีขนาดแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด และมีชานระเบียงเชื่อมต่อกับบันไดขึ้นเรือนเช่นกัน

เรือนชาวเวียงเชียงใหม่ (พญาปงลังกา)

เมื่อมองจากด้านข้าง จะเห็นว่าตัวเรือนหลังเล็กไม่มีหน้าต่าง มีเพียงช่องใหญ่หนึ่งช่อง จากที่เดินชมเรือนล้านนามาหลายเรือน สังเกตเห็นว่าเรือนในสมัยก่อนไม่ค่อยมีหน้าต่างเท่าไรนัก หากมีก็เป็นหน้าต่างบานเล็กเพียงไม่กี่บาน ที่เหลือมักเป็นช่องลมพอให้อากาศถ่ายเท

เรือนชาวเวียงเชียงใหม่ (พญาปงลังกา)และเรือนสุดท้ายที่ผู้เขียนไปเยี่ยมชมคือเรือนพื้นบ้านล้านนา (อุ๊ยแก้ว) เดิมเป็นเรือนของอุ๊ยแก้ว ธาระปัญญา ณ บ้านสันต๊กโต (สันติธรรม) หรือบริเวณแจ่งหัวลิน อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ไม่ทราบปีที่สร้างขึ้นแน่ชัด แต่ได้รื้อเพื่อย้ายมาสร้างใหม่ ณ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2540 ตัวเรือนสร้างจากไม้ ยกพื้นไม่สูงมากนัก มีประตูอยู่ตรงบันไดขึ้นเรือนโดยไม่มีชานเรือน นอกจากนี้ยังมีหน้าต่างบานใหญ่ทั่วเรือน ซึ่งแตกต่างกับเรือนล้านนาอื่น ๆ ที่เห็นมา เนื่องจากเรือนนี้คาดว่าสร้างขึ้นในช่วงสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสร้างเรือนให้เข้ากับยุคสมัย

เรือนพื้นบ้านล้านนา (อุ๊ยแก้ว) ผู้เขียนลองเดินอ้อมไปทางหลังเรือน จึงเห็นว่ามีประตูและบันไดที่หลังเรือนด้วย และมีสิ่งที่ผู้เขียนสังเกตเห็นคือ มีไม้ไผ่ตีปิดเป็นห้อง แต่ไม่มีหลังคา คาดว่าน่าจะเป็นห้องน้ำ แต่ผู้เขียนไม่ได้ไปเปิดดูแต่อย่างใด เพราะเริ่มทนร้อนไม่ไหวแล้ว จึงยุติการถ่ายภาพเรือนล้านนาแต่เพียงเท่านี้ และกลับไปร่วมกิจกรรมในภาคบ่ายต่อไป

เรือนพื้นบ้านล้านนา (อุ๊ยแก้ว)

เหตุเพราะความร้อนจนทนไม่ไหว ทำให้ผู้เขียนพลาดการถ่ายภาพเรือนโบราณล้านนาอีกหลายเรือน ซึ่งผู้เขียนได้ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมว่าเรือนที่เหลือคือ เรือนทรงโคโลเนียล (ลุงคิว) ซึ่งก็คือสถานที่ตั้งของสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมล้านนาที่ผู้เขียนมาร่วมกิจกรรมในวันนี้นั่นเอง ต่อมาคือเรือนพื้นถิ่นแม่แตง เป็นเรือนจั่วแฝดยกพื้นสูง และเรือนสุดท้ายคือเรือนทรงปั้นหยา (อนุสารสุนทร) ซึ่งเป็นเรือนไม้ที่ได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก ซึ่งผู้เขียนขอไม่ลงรายละเอียดของเรือนที่ไม่ได้ถ่ายภาพมาในครั้งนี้

ซึ่งการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนาอย่างไม่เป็นทางการในครั้งนี้ ทำให้ผู้เขียนได้เห็นภูมิปัญญาของคนล้านนาในอดีตผ่านการสร้างเรือนล้านนาที่ได้รับอิทธิพลจากต่างถิ่นตามยุคสมัย ในขณะเดียวกันก็ยังคงเอกลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นล้านนาไว้คือการสร้างเรือนด้วยไม้และมีกาแล นอกจากนี้ ผู้เขียนได้ค้นหาประวัติที่มาของแต่ละเรือนเพิ่มเติมในเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นข้อมูลในการเขียนบทความเรื่องนี้ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น หากเพื่อน ๆ ต้องการดูภาพเรือนล้านนาทั้งหมดในมุมสวย ๆ และข้อมูลของแต่ละเรือนอย่างละเอียดแล้ว สามารถเยี่ยมชมที่เว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนาค่ะ


ภาพประกอบทั้งหมดถ่ายโดยผู้เขียน

ขอบคุณข้อมูลพื้นฐานของเรือนล้านนาในพิพิธภัณฑ์จากเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์