ความรู้

โลกธรรม 8 ประการ ในพระพุทธศาสนา

611
คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
โลกธรรม 8 ประการ ในพระพุทธศาสนา

เครดิตภาพจาก https://pixabay.com/images/id-178992/

สวัสดีครับท่านผู้อ่านสายบุญทั้งหลายวันนี้ผู้เขียนมีเรื่องดีดีมานำเสนออีกแล้วครับท่าน วันนี้ผู้เขียนมีธรรมะที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดแต่ไม่ธรรมดา ที่ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดคือ เป็นเรื่องที่อยู่คู่กับเรา ๆ ท่าน ๆ อยู่กับโลกนี้มานานแล้ว และเป็นเรื่องที่เหมือนกับว่าเราจะรู้ และไม่ได้ใส่ใจหรือไม่ได้สนใจ มาดูกันครับว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร

ปรินิพพาน เครดิตภาพจากผู้เขียน (ดร.อาบแสงจันทร์ ต.)

“โลกธรรม 8 ประการ” ใช่ครับ อ่านว่า โลก-กะ-ทำ 8 หมายถึง ความธรรมดาของโลกที่มีปรากฏอยู่คู่กัน 8 อย่าง ได้แก่

มียศ-เสื่อมยศ มีใครปฏิเสธบ้างครับว่าสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนแสวงหา คำว่ายศในที่นี้หมายถึง ชื่อเสียง อำนาจ บารมี การได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง จากสังคมรอบข้าง ถูกต้องหรือไม่ครับ บางคนตอนอยู่บ้านนอกเป็นอีกคนหนึ่งแต่พอมียศ มีอำนาจ มีบารมีกลับกลายเป็นเหมือนคนละคนกันนี้แหละครับที่เรียกว่ามียศ ต่อมาเสื่อมยศ มีใครจะปฏิเสธบ้างครับว่ายศของท่านจะอยู่คู่กับท่านไปตลอด ผู้เขียนคนหนึ่งหละครับที่กล้าเถียงว่า เป็นไปไม่ได้ ผู้เขียนเคยได้ยินเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่งเรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า “มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งในกระทรวงในขณะที่มียศ มีตำแหน่งเวลาไปไหนต้องมีคนเปิดประตูรถให้ จะไปไหนต้องมีคนนำ มีคนล้อมหน้าล้อมหลัง แม้กระทั่งจะเข้าห้องน้ำต้องมีคนนำและไปส่งถึงโถ่ฉี่ (ได้ยินมาว่าอย่างนั้น) แต่พอเกษียณมาทุกอย่างหายหมดครับไปไหนต้องไปเอง ทำอะไรต้องทำด้วยตัวเองหมด (พูดกันเล่น ๆ ว่าแม้แต่สุนัขยังไม่มอง)” นี้แหละครับโลกธรรมที่ว่า เสื่อมลาภ

Advertisement

Advertisement

พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร เครดิตภาพจากผู้เขียน (ดร.อาบแสงจันทร์ ต.)

มีลาภ-เสื่อมลาภ ลาภตัวนี้ในพจนานุกรมหมายถึง สิ่งที่ได้มาโดยไม่คาดคิด แต่ในความเห็นของผู้เขียนขอเพิ่มเติมว่า เป็นสิ่งที่เราแสวงหามาเป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน เงินทอง สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในชีวิตหรือในที่นี้ผู้เขียนหมายรวมถึง ข้าทาส บริวาร ลูกน้อง แม้แต่กระทั่งบุตร ภรรยา สามี เพื่อนฝูง เหล่านี้ด้วย เป็นต้น  ที่เรียกว่ามีลาภ และย่อมคู่กับคำวาเสื่อมลาภมาถึงตอนนี้ผู้เขียนนึกถึงพุทธวจนะของพระพุทธเจ้าในคราวที่ทรงตรัสขึ้นกับนางปฏาจาราครั้งเมื่อนางเสียสติ และวิ่งเข้าไปในท่ามกลางที่พระพุทธเจ้ากรรมแสดงธรรมเพราะได้สูญเสีย บิดา มารดา พี่ชาย สามี บุตร 2 คน มีใจความสำคัญว่า “ดูก่อนปฏาจารา ขึ้นชื่อว่าปิยชนมีบุตรเป็นต้นไม่อาจเพื่อเป็นที่ต้านทาน เป็นที่พึ่งหรือเป็นที่ป้องกันของผู้ไปสู่ปรโลกได้ เพราะฉะนั้นบุตรเป็นต้น เหล่านั้นถึงมีอยู่ก็ชื่อว่าย่อมไม่มีทีเดียว ส่วนบัณฑิตชำระศีลแล้ว ควรชำระทางที่ยังสัตว์ให้ถึงนิพพานของตนเท่านั้น” นี้ก็หมายความว่า ลาภสักการะทั้งหลายนั้นเป็นของไม่ยั่งยืนมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ผู้รู้ (บัณฑิต) ย่อมไม่ยึดติดกับสิ่งเหล่านี้ และพึ่งตั้งหมั่นหาทางไปสู่พระนิพพาน

Advertisement

Advertisement

พระพุทธรูปปางไสยาสน์ เครดิตภาพจากผู้เขียน (ดร.อาบแสงจันทร์ ต.)

มีสุข-มีทุกข์ ถูกต้องครับไม่มีมนุษย์หน้าไหนใช่หรือไม่ครับที่จะปฏิเสธความสุข เช่นกันครับไม่มีมนุษย์หน้าไหนที่จะต้องการความทุกข์ ท่านเชื่อหรือไม่ว่าไม่มีศาสนาไหนในโลกสอนให้อยู่กับทุกข์ เรียนรู้ทุกข์ และหาทางพ้นทุกข์นอกจากศาสนาพุทธ สุขกับทุกข์เป็นของคู่กันครับผู้เขียนเคยคุยกับเพื่อนที่มีลูก ลูกของเขาหน้ารักมากผู้เขียนถามว่า “มีลูกน่ารักอย่างนี้คงมีความสุขละซิท่า” คำตอบที่ตอบกลับมาเขากลับบอกว่า “ก็สุขนะ แต่สุขแบบทุกข์ ๆ ปนกันไป” เห็นไหมหละครับว่าความสุขมันอยู่กับเราได้ไม่นาน ความทุกข์ก็อยู่กับเราได้ไม่นานเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเราจะรับ และเรียนรู้กับมันได้มากน้องเพียงใด

พระพุทธรูปปางไสยาสน์ เครดิตภาพจากผู้เขียน (ดร.อาบแสงจันทร์ ต.)

มีสรรเสริญ-มีนินทา (รวมถึงการติ ตำหนิด้วย) จริงหรือไม่ครับ ขอตอบแทนผู้อ่านทั้งหลายครับว่า จริงแน่นอน “นัตถิ โลเก อนินทิโต แปลว่า คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลกครับ” เช่นเดียวกัน คนไม่ถูกสรรเสริญก็ย่อมไม่มีในโลก (มันต้องมีข้อให้สรรเสริญสักข้อซิน่า) อย่างเพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่งตัวดำเป็นเหนี่ยงหาที่ดีในส่วนของรูปร่างหน้าตาไม่ได้แต่ก็ยังได้รับการสรรเสริญว่า มีความกตัญญู มีน้ำใจ สัจจะธรรมข้อนี้จริงแท้แน่นอนครับสิ่งที่มนุษย์ทุกคนชอบคือการสรรเสริญตรงกันข้ามสิ่งที่มนุษย์ทุกคนไม่ชอบคือการนินทา มันเป็นสัจจะธรรมของโลกครับ แต่เราสามารถนำสิ่งที่เป็นคำนินทา ติ ตำหนิเหล่านั้นมาพัฒนาตัวเองได้ก็แล้วแต่ว่าเราเลือกจะมองหาข้อดีของสิ่งเหล่านั้นหรือไม่ มาถึงตรงนี้ผู้เขียนมีเรื่องจะเล่าอยู่เรื่องหนึ่งครับ “มีนักปั้นพระพุทธรูปคนหนึ่ง เขามีอาชีพปั้นพระขายเมื่อเขาปั้นพระเสร็จโดยคิดว่างามที่สุดแล้วเขาจะยกพระพุทธรูปที่ปั้นนั้นไปไว้หน้าตลาดที่มีผู้คนผ่านไปผ่านมามากมายเป็นประจำ และจะนั่งแอบซุ่มอยู่แถวนั้น เพื่ออะไรทราบหรือไม่ครับ....เขาจะนั่งฟังคนที่ผ่านไป ผ่านมาติพระพุทธรูปที่เขาปั้น เช่น บางคนผ่านมาติดว่าทำไมจมูกพระไม่เท่ากัน บางคนติว่าตาข้างหนึ่งโตกว่าอีกข้าง บางคนติว่าทำไมมือข้างหนึ่งยาวกว่า..เป็นต้น ตกเย็นเขาก็จะเอาพระพุทธรูปกลับไปแก้ไขตามที่ได้ยินมา เขาทำอย่างนี้อยู่ทุก ๆ วันจนกระทั่งคนในตลาดผ่านไปผ่านมาชมว่าสวยไม่มีที่ติ” เห็นไหมละครับนี้หละที่เขาเรียกว่า คนอยู่เป็น อยู่กับโลกได้

Advertisement

Advertisement

พุทธอุทยานวัดป่างิ้ว เครดิตภาพจากผู้เขียน (ดร.อาบแสงจันทร์ ต.)

เป็นไงครับหลักโลกธรรม 8 ประการที่ผู้เขียนนำมาเสนอ หวังว่าผู้อ่านคงจะได้รับสาระประโยชน์ไม่ใช่น้อยลองดูนะครับแล้วท่านจะรู้ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นของจริง...มีจริง และเป็นสิ่งสากลที่สุดสำหรับวันนี้เท่านี้ก่อน้อ...ธรรมสวัสดีครับ

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์