คัดลอกลิงค์

ท่องเที่ยว

ชิลๆ หลบร้อนที่ 'ภูเก็ต' หลงเสน่ห์เมือง... มีมากกว่าทะเล

Travel Love Thailand
Travel Love Thailand
|3 min read
อ่านบทความอื่นจาก Travel Love Thailand
แจ้งตรวจสอบ
ชิลๆ หลบร้อนที่ 'ภูเก็ต'  หลงเสน่ห์เมือง... มีมากกว่าทะเล

ชิลๆ หลบร้อนที่ 'ภูเก็ต'

หลงเสน่ห์เมือง... มีมากกว่าทะเล

ตึกเก่าที่เคยเป็นโรงเรียนสอนภาษาจีน/ถ่ายโดยผู้เขียน

ผมไม่ขอลงเกาะ!” เรายืนยันตั้งแต่ครั้งแรก เมื่อรู้ว่าต้องไปภูเก็ต ไม่ใช่ว่าเบื่อทะเลสีคราม แต่เราอยากเห็นวัฒนธรรมในเมืองมากกว่า รอบนี้เลยวางแผนตระเวนชมในเมืองเก่า ที่ทำให้เราเปลี่ยนความคิดว่า “ภูเก็ตไม่ใช่มีแค่ทะเล”

เช้านี้เรามุ่งตรงไปวัดพระทอง หรือ วัดพระผุด ที่เป็นวัดเก่าแก่ของชาวภูเก็ต ที่เชื่อมโยงความศรัทธาของผู้คนในย่านนี้ไว้อย่างยาวนาน โดย กุลธิดา สังขรักษ์ เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ ในวัดพระทอง จ.ภูเก็ต เล่าว่า วัดพระทองผูกพันกับคนภูเก็ตเชื้อสายจีนมาตั้งแต่ครั้งอดีต ซึ่งจะมีเทศกาลที่ชาวจีนต้องมาไหว้ที่วัดประจำทุกปี

ตามตำนานมีการเล่าว่า พระผุดได้นำมาจากเมืองจีน โดยชาวธิเบต เป็นคนนำพระมากับเรือสำเภา แล้วเรือมาล่มที่อ่าวพังงา จากนั้นพระผุดก็ลอยมากับน้ำ จนมาอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ เดิมพื้นที่วัดเป็นทุ่งนา ข้าง ๆ วิหารจะเป็นคลองขนาดใหญ่ ที่เรือสามารถล่องผ่านไปยังทะเลได้

Advertisement

Advertisement

ต่อมามีตำนานเล่าว่า มีเด็กเอาควายมาผูก เพราะนึกว่าเป็นตอไม้ ทั้งที่จริงเป็นพระเกตุมาลาของพระผุด พอเด็กกลับไปบ้านก็ไม่สบายจนเสียชีวิต จนชาวบ้านฝันว่า มีพระองค์ใหญ่อยู่ตรงนี้ จึงมาช่วยกันขุด แต่ไม่สามารถขุดได้ เพราะใครที่มาขุดจะมีมดแมลง ต่อ แตน เข้ามาลุมกัดต่อยคนนั้น

หรือเช่นตำนานในช่วงสงครามถลาง ที่พม่ายกทัพเข้ามา เมื่อเห็นพระผุดก็พยายามจะขุด ด้วยเห็นว่า มีลักษณะเป็นทองคำ แต่เมื่อขุดแล้วก็เจอต่อแตนต่อย จนเสียชีวิตไปหลายคน จากนั้นเจ้าเมืองถลางก็ให้คนนำปูนที่ทำจากเปลือกหอยมาโบกทับปิดไว้ และหล่อรูปพระพุทธรูปครอบพระผุดองค์เดิมไว้

พิพิธภัณฑ์ในวัด/ถ่ายโดยผู้เขียน

ต่อมาในหลวงรัชกาลที่ 6 เสด็จพระราชดำเนินมาที่วัดแห่งนี้ ในช่วงก่อนที่พระองค์จะขึ้นครองราช ได้เปลี่ยนชื่อ จากพระผุด เป็นพระทอง มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งต่อมาในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาที่วัดแห่งนี้

Advertisement

Advertisement

อีกความพิเศษภายในวิหารพระทอง ด้านบนมีขื่อบนอาคารโดยรอบ โดยบนนั้นมีพระพุทธรูปประจำวันเกิดเรียงราย ที่แรกเริ่มเมื่อจะสร้างวิหาร ทางวัดได้ขอรับบริจาคจากชาวบ้าน คนที่บริจาคจะนำพระประจำวันเกิดมามอบให้วัด เพื่อนำไปประดิษฐานด้านบน ซึ่งเหมือนกับป้ายชื่อของคนที่บริจาคทรัพย์ตามวัดต่าง ๆ ในปัจจุบัน

พระทองมีความผูกพันกับชาวบ้านเชื้อสายจีนมานาน เห็นได้จากก่อนถึงตรุษจีน ศาลเจ้าในพื้นที่จะต้องมาทำพิธีในวิหารพระทอง แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยง ศรัทธามาตั้งแต่อดีต เด็กรุ่นใหม่ หรือชาวจีนหลายคนอาจไม่ทราบถึงประวัติ และความผูกพันนี้ แต่จริงๆ แล้ว วัดแห่งนี้เป็นอีกสถานที่ที่เชื่อมโยงทั้งคนไทย และคนจีนที่อพยพเข้ามาตั้งแต่อดีต”

Advertisement

Advertisement

ด้านพิพิธภัณฑ์ ในวัดพระทอง เกิดจากชาวบ้านในพื้นที่ศรัทธาท่านเจ้าอาวาสในอดีต เลยบริจาคสิ่งของที่มีอยู่ในครัวเรือนซึ่งเป็นของเก่า โดยหลายชิ้นนำมาจากเมืองจีนครั้งที่อพยพเข้ามาในภูเก็ต เช่น หมอนฝิ่น ที่ชาวจีนที่สูบฝิ่นสมัยก่อนจะใช้หนุน

หรือเสื้อกันฝนโบราณของชาวจีน ทำมาจากเส้นใยต้นรกชก คาดว่ามีอายุกว่า 400 ปี แม้แต่เครื่องถ้วยชามจากยุโรป ที่เดิมคนในภูเก็ตทำเหมืองดีบุก มีการค้าขายกับยุโรป จึงนำของมาแลกเปลี่ยน โดยพิพิธภัณฑ์ในวัดพระทองเปิดให้ชมวันอังคาร – อาทิตย์ เวลา8.30 – 15.30 น.

พอสาย ๆ แดดเริ่มร้อน เราเลยหลบเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์เพอรานากันภูเก็ต ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของอาคาร แบ่งเป็นห้องต่างๆ บอกเล่าวิถีชีวิตในแต่ละแง่มุม ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์คอยให้ข้อมูลน่าสนใจ

ห้องแรกบอกเล่าถึงที่มาของชาวเพอรานากัน ส่วนต่อมาเป็นข้อมูลเกี่ยวกับบ้านเรือนบนเกาะภูเก็ต และจำลองบ้านของชาวเพอรานากันให้ได้เดินเข้าไปชม ตั้งแต่หน้าบ้าน เข้าสู่ส่วนแรกของบ้าน คือห้องรับแขก จนถึงส่วนกลางของบ้าน ซึ่งเป็นส่วนอยู่อาศัย ห้องครัว และห้องนอน ทุกมุมจัดแสดงเหมือนบ้านที่มีคนอาศัยอยู่จริง

จำลองการใช้ชีวิตชาวเพอรานากัน/ถ่ายโดยผู้เขียน

โดยเฉพาะห้องครัวมีการจำลองเตาโบราณ จัดวางเครื่องครัวเครื่องใช้ต่าง ๆ มีการฉายภาพเคลื่อนไหวให้ผู้ชมได้เลือกดูข้อมูลอาหารพื้นเมืองภูเก็ตผ่านจอทัชสกรีน

และอีกสถานที่ซึ่งมีประวัติยาวนานคือ พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว เดิมเป็นโรงเรียนสอนภาษาจีนแห่งแรกในภูเก็ต ตัวอาคารแบบชิโนโปรตุกีส แสดงเรื่องราวของชาวจีน เช่น ประเพณี อาชีพแลภูมิปัญญา ซึ่งตัวอาคารสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2477 โดยชาวจีน "ฮกเกี้ยน" บรรพบุรุษชาวจีนรุ่นแรกที่อพยพมาอยู่ที่ ภูเก็ต

ตัวตึกเป็นอาคาร 2 ชั้น ด้านในเป็นห้องโถงกว้างใหญ่ มีห้องทั้งปีกซ้ายและขวา มีบันไดเดินขึ้นชั้นบน ซึ่งมีระเบียงล้อมรอบพื้นที่ว่างที่สามารถมองลงมาชั้นล่าง ในอดีตด้านบนยังใช้เป็นห้องเรียนภาษาจีน ส่วนด้านล่างมักใช้จัดนิทรรศการต่าง ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะด้านศิลปะและวัฒนธรรม บนหน้าจั่วอาคารเรียนมีรูปปูนปั้นเป็นรูปค้างคาวแดง สื่อความหมายถึงการรู้หนังสือคือโชคอันยิ่งใหญ่

อุโมงค์ชมสัตว์น้ำ/ถ่ายโดยผู้เขียน

ส่วนสถานที่ต่อมาคือ สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำภูเก็ต เปิดให้เข้าชมเมื่อปี พ.ศ. 2526 ภายในจัดแสดงปลาใต้ท้องทะเลลึก รวมไปถึงสัตว์น้ำจืด เช่น ปลาการ์ตูน ปลาขี้ตังเบ็ด ปลาฉลาม ปลาหมึก ปลากระเบน เต่าตนุ เต่ากระ มีอุโมงค์ใต้น้ำจัดแสดงปลาทั้งขนาดเล็ก และใหญ่

พอแดดร่มเราก็เริ่มมุ่งหน้าเข้าเมืองไปยังถนนถลาง ในย่านเก่า ที่นอกจากตึกรูปทรงโบราณให้ได้ถ่ายรูปแล้ว ยังมีตลาด และร้านอาหารให้เราได้นั่งทานกันแบบเพลิน ๆ อีกด้วย

การมา 'ภูเก็ต' รอบนี้แม้ไม่ได้ลงทะเลอย่างหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา แต่การมาหลบร้อนเที่ยวในเมืองก็เห็นมิติ ของคนในพื้นที่ ซึ่งมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และเปลี่ยนมุมมองเมืองชายทะเล

ที่ไม่ได้มี แต่ทะเล...

**Cr.ภาพทั้งหมดถ่ายโดยผู้เขียน 

**ชมคลิปได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Xm_aIPSd49U

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด