คัดลอกลิงค์

ความรู้

✏️ มาทำความรู้จัก การวัดผลภาษาอังกฤษแบบต่าง ๆ กันค่ะ

Maprangly
Maprangly
|3 min read
อ่านบทความอื่นจาก Maprangly
แจ้งตรวจสอบ
✏️ มาทำความรู้จัก การวัดผลภาษาอังกฤษแบบต่าง ๆ กันค่ะ

                                                               ( cr. https://unsplash.com/photos/LAaSoL0LrYs )


 

สมัยนี้ไม่ว่าจะเรียนต่อ หรือสมัครงานนั้น ภาษาอังกฤษมีความสำคัญมาก ๆ ในการพิจารณา โดยเกณฑ์ของแต่ละสถาบัน หรือบริษัท หากมีผลสอบภาษาอังกฤษที่รับรองโดยนานาชาติตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จะทำให้เรามีโอกาสสูงในการตอบรับเข้าเรียนต่อ รวมไปถึงทำงานด้วยค่ะ  

 

ว่าแต่การวัดผลภาษาอังกฤษนั้นมีแบบไหนบ้าง? จากประเทศไหนบ้าง ใช้อย่างไร  วันนี้จะมาแนะนำให้เข้าใจง่าย เผื่อเพื่อน ๆ ที่ยังงงกับการสอบแบบต่าง ๆ และกำลังสับสนจะสอบแบบไหน เกณฑ์เป็นอย่างไร  จะมาเล่าให้ฟังค่ะ 

 

ขอเริ่มกันที่แบบแรกที่รู้จักกันดีก่อนเลย คือ 

 

  1. Toefl ( The Test of English as a Foreign Language)  - โทเฟล 

        

                                                                                                 ( cr. flickr

Advertisement

Advertisement

การสอบโทเฟลนั่นเป็นหนึ่งในการสอบที่นิยมมากสำหรับนักเรียนหลาย ๆ คนรวมไปถึงคนทำงาน  ได้รับการรองรับและมีมาตรฐานทั่วโลก โดยจะใช้วัดเลเวลของเราว่าอยู่ในระดับไหน ข้อสอบมีทั้ง ฟัง พูด อ่าน เขียน รวม 4 ทักษะ โดยการวัดคะแนนจะเป็น ส่วนล่ะ 30 คะแนน รวมเป็น 120 คะแนน ซึ่งเป็นแบบใหม่ แต่จะเป็นแบบ iBT ย่อมากจาก internet-Based Testing และแบบ PBT ( paper based testing ) ซึ่งจะทำบนกระดาษและมีเกณฑ์คะแนนเต็มอยู่ที่ 677  ค่ะ  

 

คะแนนโทเฟลสามารถใช้ยื่นสอบเข้าต่อต่างประเทศได้ ส่วนใหญ่จะนิยมในประเทศอเมริกา และมีอายุ 2 ปีค่ะ ใครสนใจอยากจะสมัครสอบ หรือวันเวลา สถานที่สอบในประเทศไทย เช็คข้อมูลได้ที่ลิ้งข้างล่างค่ะ

 

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.ets.org/toefl/ibt/register/

Advertisement

Advertisement

 


 

2.  Ielt ( International English Language Testing System)  - ไอเอลส์

 

                           

                                                                                      ( ภาพโดยนักเขียน )

 

การสอบไอเอลนั้นมีความยากพอ ๆ กับโทเฟลซึ่งจะเป็นที่นิยมในประเทศอังกฤษ  โดยจะสอบรวมทั้ง 4 ทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน ซึ่งพอได้ผลสอบก็จะมาจัดอยู่ในเกณฑ์ 1-9 แล้วแต่ความสามารถทางการใช้ภาษาอังกฤษของเรา  และไอเอลส์จะแบ่งเป็นย่อย ๆ อีกสองประเภทคือ Academic สำหรับเรียนต่อ และ General Training สำหรับคนฝึกงาน ซึ่งจะใช้ทักษะต่างกันนิดหน่อย ดังนั้นอยู่ที่ว่าจุดประสงค์เราจะไปใช้ทำอะไรค่ะ 

ผลสอบไอเอลส์นั้นมีอายุ 2 ปี ดังนั้นหากเราสอบไปแล้วก็สามารถนำไปยื่นใช้ในช่วงเวลาสองปีค่ะ 

Advertisement

Advertisement


ข้อมูลเพิ่มเติม  :  https://www.ielts.idp.co.th/index_th.aspx

 



3.  Toeic (Test of English for International Communication ) - โทอิก

 

         

                                                                 ( cr. https://www.flickr.com/photos/yto/24224217002 )

 

โทอิกนั้นจะไม่ได้ยากเทียบเท่ากับสองอันข้างต้น เพราะเป็นการสอบเพื่อนำไปใช้สำหรับฝึกงาน จะเน้นไปทางฟังและการอ่าน เกณฑ์คะแนนอยู่ที่ 990 คะแนน คนส่วนใหญ่ที่นิยมสอบโทอิกส่วนใหญ่จะทำให้สมัครงาน เช่น โรงแรม สายการบิน หรือไกด์  ไม่นิยมในหมู่ศึกษาต่อค่ะ โทอิกมีอายุ 2 ปีค่ะ นับตั้งแต่ได้รับผลสอบ

 

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.ets.org/

 


 

4. CEFR ( Common European Framework of Reference for Languages )

                                              

                                                                                      ( cr. wikipedia )

อาจจะไม่คุ้นหูในหมู่นักเรียนเอเชียมากนัก แต่ CEFR นั้นเป็นระบบของยุโรปค่ะ    เป็นมาตรฐานสากลที่ยุโรปสร้างขึ้นเพื่อวัดระดับภาษาอังกฤษ โดยมีเกณฑ์ต่าง ๆ บอกไว้ค่ะ จาก A1 A2 B1 B2 C1 C2 โดย A1 จากเป็นเริ่มต้น จบที่ C2 ค่ะที่สามารถใช้ภาษาได้ดีเยี่ยม  จะมีการจัดสอบในศูนย์ภาษาส่วนใหญ่ในยุโรปค่ะ ที่เอเชียยังไม่นิยมใช้นัก หากใครมีโอกาสไปเรียนยุโรปแล้วไม่มีคะแนนโทเฟล ไอเอลส์ แต่มีคะแนน CEFR จากมหาลัย ก็สามารถใช้ตัวนี้ยื่นได้เลยสำหรับเรียนต่อปริญญาโทในยุโรป สำดวกมาก ๆ ค่ะ 

 

ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.efset.org/th/english-score/cefr/

 


 

ทีนี้รู้จักกันไปหมดแล้วนะคะ  สำหรับใครที่กำลังคิดอยู่ว่าจะนำคะแนนสอบไปใช้เรียนต่อ หรือ สมัครงานก็ให้เลือกตามจุดประสงค์หลักของเรา รวมไปถึง ประเทศที่เราจะไป หากไปแถมอเมริกาก็แนะนำเป็น Toefl หรือฝั่งอังกฤษ ออสเตรเลีย ก็แนะนำเป็น Ielt แต่ถ้าจะนำไปสมัครงานสายอาชีพก็ Toeic ค่ะ 

 

ในส่วนของ CEFR นั้นยังไม่มีในประเทศไทย แต่ใครที่ได้ไปเรียนในยุโรปแล้วละก็ ก็ลองหาสอบดูค่ะ รับรองว่าชีวิตเรานั้นจะง่ายขึ้นมาก ๆ

ขอให้ทุกคนโชคดีในการสอบค่ะ !

 



 

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด