คัดลอกลิงค์

บันเทิง

🎬5️⃣ หนังประวัติศาสตร์ที่คุณห้ามพลาด /✋ 5 Must-watch history movies

864
Whynottravel
Whynottravel
|4 min read
อ่านบทความอื่นจาก Whynottravel
แจ้งตรวจสอบ
🎬5️⃣ หนังประวัติศาสตร์ที่คุณห้ามพลาด /✋ 5 Must-watch history movies

 

                    การไม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ก็จะทำให้มีโอกาสซ้ำรอยเดิมได้  แม้ว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องที่น่าสนุก แต่ก็แฝงเรื่องน่าเศร้าไปพร้อม ๆ กัน เพราะประวัติศาสตร์มีทั้งเรื่องสงคราม ผลประโยชน์ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประวัติศาสตร์ตั้งแต่เราจำความได้  การเรียนรู้เรื่องราวในอดีตเป็นการเรืยนรู้ที่จะรับมือกับอนาคตเพื่อไม่ให้เราเดินกลับไปทำผิดอีกครั้ง และยังเป็นการเปิดมุมมอง เรียนรู้เหตุผลการกระทำมากกว่าตัดสินเรื่องราวจากด้านเดียว หากแต่เราต้องใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล เพราะเรามักจะได้ยินบ่อย ๆ ว่า ผู้ชนะมักจะเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์  (History is always written by the winners.  ) นั้นเอง  

 

                    ใครหลาย ๆ คนมักจะคิดว่าเรียนประวัติศาสตร์เป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย เพราะหนังสือประวัติศาสตร์แต่ละเล่มนั้นช่างหนา เหมาะกับการมาทำเป็นหมอนมากกว่าหาประโยชน์ แต่จริง ๆ แล้ว การเรียนประวัติศาสตร์สามารถเกิดได้จากการชมภาพยนตร์ ซึ่งสนุกกว่าการอ่านมากทีเดียว เพราะประวัติศาสตร์จะไม่น่าเบื่ออีกต่อไปค่ะ

Advertisement

Advertisement

 

                      วันนี้จะมาแนะนำหนังประวัติศาสตร์รอบโลกที่คุณต้องห้ามพลาดเด็ดขาด จะมีเรื่องอะไรบ้าง ไปชมกันเลยค่ะ 


 



 

  1. Argo ( 2012 ) - แผนฉกฟ้าแลบลวงสะท้านโลก

 

                                                                      argo poster

                                                                        ( cr. official Poster from WarnersBros )

 

              

                 หนังรางวัลออสการ์แสดงโดยนักแสดงชื่อดัง Ben Affleck เป็นเรื่องราวจากหน้าประวัติศาสตร์ ในวิกฤตตัวประกันอิหร่าน ช่วงอิหร่านเปลี่ยนจากระบอบจากระบอบกษัตริย์มาเป็นรัฐอิสลาม ( Islamic State ) มีการประท้วงบนท้องถนนรวมไปถึงบุกสถานฑูตอเมริกา จับชาวอเมริกันไว้ 50 คน มี 6 คนที่หนีรอดออกมาได้ แอบอยู่ในสถานฑูตแคนาดาเพื่อรอการช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐ จนเกิดเป็นภารกิจช่วย 6 คนที่เหลือผ่านคณะทำหนังที่ปลอมตัวจากหน่วย CIA  เรื่องราวจะสนุกขนาดไหน ต้องไปหาดูค่ะ รับรองว่าตื่นเต้น ลุ้นไปกับภารกิจจนไม่อยากจะลุกไปห้องน้ำเลยสักนาทีเดียว   

Advertisement

Advertisement

 


 

2.  Schindler list ( 1993 ) - ชะตากรรมที่โลกไม่ลืม

 

                                       Movie poster

                                                                          ( cr. Official Poster from Universal )

 

                     หนังรางวัลออสการ์ 7 สาขา ของผู้กำกับชื่อดัง Steven Spielberg  ที่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังคลาสสิคขึ้นหิ้งตลอดกาลอีกเรื่อง เป็นเรื่องของนักธุรกิจผู้มีวาทศิลป์ในยุคสงครามโลก นาซีมีอำนาจรุ่งเรือ ออสการ์ ซินด์เลอร์ ( Oskar Schindler ) เปิดโรงงานผลิตเครื่องครอบ โดยได้แรงงานจากชาวยิวผู้ตกเป็นนักโทษในค่ายกักกัน  เค้าถูกมองเป็นปีศาจจนท้ายสุด เวลาทำให้เค้าเห็นถึงความโหดร้ายของสงคราม และการปรณิบัติต่อชาวยิวราวกับไม่ใช่คน การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เค้าต้องช่วยเหลือชาวยิว 1,100 ที่ทำงานในโรงงานเค้า จนสุดท้ายพวกเขาเป็นอิสระ และเขากลับถูกจับในฐานะอาชญากรสงคราม  แต่ชื่อของเขาเป็นที่จดจำในฐานะผู้ช่วยชีวิตชาวยิว  

Advertisement

Advertisement

                      เตรียมทิชชู่และเตรียมใจให้พร้อม เพราะจะเป็นสามชั่วโมงที่ทำให้ใจคุณหนักอิ้งแต่คุ้มค้าทุกนาทีค่ะ

 


 

3.  Hotel Rwanda ( 2004)  - รวันดา ความหวังไม่สิ้นสูญ

 

                                                    Image result for hotel rwanda

                                                                          ( cr. Official Poster from MGM  )


 

                 เราแตกต่างกันตรงไหน ?  เป็นคำเปรยของหนังเรื่องนี้ โฮเทล รวันดาเป็นหนังที่ทำมาจากเรื่องราวการฆ่าเผ่าพันธ์ในรวันดาระหว่างสองชนเผ่าที่อยู่ร่วมกันในประเทศ ความขัดแย้งของชนเผ่า ทุตซี่และฮูตู บานปลายจนเกิดการฆ่ากันในปี 1994 ตลอดระยะเวลา 100 วันผู้คนต่างออกมาจับอาวุธฆ่า แม้กระทั้งเพื่อนบ้านที่ต่างชนเผ่า โดยเรื่องจะเล่าผ่านตัวละครเอก ชื่อ พอลที่เป็นผู้จัดการโรงแรม 4 ดาวในรวันดา แม้ว่าเค้าจะเป็นชาวฮูตู แต่ได้ช่วยเหลือชาวทุตซี่ตลอดระยะเวลาสามเดือน โดยให้สินบนกับคนเหล่านั้นไม่ให้บุกเข้ามาในโรงแรม   หนังได้รางวัลออสการ์สาขาภาพยนต์ยอดเยี่ยมรวมถึงผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม ไม่เป็นที่แปลกใจเลยทำไมคุณควรจะต้องดูหนังเรื่องนี้ค่ะ 


 


 

4.   Lawrence of arabia ( 1962 )  - ลอเรนซ์แห่งอาราเบีย

 

                                  

                                                                                        ( cr. wikipedia )

 

 

                    หนังคลาสสิครุ่นเดอะ ที่คว้ารางวัลออสการ์ถึง 7 รางวัล รวมถึงสาขาภาพยอดเยี่ยมโดยผู้กำกับชาวอังกฤษอย่าง David Lean  หนังมีความยาวถึง 4 ชั่วโมงบอกเล่าถึงเรื่องราวของทหารอังกฤษนามว่า Thomas Edward Lawraence หรือ T.E Lawrence ที่กลายมาเป็นวีรบุรุษของอาหรับต่อสู้กับชาวเติร์กในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

                    หนังได้แสดงถึงความสวยงามของทะเลทราย เรื่องราวของการเมืองที่เข้มข้นจากหน้าประวัติศาสตร์ การแย่งชิงแผ่นดินกันในโลกอาหรับ ไม่แปลกใจเลยทำไมถึงกลายเป็นหนังคลาสสิคอมตะ ที่ต้องหามาดู แม้แต่ผู้กำกับชื่อดังอย่าง steven spielberg ยังยกย่องให้เป็นผลงานขึ้นหึ้งระดับเทพที่ต้องซูฮก  นอกจากเนื้อเรื่องจะดูได้เรื่อย ๆ ภาพสวยงาม และเพลงประกอบก็ยังไพเราะเพราะพริ้ง ใครชื่นชอบภาพสวย ๆ แนวทะเลทราย แต่ได้ความรู้ด้วยต้องไม่พลาดค่ะ 

 


 

5.  Thirteen days ( 2000 ) - 13 วัน ปฏิบัติการหายนะโลก

 

                                                                          

                                                                                   ( cr. wikipedia  )


 

                  จะมีครั้งหนึ่งที่โลกเคยเข้าใกล้คำว่า จุดจบของโลกที่สุดก็อยู่ในเหตุการณ์ในหนังเรื่องนี้แหละค่ะ เพราะในยุคสงครามเย็นที่อเมริกาและสหภาพโซเวียตแข่งขันกันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ไม่ปะทะกันซึ่ง ๆ หน้า ใช้จิตวิทยาในการเล่นงานกัน

                  เรื่องราวในหนังเกิดขึ้นเมื่อ สหรัฐติดหัวรบไว้ในตุรกี ซึ่งใกล้กับสหภาพโซเวียด ( USSR ) และกลับกัน โซเวียดจึงติดหัวรบในประเทศที่ถือว่าใกล้สหรัฐมาก ๆ นั่นคือ คิวบา จึงทำให้เกิดวิกฤตที่เรียกว่า วิกฤตคิวบา ( Cuba Crisis )  เป็นช่วงระยะเวลา 13 วันที่โลกเข้าใกล้สงครามโลกครั้งที่ 3 มากที่สุด เพราะถ้าเกิดจริง ๆ แล้วก็คงต้องถึงจุดอวสารเพราะอย่างที่รู้กันว่า จำนวนอาวุธนิวเคลียร์ของทั้งสองประเทศรวมกัน หากนำมาใช้ในสงครามตอบโต้กันแล้วโลกคงจะต้องถึงจุดจบ แต่โชคดีที่ ผู้นำของทั้งสองประเทศในตอนนั้นคือ ฝ่ายประธานธิบดีเคนเนดี้ ( John F. Kenedy ) ของสหรัฐอเมริกาและนีกีตา ครุชชอฟ ( Nikita Khrushchev) จากโซเวียต เลือกที่จะใช้การเจรจามากกว่า สงครามตอบโต้  ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อใครเลย 

                  เรื่องนี้ทำให้เราเห็นมุมของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนและผู้นำต้องมีเหตุผล สติ รวมถึงทีมที่ดีเพราะการตัดสินใจบางอย่าง จากข้อมูลด้านเดียวจากกลุ่มคนกลุ่มนึง อาจจะทำให้ไม่เกิดผลดีต่อประเทศและมนุษยชาติเลย  ต้องหามาดูเพราะสนุกจนไม่อยากกระพริบตาเลยละคะ

 

 


 

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด