คัดลอกลิงค์

ความรู้

สรุป 69 ข้อคิด จากหนังสือขายดี! "หลักคิดที่คนญี่ปุ่นพกไปทำงานทุกวัน"

Style Neemmy
Style Neemmy
|6 min read
อ่านบทความอื่นจาก Style Neemmy
แจ้งตรวจสอบ
สรุป 69 ข้อคิด จากหนังสือขายดี! "หลักคิดที่คนญี่ปุ่นพกไปทำงานทุกวัน"

 

1) คนที่แม้แต่เรื่องเล็กน้อยก็ยังทำอย่างเต็มที่ไม่ได้

 

ย่อมไม่มีทางทำเรื่องใหญ่ๆ ได้

 

.

 

2) คาถาA.B.C. ที่คนญี่ปุ่นใช้กัน

 

A มาจากอักษรตัวแรกของคำว่า “Atarimae” หมายถึง เรื่องธรรมดา

 

B มาจากอักษรตัวแรกของคำว่า “Baka ni naru” หมายถึง ทุ่มสุดตัว

 

C มาจากอักษรตัวแรกของคำว่า “Chanto suru” หมายถึง ทำให้ดีที่สุด

 

รวมกันแล้ว คาถา A.B.C. จึงหมายถึง การทุ่มสุดตัวทำเรื่องธรรมดาให้ดีที่สุด

 

.

 

3) ถ้าทุ่มสุดตัวและทำให้ดีที่สุด

 

เราจะมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น

 

และสามารถปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นได้

 

.

 

4) คนที่ประสบความสำเร็จ คนที่โชคดี

 

หรือคนที่มีชีวิตก้าวหน้า คือ คนที่เลือกเดินตรงจุดที่เป็น “พื้นที่แห่งความสุข”

 

.

 

5) ส่วนคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ คนที่โชคไม่ดี

 

และคนที่มีชีวิตไม่ก้าวหน้า คือ คนที่เลือกเดินตรงจุดที่เป็น “พื้นที่แห่งความทุกข์”

Advertisement

Advertisement

 

.

 

6) ปัจจัยพื้นฐานของการมีชีวิตที่ก้าวหน้า คือ

 

- การมองไปข้างหน้าอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

 

- การมีวิธีคิดที่ถูกต้อง

 

- การหมั่นศึกษาหาความรู้เพื่อเพิ่มทักษะในสิ่งที่ทำอยู่

 

.

 

7) ถ้าคิดเรื่องต่างๆ แบบก้าวหน้า

 

ชีวิตของเราก็จะหันไปในทิศทางของ “ความสำเร็จ”

 

.

 

8) แต่ถ้าคิดเรื่องต่างๆ แบบถอยหลัง

 

ชีวิตของเราก็จะวกไปในทิศทางของ “ความล้มเหลว”

 

.

 

9) ไม่ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะดีหรือร้าย

 

ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับว่าเราจะคิดอย่างไร

 

.

 

10) การคิดแบบก้าวหน้าอาจช่วยให้เราร่ำรวยได้

 

แต่ช่วยให้มีความสุขไม่ได้

 

ภาพโดย Sasin Tipchai จาก Pixabay เครดิตรูปภาพ : ภาพโดย Sasin Tipchai จาก Pixabay 

 

 

 

11) นอกจากการคิดแบบก้าวหน้าแล้ว

 

อีกปัจจัยหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือ

 

“การทำให้คนรอบข้างมีความสุข”

 

.

 

12) คนที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงสุด

Advertisement

Advertisement

 

เขาจะคิดเสมอว่า “จะทำประโยชน์ให้กับคนอื่นและสังคมได้อย่างไรบ้าง”

 

.

 

13) ความสำเร็จและความสุข คือ

 

รางวัลตอบแทนจากการทำให้คนอื่นมีความสุข

 

.

 

14) ยิ่งทำให้ผู้คนมีความสุขได้มากเท่าไหร่

 

ก็จะยิ่งได้รับความสุขตอบแทนกลับมามากเท่านั้น

 

.

 

15) การเสียสละตัวเองเพื่อครอบครัว บริษัท หรือสังคมไปเรื่อยๆ

 

อย่างไม่มีวันสิ้นสุดไม่ใช่ชีวิตที่ดี

 

.

 

16) เช่นเดียวกับการเสียสละครอบครัวไปอย่างสิ้นเชิง

 

เพื่อประโยชน์ของบริษัทหรือสังคม

 

.

 

17) เมื่อมีฝั่งอุดมคติ ก็จะมีฝั่งความเป็นจริงอยู่ตรงกันข้าม

 

โดยมีช่องว่างขนาดใหญ่แยกสองฝั่งนี้ออกจากกัน

 

.

 

18) สิ่งสำคัญจึงเป็นการคิด ว่ามันเป็นเรื่องที่ทำได้

 

และพยายามทำความเป็นจริงให้เข้าใกล้อุดมคติมากที่สุด

 

.

 

19) โลกนี้ไม่ใช่โลกของ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก”

 

แต่เป็นโลกที่ “ผู้อยู่รอดคือผู้ที่เหมาะสมที่สุด”

Advertisement

Advertisement

 

.

 

20) เราไม่จำเป็นต้องกำจัดคู่แข่งให้พ้นทาง

 

แค่พยายามทำสิ่งที่เหมาะสมและทำให้ดีที่สุดก็มีโอกาสชนะแล้ว

 

ภาพโดย Sofia Terzoni จาก Pixabay เครดิตรูปภาพ : ภาพโดย Sofia Terzoni จาก Pixabay 

 

 

 

21) กุญแจสู่ความสุขและความสำเร็จ คือ

 

ไม่โกหกหลอกลวง ทำให้คนอื่นมีความสุข

 

ให้ความสำคัญกับคนรอบข้าง

 

และคนที่ซื่อสัตย์จริงใจ

 

.

 

22) แทนที่จะคิดว่าตัวเองจะได้อะไรบ้างจากการประสบความสำเร็จ

 

ให้หันมาสนใจว่าควรใช้ชีวิตอย่างไร จึงจะประสบความสำเร็จจะส่งผลดีมากกว่า

 

.

 

23) “เล่นกับของเสียความมุ่งมั่น เล่นกับคนเสียคุณธรรม”

 

หมายความว่า หากยึดติดกับวัตถุมากเกินไป เราจะลืมความมุ่งมั่นที่มี

 

ต่อสิ่งอื่นในชีวิตที่สำคัญกว่า และถ้าดูหมิ่นไม่ให้ความเคารพต่อเพื่อนมนุษย์

 

เราตะกลายเป็นคนที่ไม่คุณธรรมไปโดยไม่รู้ตัว

 

.

 

24) คนที่ยึดติดกับวัตถุมากๆ จะรู้สึกว่า ยิ่งได้ครอบครองสิ่งของมากเท่าไหร่

 

ก็ยิ่งทำให้ตัวเองเหนือกว่าคนอื่นมากเท่านั้น

 

.

 

25) บางคนพอได้เลื่อนตำแหน่งก็เริ่มวางอำนาจ

 

ปฏิบัติกับคนอื่นปราศจากความเคารพ

 

คนกลุ่มนี้มีความสุขที่ได้บงการคนอื่น

 

.

 

26) คนที่ “เล่นกับคน” แบบนี้ไม่มีทางไปถึงจุดสูงสุดของชีวิตได้

 

.

 

27) ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังจากประสบความสำเร็จแล้ว

 

เราก็ไม่ควรยึดติดกับวัตถุและไม่ปฏิบัติกับคนอื่นอย่างไร้ความเคารพ

 

.

 

28) ชีวิตมนุษย์ก็เหมือนลูกตุ้ม บางครั้งหลงทาง

 

หรือมีเรื่องให้กลัดกลุ้มจนกลัดแกว่งไปมาซ้ายขวาบ้าง

 

.

 

29) สิ่งสำคัญ คือ เมื่อกวัดแกว่งแล้วสุดท้ายจะกลับมายังจุดที่อยู่ตรงกลาง

 

ซึ่งเป็น “ทางสายกลาง” ได้หรือไม่ต่างหาก

 

.

 

 30) ทัศนคติและมุมมองเป็นอย่างไร

 

สถานะทางสังคมของเราก็จะเป็นอย่างนั้น

 

ภาพโดย Igor Ovsyannykov จาก Pixabay เครดิตรูปภาพ : ภาพโดย Igor Ovsyannykov จาก Pixabay 

 

 

 

31) สิ่งสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์ประสบความสำเร็จได้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

คือ การมีจิตใจที่ซื่อตรง

 

.

 

32) แม้จะเป็นงานที่ดูเผินๆแล้วง่ายดาย และไม่ได้สลักสำคัญอะไร

 

แต่ถ้าเราทุ่มสุดตัวจนเข้าถึงแก่นของมันได้

 

สักวันมันจะกลายเป็นข้อได้เปรียบที่ส่งผลอย่างมาก

 

ต่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

 

.

 

33) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เราก็สามารถเรียนรู้จนเข้าใจหลักการพื้นฐานได้

 

ภายในเวลา 3 ชั่วโมง

 

.

 

34) การทำงานแบบสักแต่ให้เสร็จหรือได้ผลลัพธ์มาเร็วๆ

 

จะทำให้เราเป็นได้แค่ “คนที่ทำงานเร็ว”

 

แต่ไม่อาจก้าวหน้าไปไกลกว่านั้นได้

 

.

 

35) ยิ่งเป็นงานที่ไม่เลือกเอง

 

ยิ่งต้องทำให้ดีที่สุด

 

.

 

36) แม้จะเป็นงานธรรมดาก็ไม่ควรสักแต่ทำให้เสร็จไป

 

เราควรทุ่มสุดตัวทำให้ดีที่สุด แล้วงานที่เคยดูน่าเบื่อ

 

หรือไม่มีความหมายจะกลายเป็นงานที่มีคุณค่าไปโดยไม่รู้ตัว

 

.

 

37) คนที่ทุ่มสุดตัวทำเรื่องธรรมดาให้ดีที่สุดจะเป็นผู้ชนะในตอนท้าย

 

.

 

38) แนวทางในการทำธุรกิจที่ดีที่สุดไม่ได้อยู่ที่การโฆษณาหรือการตลาด

 

แต่อยู่ที่การทุ่มสุดตัวทำ “เรื่องธรรมดา”

 

ซึ่งก็คือ การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพให้ดีที่สุด

 

.

 

39) เราไม่ควรทำอะไรโดยหวังแต่ผลประโยชน์ระยะสั้น

 

แต่ควรทำโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ระยะยาว

 

.

 

40) หากไม่ลงมือทำ เราจะเอาแต่คิด

 

แล้วก็กลัวจนเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย

 

ภาพโดย マサコ アーント จาก Pixabay เครดิตรูปภาพ : ภาพโดย マサコ アーント จาก Pixabay 

 

 

 

41) ถ้าได้ลงมือทำจริงๆ ก็จะพบว่าไม่มีอะไรน่ากลัวเลย

 

ตรงกันข้าม ถ้ามัวแต่คิดถึงเหตุผลร้อยแปดอยู่ในหัว

 

เราจะกลัวจนไม่อาจก้าวไปข้างหน้าได้แม้แต่ก้าวเดียว

 

.

 

42) มนุษย์ไม่ได้ต้องการเหตุผล แต่ต้องการความรู้สึกประทับใจ

 

.

 

43) คนที่ประสบความสำเร็จ มักเป็นคนที่มองหาข้อดีของคนอื่น

 

ไม่ใช่มองหาแต่ข้อเสีย

 

.

 

44) คนที่มองเห็นข้อดีของคนอื่นจึงประสบความสำเร็จมากกว่า

 

คนที่มองเห็นแต่ข้อเสียของคนอื่น

 

.

 

45) หากเอาแต่มองข้อเสียของคนอื่น

 

สุดท้ายมันจะเป็นข้อเสียของเราเอง

 

.

 

 46) การไม่สามารถนำข้อดีของคนในทีมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้

 

ถือเป็นข้อบกพร่องของหัวหน้า

 

.

 

47) เมื่อใครทำสิ่งไม่ดีก็ต้องเตือนให้เขารู้ว่าไม่ดี

 

ถ้าเราไม่ตักเตือนเขาก็จะไม่รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี

 

และจะทำผิดพลาดซ้ำๆ อยู่แบบนั้น

 

.

 

48) ถ้าเรื่องไหนทำได้ดีก็ให้ชมตัวเองว่า “พยายามได้ดีมากเลยนะ”

 

แต่ถ้าเรื่องไหนทำได้ไม่ดีก็ต้องเตือนตัวเองว่า “ต้องพยายามมากกว่านี้นะ”

 

.

 

49) เราควรทำงานอย่างเต็มความสามารถ

 

ไม่ใช่แค่อาศัยชื่อเสียงของบริษัท

 

แล้วเราจะสามารถสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมชนิดที่มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้

 

.

 

50) การทำงานอย่างเต็มความสามารถ

 

จะทำให้ทุกคนยอมรับเราว่าเป็นมืออาชีพ

 

สิ่งที่ตามมาคือ เราจะสนุกไปกับการทำงาน

 

และรู้สึกภูมิใจที่คนอื่นยอมรับในความสามารถของเรา

 

ภาพโดย Myriam Zilles จาก Pixabay เครดิตรูปภาพ :  ภาพโดย Myriam Zilles จาก Pixabay 

 

 

 

51) บริษัทเป็นสถานที่ให้คนมาทำงาน

 

ไม่ใช่สถานที่สำหรับอวดประวัติการศึกษา

 

.

 

52) ถ้าตั้งเป้าว่าจะเป็นมืออาชีพ

 

เราจะเริ่มจากการมองหาว่าตัวเองถนัดอะไร

 

แล้วทุ่มเทขัดเกลาทักษะด้านนั้นให้เฉียบคมยิ่งขึ้น

 

.

 

53) อย่าลืมว่ามนุษย์มีเวลาอยู่อย่างจำกัด

 

เราไม่ควรใช้มันไปกับเรื่องที่ไม่ถนัด

 

.

 

54) หากอายุยังไม่มากและคิดว่ามีความสุขกับการทำสิ่งนั้นไปทั้งชีวิตจริงๆ

 

ก็ควรเปลี่ยนงานอดิเรกให้เป็นอาชีพไปเลยดีกว่า

 

.

 

55) เราควรใช้เวลาไปกับสิ่งที่ชอบและทำได้ดีไม่แพ้ใคร

 

.

 

56) แทนที่จะเสียเวลาฝึกฝนเรื่องที่ไม่ถนัด

 

จนมีความสามารถระดับกลางๆ

 

ควรหันมาทุ่มสุดตัวทำเรื่องที่ถนัดจนกลายเป็นอาชีพดีกว่า

 

.

 

57) นำประสบการณ์ที่ได้ไปต่อยอดเป็นทรัพย์สิน

 

โดยศึกษาเพิ่มเติม และสอบเอาใบรับรองมาจนได้

 

.

 

58) สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เอกสารเหล่านั้น

 

แต่อยู่ที่การสั่งสมความรู้เพิ่มเติม

 

.

 

59) งานที่ทำเพื่ออิ่มท้อง คือ งานที่ต้องทำเพื่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอด

 

ส่วนงานที่ทำเพื่ออิ่มใจ  คือ งานที่ทำเพราะชอบหรืออยากทำ

 

.

 

60) “วิธีคิด” จะเป็นตัวกำหนดชีวิตที่เหลืออยู่

 

ภาพโดย Free-Photos จาก Pixabay เครดิตรูปภาพ : ภาพโดย Free-Photos จาก Pixabay 

 

 

 

61) เรารู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้ทำงานนี้บ่อยครั้งแค่ไหน

 

นี่คือตัวตัดสินว่าเรากำลังทำงานเพื่ออิ่มใจอยู่หรือไม่

 

.

 

62) ให้ลองถามตัวเองดูว่า

 

“ถ้าเกิดใหม่อีกครั้งจะยังอยากทำงานนี้อยู่หรือไม่”

 

.

 

63) จงใช้ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวให้เต็มที่

 

.

 

64) ไม่สำคัญว่าเราจะเกิดมาได้เปรียบหรือเสียเปรียบแค่ไหน

 

เพราะสุดท้ายแล้วมันอยู่กับว่าเราจะนำศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัว

 

ออกมาใช้ได้เต็มที่หรือไม่

 

.

 

65) ความสุขที่สุดของชีวิตคือการ

 

“ได้เป็นตัวเองในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

 

ซึ่งคือการใช้ศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวให้เต็มที่

 

.

 

66) จงอยู่ในสถานที่ที่หิ่งห้อยตัวน้อยอย่างคุณเปล่งแสงได้เจิดจ้าที่สุด

 

.

 

67) เราต้องพยายามช่วยให้คนรอบข้างเปล่งแสงไปพร้อมกับเราด้วย

 

แล้วเราจะเป็นที่รักของคนเหล่านั้น

 

.

 

68) ถ้าเราเปล่งแสงอยู่คนเดียว หรือถ้าถึงขั้นยอมทำร้ายคนอื่น

 

เพื่อให้ตัวเองได้เปล่งแสงเจิดจ้า คนรอบข้างก็อาจรู้สึกไม่พอใจ

 

และเราจะเป็นศูนย์รวมความเกลียดชัง

 

.

 

69) ในยามยากลำบากจะมีคนมาช่วยเรามากน้อยแค่ไหน

 

ก็ขึ้นอยู่กับว่าในยามสบาย เราได้ช่วยเหลือคนอื่นมากน้อยแค่ไหน

 

============================================

 

แอดจะขอสรุปแค่ในส่วนของบทที่ 1-2 ก่อนนะคะ

 

ไว้บทความหน้าแอดจะมาสรุปให้ในส่วนของบทที่ 3-4 ต่อไปค่ะ

 

.

 

ซึ่งในหนังสือเล่มนี้จะมีทั้งหมด 4 บทด้วยกัน

 

เป็นหลักคิดของคนญี่ปุ่นที่ใช้ในการทำงานอย่างแท้จริง

 

เล่มเล็ก อ่านง่าย พอพาสะดวก ราคาไม่แพง

 

หนังสือเครดิตรูปภาพ : เพจเฟซบุ๊กรีวิวหนังสือดีดี

 

 

 

ใครสนใจสามารถสั่งซื้อตามช่องทางด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ

 

รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ ^-^

 

FB: https://www.facebook.com/Palibrary.official/

IG: https://www.instagram.com/palibrary.official/

 

=======================================

 

“หลักคิดที่คนญี่ปุ่นพกไปทำงานทุกวัน”

 

ผู้เขียน : โคมิยะ คาสุโยชิ

 

.

 

หมวด : ธุรกิจ

 

สำนักพิมพ์ : วีเลิร์น

 

จำนวน : 184 หน้า

 

ราคาปก : 195 บาท

 

=============================================

 

FB : https://www.facebook.com/Bookslovercommunity/

Website : https://bookslovercommunity.home.blog/

IG : https://www.instagram.com/bookslover_community/

Blockdit : https://www.blockdit.com/neemmy.bk

 

================================================

 

เครดิตรูปภาพหน้าปก : ภาพโดย Sasin Tipchai จาก Pixabay 

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด