ไลฟ์แฮ็ก

วางเงินอย่างไรให้งอกเงย สำหรับคนไม่ชอบความเสี่ยง

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
วางเงินอย่างไรให้งอกเงย สำหรับคนไม่ชอบความเสี่ยง

(ขอบคุณภาพปกบทความจาก Nattanan Kanchanaprat from Pixabay โดยผู้เขียนตกแต่งข้อความเพิ่มเอง)

สวัสดีค่ะผู้อ่านที่น่ารักทุกคน วันนี้ขอมาในธีมเกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ บ้างนะคะ เนื่องจากผู้เขียนเห็นว่าปัจจุบันมีผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการออม การลงทุน รวมทั้งการวางแผนเกษียณเยอะขึ้น ในฐานะที่ผู้เขียนมีความสนใจเกี่ยวกับการเงินการลงทุนเป็นพิเศษ วันนี้เลยอยากจะมาแชร์แนวทางการบริหารจัดการเงินให้งอกเงยด้วยวิธีที่เหมาะสมกับจริตของคนที่ไม่ชอบความเสี่ยงสักเท่าไรนักค่ะ

ก่อนอื่นก่อนที่จะมุ่งไปสู่เนื้อหา ผู้เขียนอยากจะให้ทุกคนลองสำรวจตัวเองดูก่อนค่ะ ว่าแต่ละคนจัดเป็นผู้ลงทุนประเภทไหน เพื่อไม่ให้ซับซ้อน จะขอแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มนะคะ 

กลุ่มที่ 1 : รับความเสี่ยงได้น้อย เป็นกลุ่มคนที่ค่อนข้างจะอนุรักษ์นิยม มีความต้องการที่จะรักษาเงินต้นไว้ยิ่งชีพ ผลตอบแทนน้อยหน่อยไม่เป็นไร แต่ขอให้เงินไม่หายไปไหน 

Advertisement

Advertisement

กลุ่มที่ 2 : รับความเสี่ยงได้ปานกลาง เป็นกลุ่มของผู้ที่ยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้นอีกนิดหน่อย ขาดทุนได้บ้างไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยขอให้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ หรือสูงขึ้นมาหน่อยก็ยังดี

กลุ่มที่ 3 : รับความเสี่ยงได้สูง เป็นกลุ่มของคนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงที่เงินต้นจะสูญหายได้ในระดับหนึ่ง เพื่อแลกกับผลตอบแทนในระยะยาวที่สูงขึ้นค่ะ

ซึ่งการที่เราเป็นคนกลุ่มไหนนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยค่ะ เช่น 1. อายุ ยิ่งอายุน้อย จะยิ่งรับความเสี่ยงได้มาก เพราะยังมีเวลาแก้ตัว 2. นิสัยส่วนบุคคล อันนี้ก็ตรงตัวค่ะ ขึ้นอยู่กับนิสัยของแต่ละคนเลยค่ะ 3. ฐานะทางบ้าน ซึ่งคนที่มีฐานะดีอยู่แล้ว ก็มีแนวโน้มจะรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากขึ้น เป็นต้นค่ะ

สำหรับใครที่ยังมองไม่เห็นภาพ หรือไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นคนแบบไหนกันแน่ หรือกลัวว่าจะ bias กับตัวเอง ผู้เขียนแนะนำให้ลองทำแบบสอบถามจากเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทสไทย โดยสามารถ click ได้จากลิ้งก์นี้เลยค่ะ https://www.set.or.th/education/th/online_classroom/risk.html

Advertisement

Advertisement

ซึ่งจะมีคำถามทั้งหมด 10 ข้อ ขอให้ตอบตามความเป็นจริงที่ตรงกับตัวเรามากที่สุดค่ะ โดยเมื่อทำแบบสอบถามเสร็จแล้ว ทางเว็บไซต์จะประมวลผลให้เลยว่าเราเป็นคนประเภทไหนค่ะ

(ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://www.set.or.th/education/th/online_classroom/risk.html)

สำหรับบทความนี้ ผู้เขียนจะมุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มคนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำและเน้นความปลอดภัยของเงินต้นเป็นหลักค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้มักจะได้รับคำแนะนำให้เน้นการลงทุนในเงินฝาก หรือการฝากเงินกับสถาบันการเงินนั่นเองค่ะ เนื่องจากมีการรับประกันเงินต้นในระดับหนึ่ง จึงมั่นใจได้ว่าเงินของเราที่ฝากไว้จะไม่หายไปไหน โดยการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ทั่ว ๆ ไป เราสามารถเลือกได้ว่าเราต้องการสภาพคล่องแบบไหน เช่น การฝากแบบออมทรัพย์ หรือการฝากประจำ  แต่อย่างที่หลาย ๆ คนก็ทราบกันว่า เงินฝากในปัจจุบันบันนั้น ดอกเบี้ยจัดได้ว่าค่อนข้างน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต ยิ่งถ้าใครที่ทันยุคสมัยก่อนปี 2540 ก่อนที่จะเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ช่วงนั้นอยู่ที่ประมาณ 10% กว่า ๆ เรียกได้ว่ามีเงินต้นไม่ต้องมากก็สามารถเป็นเสือนอนกินดอกเบี้ยกันได้อย่างสบายเลยค่ะ

Advertisement

Advertisement

(ขอบคุณภาพจาก 3D Animation Production Company from Pixabay)

แต่นั่นไม่ใช่สถานการณ์ในตอนนี้ค่ะ เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ใหญ่ ๆ ในประเทศ เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 0.5% เท่านั้นเองค่ะ สำหรับเงินฝากประจำก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาฝากค่ะ ยิ่งมีระยะเวลานานก็จะยิ่งได้ดอกเบี้ยสูงขึ้น โดยส่วนใหญ่ก็จะอยู่ระหว่าง 0.6 - 1% ค่ะ สำหรับธนาคารพาณิชย์รายอื่น ๆ ก็อาจจะมีให้ดอกเบี้ยสูงกว่านี้บ้าง แต่ก็ไม่มากค่ะ 

ผู้อ่านสามารถดูข้อมูลดอกเบี้ยของแต่ละธนาคารได้จากเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย ตาม Link ด้านล่างนี้ค่ะ 

https://www.bot.or.th/thai/statistics/_layouts/application/interest_rate/in_rate.aspx

(ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย https://www.bot.or.th/thai/statistics/_layouts/application/interest_rate/in_rate.aspx)

อย่างไรก็ตาม หากคุณผู้อ่านท่านใดที่รับความเสี่ยงได้น้อยแต่ก็อยากที่จะได้รับผลตอบแทนสูงขึ้นอีกนิด อย่างน้อยก็ขอให้สู้กับเงินเฟ้อได้ก็ยังดี ผู้เขียนขอแนะนำทางเลือกเพิ่มเติม ดังนี้ค่ะ

1. การฝากเงินรูปแบบพิเศษ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเงินฝากแบบที่ไม่มีสมุดบัญชี และต้องทำธุรกรรมทางออนไลน์ค่ะ เช่น การฝากเงินกับ ME TMB ของธนาคารทหารไทย ซึ่งจะให้ดอกเบี้ยสูงสุด 1.7% ต่อปี โครงการเงินฝากออมทรัพย์อีซี่ ของธนาคารไทยพาณชิย์ ซึ่งจะให้ดอกเบี้ยสูงสุด 1.5% ต่อปี หรือบัญชีออมทรัพย์ e-SAVINGS ของธนาคารธนชาติ ซึ่งให้ดอกเบี้ยสูงสุด 1.5% ต่อปีเช่นกันค่ะ 

2. การฝากเงินในสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งสำหรับใครที่เป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจก็จะโชคดีกว่าคนอื่นมากเลยค่ะ เนื่องจากหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจมักจะมีสหกรณ์ออมทรัพย์ของหน่วยงาน และสิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ดอกเบี้ยเงินฝากของสหกรณ์ออมทรัพย์สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์เป็นเท่าตัวเลยค่ะ เพื่อนผู้เขียนที่ทำงานอยู่ในกระทรวงแห่งหนึ่ง (ขออนุญาตไม่เปิดเผยข้อมูลนะคะ) บอกว่า เงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ของหน่วยงานของเพื่อนให้ดอกเบี้ยปีละ 4% ค่ะ แต่ข้อเสียก็คือสภาพคล่องน้อยกว่าการฝากออมทรัพย์ปกติของธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากไม่สามารถถอนเงินในวันหยุดราชการได้ แต่ก็ไม่ได้จัดว่าเสียเปรียบมากนะคะ จุดหนึ่งที่ควรระวังก็คือ เราต้องคอยตรวจสอบรายงานทางการเงินของสหกรณ์ที่เราเป็นสมาชิกด้วยค่ะ เนื่องจากที่ผ่านมามีข่าวเรื่องความผิดพลาดในการบริหารเงินกองทุนของสหกรณ์มาบ้าง เราในฐานะผู้มีส่วนได้เสียก็ต้องคอยตรวจสอบสถานะของกองทุน เพื่อจะได้ป้องกันความเสียหายค่ะ

3. การลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงิน ซึ่งเป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่งค่ะ แต่เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในเงินฝาก หรือตราสารหนี้ระยะสั้น (เช่น ตั๋วแลกเงิน ตั๋วเงินคลังต่าง ๆ เป็นต้น) จึงมีความผันผวนน้อยกว่า และมีความปลอดภัยในเงินต้นสูงกว่ากองทุนรวมแบบอื่นค่ะ โดยเป็นหลักการรวบรวมเงินจากผู้ลงทุนไปซื้อสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่สอดคล้องตามนโยบายการลงทุนค่ะ ซึ่งกองทุนรวมตลาดเงินบางกองก็ทำผลตอบแทนได้เกือบ 2% ต่อปีเลยค่ะ (เฉลี่ยตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกองทุน) ซึ่งผู้อ่านที่สนใจสามารถดูข้อมูลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของกองทุนต่าง ๆ ได้ที่เว็บไซต์ https://www.wealthmagik.com/ ค่ะ

ขอกระซิบบอกอีกนิดค่ะ ว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยเฉลี่ยย้อนหลังตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน มีอัตราเฉลี่ย 0.71% ต่อปีค่ะ (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย) ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกทางแนวทางไหนก็ชนะเงินเฟ้อแน่นอนค่ะ

(ขอบคุณภาพจาก NikolayFrolochkin from Pixabay)

เป็นอย่างไรบ้างคะกับทางเลือกในการวางเงินให้งอกเงยสไตล์คนไม่ชอบความเสี่ยง ขอให้ผู้อ่านทุกคนสนุกสนานกับการลงทุนในแบบที่ชอบนะคะ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีค่ะ

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์