คัดลอกลิงค์

อื่นๆ

วิธีดูแลน้องหมาแสนรักจากโรคฮีทสโตรก

163
Patsu
Patsu
|5 min read
อ่านบทความอื่นจาก Patsu
แจ้งตรวจสอบ
วิธีดูแลน้องหมาแสนรักจากโรคฮีทสโตรก

      แลบลิ้น

             ช่วงเดือนเมษายน เป็นช่วงที่มีอากาศร้อน อุณหภูมิสูง แต่ยังไม่สาหัสเท่าไฟฟ้าดับ เหลียวหันไปเห็นเจ้าวายหมาน้อยจอมซนในบ้าน นอนหายใจหอบ แลบลิ้นออกมาครึ่งลิ้น แสดงอาการบ่งบอกว่าร้อนมาก ทำให้สงสัยจะเป็นฮีทสโตรกมั้ยนะ เคยได้ยินแบบผิวเผินว่าถ้าน้องหมาร้อนมากๆถ้าเกิดเป็นฮีทสโตรกขึ้นมาอาจช็อค หรือ เสียชีวิตได้ แล้วโรคนี้คืออะไร อาการมีอะไรบ้าง เรามาทำความรู้จักกันก่อน

            " โรคฮีทสโตรก " (Heatstroke) หรือ โรคลมแดด เกิดจากการที่น้องหมาของเราระบายความร้อนจากการหายใจหรือหอบเป็นหลัก ไม่สามารถระบายความร้อนผ่านทางผิวหนัง เนื่องจากไม่มีต่อมเหงื่อบริเวณนั้น จะมีเพียงแค่บริเวณฝ่าเท้าและที่จมูก ซึ่งปกติน้องหมาจะมีอุณหภูมิร่างกายอยู่ที่ 38 - 39 องศาเซลเซียส แต่เมื่ออุณภูมิร่างกายเกิน 40องศาเซลเซียส น้องหมาไม่สามารถถ่ายเทความร้อนจากร่างกายได้เร็วพอทำให้น้องหมาสูญเสียการควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย จึงเกิดอาการโรคฮีทสโตรกตามมา และอาจเริ่มเป็นอันตรายต่อ ตับไต หัวใจ รวมไปถึงสมอง จะพบในน้องหมาพันธุ์ใหญ่ขนยาว ขนหนา พันธุ์หน้าสั้น จมูกสั้น เช่น บลูด็อก ปั๊ก หรือสายพันธ์ุที่มีโรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ หรือเคยมีประวัติเป็นโรคลมแดดมาก่อน

Advertisement

Advertisement

             จากข้อมูลข้างต้นเจ้าวายก็ไม่อยู่ในสายพันธุ์เสี่ยงนี่นา เป็นพันธุ์ทางลูกผสม หน้าก็ไม่สั้น ปากแหลมหูตั้ง แต่มีขนที่หนานี่แหละที่เป็นปัญหาที่ทำให้ร้อน และระบายความร้อนได้ช้า แล้วจะมีอาการอื่นอะไรบ้าง นอกจากอาการหายใจหอบ   เรามาสังเกตอาการของน้องหมากันก่อนว่าเริ่มเป็นโรคฮีทสโตรกหรือไม่ จากอาการเหล่านี้ค่ะ
นอนบนสนามหญ้า

            

  1.  ตัวร้อน หรือมีอุณหภูมิในร่างกายสูงผิดปกติ โดยสูงกว่า 39 องศาเซลเซียส

Advertisement

Advertisement

  •  อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นสูง และหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
  •  มีอาการหายใจลำบาก กระหายน้ำรุนแรง  น้ำลายเหนียว หรือน้ำลายไหลมาก
  •  ร่างกายดูเหนื่อย อ่อนล้า เพลีย มีอาการสับสน มึนงง และกล้ามเนื้อสั่นกระตุก
  •  ปัสสาวะน้อย หรือ แทบไม่ปัสสาวะเลย
  •  จมูกแห้ง เหงือกมีสีแดงเข้ม แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือสีม่วง
  •  บางตัวอาจมีเลือดออกเป็นจุดตามตัว 
  •  บางตัวอาจมีอาการอาเจียน หรือ ถ่ายเหลวเป็นเลือด
  •  มีภาวะช็อก  อาจเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น หรือ หยุดหายใจได้
  •              ระดับความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับขนาด รูปร่างของน้องหมา และระยะเวลาที่ร่างกายได้รับความร้อน โดยเฉพาะสายพันธุ์ใหญ่ ขนยาว หน้าสั้นที่มีความเสี่ยงสูง เมื่ออากาศร้อน น้องหมาอาจมีอาการโรคฮีทสโตรก

                โชคดีที่เจ้าวายของผู้เขียนยังไม่แสดงอาการเหล่านี้ออกมา อาจเพราะเจ้าวายเป็นน้องหมาพันธุ์ทางที่ขนาดตัวเล็ก ขาสั้น ขนหนาแต่ขนสั้น บ้านที่อยู่เป็นบ้านที่มีสวน ร่มเย็นพอให้หลบเลี่ยงความร้อนได้บ้าง ความเสี่ยงจึงน้อยกว่า แต่ถ้าเกิดสภาพอากาศร้อนผิดปกติแล้วน้องหมาเราไม่สามารถระบายความร้อนได้ทันล่ะ เราจะมีวิธีช่วยเหลือน้องหมาของเราอย่างไร มาดูวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วยวิธีการดังนี้ค่ะ

    Advertisement

    Advertisement

     1. นำน้องหมาออกจากบริเวณที่มีความร้อนสูง มาอยู่ในที่ร่ม และมีลมโกรก อากาศถ่ายเท

    ในสวน1

    2. ให้น้องหมาดื่มน้ำสะอาดในอุณภูมิห้องทีละน้อย แต่ไม่ควรบังคับ หากน้องหมาไม่ยอมดื่มด้วยตนเอง

    3. ค่อยๆปรับอุณหภูมิร่างกาย โดยการเช็ดตัว หรือ เอาน้ำลูบใต้ฝ่าเท้า ไม่ควรเอาผ้าเย็นห่มตัวน้องหมาทิ้งไว้ เพราะจะเป็นการลดการระบายอากาศ และเพิ่มความร้อนให้กับน้องหมา การเปลี่ยนอุณหภูมิในร่างกายแบบกระทันหันอาจทำให้เกิดอาการอื่นๆตามมา เช่น หัวใจวายเฉียบพลัน

    4.รดน้ำบนตัวน้องหมา ควรใช้น้ำที่มาจากก็อก หรือสายยางที่มีระดับความดันน้ำที่ไม่แรงจนเกินไป หลีกเลี่ยงการพาน้องหมาแช่น้ำโดยตรง  เราอาจเคยเห็นภาพน่ารักๆของน้องหมาที่แช่น้ำในอ่าง แต่การแช่น้ำนั้นทำให้อุณหภูมิในร่างกายของน้องหมาลดลงเร็วเกินไป จะทำให้มีอาการอื่นๆตามมา

    อาบน้ำ

    5.ใช้แอลกอฮอล์ลูบใต้ฝ่าเท้า จะช่วยระบายความร้อนของร่างกายได้ดีขึ้น  แต่ไม่ควรใช้มากเกินไป เพราะจะเป็นอันตราย หากน้องหมาของเราเผลอเลียอุ้งเท้า

    6.พาไปพบสัตวแพทย์ทันที เพื่อวินิจฉัยให้ละเอียด  เมื่อพบว่ามีอาการสีลิ้นเปลี่ยนเป็นสีม่วง หอบหายใจลำบาก นอนไม่มีแรง เพราะน้องหมามีความเสี่ยงสูงที่จะเสียชีวิต

                เรามาดูวิธีการป้องกันแบบง่ายๆกันค่ะ

            1. เลี่ยงต้นเหตุของโรค หรือทำให้อาการกำเริบ หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีอากาศร้อนจัด  โดยเฉพาะน้องหมาของเราที่มีอายุมาก อ้วน หรืออยู่ในกลุ่มสายพันธุ์จมูกสั้น เช่น ปั๊ก บลูด็อก หรือเคยเป็นโรคฮีทสโตรก หรือ โรคชักมาก่อน มีความเสี่ยงมากกว่าน้องหมาทั่วไป
    ในสวน2

            2.ไม่ควรปล่อยให้น้องหมาอยู่ในรถ เพราะอุณหภูมิในรถช่วงฤดูร้อน สามารถเพิ่มขึ้นสูงได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่นาที ถือเป็นเรื่องที่อันตรายมากต่อน้องหมา ช่วงนี้จึงควรงดพาน้องหมาออกจากบ้าน หรือถ้าต้องพาไปด้วยให้ไปในสถานที่ที่สามารถนำน้องเข้าาไปด้วยได้เท่านั้น ข้อนี้เจ้าวายของเราต้องปรับตัวในการออกไปเที่ยวนอกบ้าน เนื่องจากวายเป็นน้องหมาที่ชอบนั่งรถออกไปเที่ยวมาก เราจึงใช้วิธีพานั่งรถ เปิดกระจกลงนิดหน่อยให้หน้าได้ปะทะลม และพาชมวิวในละแวกบ้าน และถ้าต้องไปซื้อของและพาเจ้าวายไปด้วยก็จะไปสองคน คนหนึ่งดูแลเจ้าวายและคนหนึ่งไปซื้อของซึ่งอาจดูวุ่นวายแต่ก็ทำให้เจ้าวายสนุกและเปลี่ยนบรรยากาศค่ะ

    ในรถ

            3. ตัดแต่งขนน้องหมา ถ้าน้องหมาของเราเป็นสายพันธุ์ที่ขนหนา ขนยาว ควรพาไปตัดขนให้สั้นลง เพื่อลดการสะสมความร้อน  และปรึกษาช่างตัดแต่งขนให้ออกแบบการตัดขนที่ให้น้องหมาสามารถระบายความร้อนได้ดี เพื่อสุขภาพของน้องหมาค่ะ

            4.นำน้องหมามาเลี้ยงไว้ในบ้าน ในวันที่มีอากาศร้อนจัด ควรพามาอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ  ก่อนที่เราจะพาน้องหมาเข้ามาในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศนั้น ควรประเมินด้วยว่าน้องหมาของเราเป็นสุนัขสายพันธุ์ที่ขนสั้น หรือขนยาว หากเป็นสุนัขขนสั้นอาจมีปัญหาในการนอนห้องแอร์ก็ควรเตรียมเสื้อใส่ให้ เพราะถ้าปล่อยนอนหนาวอาจเป็นโรคปอดแทนค่ะ   หากเราไม่สามารถพาน้องหมามาอยู่ในห้องแอร์ได้ ให้พามาอยู่ในที่ที่มีร่มเงา และมั่นใจว่าปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงของโรค เจ้าวายโชคดีที่ขนหนาจึงไม่มีปัญหากับการอยู่ในห้องปรับอากาศ โดยปกติเราไม่ได้เลี้ยงเจ้าวายไว้ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศตลอดวันค่ะ แต่ถ้าวันไหนอากาศร้อนจัด เราก็จะเปิดแอร์และเรียก " วาย มานอนแอร์เร็ว" วิ่งหน้าตั้งเข้าห้องมาอย่างรวดเร็วค่ะ

            5. เปิดพัดลมคลายร้อน การเปิดพัดลมจะช่วยให้อากาศถ่ายเท แต่ไม่ควรเปิดพัดลมจ่อมาที่ตัวน้องหมาตรงๆ ควรเปิดส่ายเพื่อให้พัดลมกระจายความร้อนที่อยู่ในห้องออกไป ทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก   ไม่ควรใช้พัดลมไอน้ำเพื่อคลายความร้อนให้น้องหมา เพราะพัดลมไอน้ำอาจทำให้น้องหมามีน้ำมูก เป็นหวัด ปอดชื้น และเป็นปอดบวมได้ค่ะ

            6.จัดหาน้ำดื่มและที่ร่มให้ กรณีเลี้ยงน้องหมาไว้นอกบ้าน  ควรเตรียมน้ำและที่ร่มไว้ให้ บางครั้งน้องหมาอาจลงไปแช่น้ำในอ่างน้ำ อ่างบัว โดยเฉพาะน้องหมาสายพันธุ์บางแก้ว  โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ ที่ชื่นชอบการเล่นน้ำ การที่น้องหมาลงไปนอนแช่น้ำในอ่างน้ำหรืออ่างบัวนั้น เป็นการบอกว่าน้องร้อนค่ะ จึงต้องปรับอุณหภูมิในรา่งกายให้เย็นลงด้วยการลงไปนอนแช่น้ำ ซึ่งเราต้องระวังเพราะถ้าปล่อยให้แช่น้ำนานๆ อาจทำให้น้องหมาเป็นโรคปอดบวม ปอดชื้น เกิดอาการคัน ผื่นขึ้นและเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากความสกปรกของน้ำในอ่างบัวได้ เพราะในอ่างบัวมีดินโคลนสะสมอยู่ เศษดินโคลนจะหมักหมมจนเกิดเป็นโรคผิวหนัง เมื่อน้องหมาลงไปแช่น้ำในอ่างบัว ควรรีบนำตัวน้องหมาออกมาและล้างตัวให้สะอาด เช็ดตัวให้แห้ง แต่ถ้าน้องหมาของเรายังแอบไปนอนแช่น้ำในอ่างบัวบ่อยๆ อาจต้องแก้ด้วยการเตรียมน้ำสะอาดใส่กะลังมังใบใหญ่ๆให้น้องหมาลงไปแช่ประมาณ 5- 10นาที และน้ำขึ้นมาจากน้ำและเช็คตัวให้แห้งค่ะ  กรณีนี้เจ้าวายของเราไม่ค่อยชอบเล่นน้ำเท่าไหร่เลยหมดห่วงเรื่องแอบไปนอนแช่น้ำค่ะ แต่เตรียมน้ำดื่มไว้ให้ ให้น้ำแข็งก้อนเล็กๆไว้ให้กินเล่นคลายร้อนบาง

           7.อาบน้ำ ควรอาบให้เดือนละ 1 - 2 ครั้ง  เพราะถ้าเราอาบน้ำให้น้องหมาบ่อยเกินไปนั้น จะทำลายไขมันที่ร่างกายน้องหมาผลิตออกมาเคลือบผิวหนังและเส้นขน ทำให้ผิวหนังและเส้นขนหยาบ แห้ง ขาดความเงางาม อาจก่อให้เกิดอาการคันและเป็นโรคผิวหนังอักเสบได้  การอาบน้ำควรใช้น้ำอุณหภูมิปกติ และไม่ควรอาบน้ำให้น้องหมา หากน้องหมามีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ เช่น หลังวิ่งเล่น หรือ ออกกำลังกาย เพราะจะทำให้เส้นเลือดหดตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลต่อระบบระบายความร้อนของน้องหมาค่ะ

          8. พาน้องหมาไปเล่นน้ำ ถ้าจะพาน้องหมาไปเล่นน้ำทะเล อย่าลืมเตรียมเสื้อชูชีพเพื่อป้องกันการจมน้ำด้วย อีกสิ่งที่ลืมไม่ได้ คือเมื่อเล่นน้ำทะเลเสร็จแล้ว ต้องอาบน้ำล้างเอาน้ำทะเลออกไปให้สะอาด เพื่อเป็นการป้องกันน้ำทะเลที่มีฤทธิ์เป็นกรดกัดผิวของน้องหมา จะทำให้รู้สึกคันและเกาจนเป็นแผลได้ค่ะ  เราเคยพาเจ้าวายไปทะเล 1 - 2 ครั้งค่ะ แต่เจ้าวายไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ จัดว่ากลัวน้ำ เลยไม่ต้องกังวลว่าไปเล่นน้ำทะเลแล้วน้ำทะเลจะกัดผิว แค่พาไปเดินชายหาดเจ้าวายยินยอมให้แค่ถ่ายรูปเท่านั้น อย่างอื่นไม่ทำ จะพาลงน้ำเจ้าวายจะฝืนจนยอมแพ้เลย

    ไปทะเล

            โรคฮีทสโตรก หากเกิดขึ้นกับน้องหมาของเรา นับว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะคะ การป้องกันโดยหมั่นสังเกตอาการน้องหมาอยู่เสมอรวมถึงการจัดน้องหมาให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเป็นการลดความเสี่ยงของโอกาสเกิดโรคได้ดีที่สุดค่ะ  ลองนำวิธีการดูแและป้องกันที่แนะนำไปใช้กับน้องหมา เพื่อให้มีความสุขและสุขภาพแข็งแรงและอยู่กับเราไปนานๆค่ะ 

     

     

     

    ภาพปกและรูปภาพประกอปโดย : Patsu

     

    ข้อมูลอ้างอิง

    1. www.dogilike.com/

    2. FC ThonglorPet

    ความคิดเห็น

    Advertisement

    Advertisement

    Advertisement

    บทความล่าสุด