ไลฟ์แฮ็ก

4 เคล็ดลับเอาชนะความโกรธและความขี้หงุดหงิด

504
คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
4 เคล็ดลับเอาชนะความโกรธและความขี้หงุดหงิด

เชื่อว่าใครหลายคนในที่นี้คงเป็นเหมือนกันกับตัวของผม ก็คือในบางสถานการณ์จะโมโหง่ายและขี้หงุดหงิดสุดๆ

แต่ในที่สุดก็พบวิธีที่ทำให้นิสัยเหล่านั้นลดลงไปได้อย่างเห็นผล จึงนำมาแบ่งปันกันในวันนี้ครับ

บทความนี้เขียนขึ้นโดยใช้ประสบการณ์ของตัวผมเอง เนื่องจากผมเป็นคนที่ขี้หงุดหงิดมากเมื่อพบเห็นอะไรที่ไม่ควรจะเป็นเช่นนั้นก็จะหงุดหงิดขึ้นมา ซึ่งสาเหตุก็เป็นเพราะเราชอบคิดว่าสิ่งนั้นมันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้นนี่แหละครับ ที่ทำให้เรากลายเป็นคนขี้หงุดหงิด หลายครั้งด้วยประสบการณ์และความรู้ของเราเองทำให้เรามองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามันผิด ไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น ทำให้เราทั้งหงุดหงิดกับเหตุการณ์ที่เราพบเจอ และหงุดหงิดกับคนที่ทำให้เกิดความผิดพลาดนั้นขึ้น และด้วยนิสัยนี้อาจทำให้เรามีสุขภาพจิตที่แย่ และส่งผลต่อสุขภาพกายได้ รวมถึงตัวเราเองอาจเป็นคนที่ไม่น่าคบหา เพราะเห็นอะไรก็หงุดหงิดคิดลบไปเสียหมด ซึ่งผมเองเข้าใจเลยว่าในบางครั้งเรามีประสบการณ์และความรู้ในเรื่องนั้นมาก่อน ทำให้เราอยากให้คนอื่นๆทำอย่างที่เราคิด พอเขาไม่ทำอย่างที่เราคิด เราก็เลยหงุดหงิด ซึ่งวันนี้ผมมีวิธีที่จะเอาชนะความขี้โมโหและความขี้หงุดหงิดนี้ ซึ่งเก็บเกี่ยวจากประสบการณ์ของผมเอง ที่ใช้แล้วได้ผลอย่างเห็นได้ชัด

Advertisement

Advertisement

ขี้โมโห

เคล็ดลับที่ 1 เราจะต้องเข้าใจตัวเองและยอมรับตัวเองให้ได้

เคล็ดลับข้อนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญและยิ่งใหญ่มากนะครับ เพราะก่อนหน้านี้ผมไม่เคยยอมรับตัวเองเลยว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมันผิด เลยทำให้เผลอพูดจาแย่ๆออกไปมากมายทำให้รอบข้างรู้สึกเสียใจ ซึ่งผมไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลยว่าการกระทำแบบนั้นเป็นการกระทำของคนไม่น่าคบ แต่พอถึงวันหนึ่งผมก็คิดทบทวนตัวเองได้ และยอมรับว่าตัวเองแย่ในเรื่องนี้จริงๆ และรู้สึกอยากปรับปรุงมันมาก ซึ่งข้อนี้แหละครับที่ผมบอกว่าสำคัญ เพราะหากเราคิดว่าตัวเรายังผอมเราคงไม่อยากลดน้ำหนัก ทั้งที่จริงๆเราอาจจะมีน้ำหนักที่เกินแล้วก็ได้ ดังนั้นถ้าเราไม่ยอมรับตัวเองว่าเราขี้หงุดหงิด เราก็จะไม่พยายามแก้ไขข้อเสียตรงนี้ เราจึงต้องยอมรับตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก และพยายามทำความเข้าใจตัวเองให้ได้ว่าทำไมเราจึงเป็นเช่นนั้น อย่างเช่นของตัวผมเองขี้หงุดหงิดเพราะคิดว่าตัวเองเคยผ่านจุดนั้นมาก่อนหรือมีความรู้จริงในเรื่องนั้นๆ พอผมเข้าใจตัวเองได้แล้วก็สามารถหาข้อคิดหรือคำพูดมาทำให้ตนเองใจเย็นลงได้ เช่น เราไม่รู้คนเดียวทั้งโลก เราไม่ได้เก่งที่สุด บางอย่างมันไม่ใช่เรื่องของเรา ให้โอกาสเขาหน่อยเถอะ เป็นต้น แต่ถ้าเราไม่รู้ว่านิสัยของเราเกิดจากอะไร เราก็จะไม่สามารถหาหลักคิดมายึดเหนี่ยวได้เลย

Advertisement

Advertisement

โกรธเคล็ดลับที่ 2 เข้าใจคนอื่น

หลังจากเข้าใจตัวเองแล้ว เราก็ต้องเข้าใจคนอื่นด้วย เพราะการที่เราหงุดหงิด เป็นเพราะเราไม่เคยเข้าใจคนอื่นเลย เราไม่เคยเอาใจเขามาใส่ใจเราเลยสักนิด ตัวผมเองมัวแต่คิดว่าทำไมคนอื่นไม่รู้ ทำไมคนอื่นไม่เข้าใจ ทั้งๆที่มันควรจะเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจได้ แต่ลืมคิดไปว่าคนอื่นไม่จำเป็นต้องเหมือนเรา โลกไม่ได้หมุนตามเราเพียงคนเดียว ประสบการณ์ของเขาอาจแตกต่างจากเรา บางอย่างที่เรารู้คนอื่นอาจไม่รู้ก็ได้ และบางครั้งเองหากตรงนั้นเป็นเรา เราอาจตัดสินใจทำแบบเขาก็ได้ ให้เราฝึกพยายามให้โอกาสและให้อภัยผู้อื่นบ้าง หัดใช้คำพูดที่ใจเย็นลง เพราะตัวผมเองก็เคยใช้คำพูดแย่ๆกับคนที่รักเรามามาก แต่พอหันมาเข้าใจความรู้สึกของเขา ก็เห็นใจเขาขึ้นมาในทันที ให้เราเข้าใจนะครับว่าไม่มีใครอยากดูแย่ในสายตาใคร และไม่มีใครอย่าทำผิดพลาดให้ใครผิดหวัง เขาทำดีที่สุดสำหรับเขาแล้วครับ เราต้องให้โอกาสและให้กำลังใจ ถ้าเป็นเราเองคงไม่อยากให้ใครมาโมโหหรือหงุดหงิดในสิ่งที่เราทำเช่นกันใช่ไหมครับ ดังนั้นก็อย่าทำแบบนั้นกับใครนะครับเพราะคำพูดของเราอาจทำให้คนหนึ่งคนเสียใจมากนะครับ ข้อนี้ผมนำมาใช้กับตัวเองแล้วคิดว่าได้ผลดีทีเดียวเลยครับ

Advertisement

Advertisement

เคล็ดลับที่ 3 เข้าใจโลก

ข้อนี้ก็คล้ายกับข้อที่ผ่านมาเลยครับ แต่จะมาเน้นให้ตระหนักเรื่องของการเข้าใจโลกครับ โดยส่วนมากคนที่ขี้หงุดหงิดจะเป็นคนที่รักความสมบูรณ์แบบมาก ไม่อยากให้อะไรพลาดหรือมีตำหนิ อยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการจะเสกสรรค์ จนหลงลืมไปว่าไม่มีอะไรในโลกที่ถูกสร้างมาอย่างสมบูรณ์แบบ ตัวอย่างก็เช่นตัวเรานี่แหละครับ เรียนดี ทำงานเก่ง งานออกมาดีทุกอย่าง แต่ดันขี้หงุดหงิดขี้โมโหซะงั้น เห็นมั้ยครับ ตัวเรายังมีจุดแย่ๆเลย ดังนั้นก็ไม่แปลกที่อย่างอื่นจะมีความไม่สมบูรณ์แบบปะปนอยู่บ้าง สถานที่บางแห่งมีรอยแตกร้าว ก็ไม่ได้แปลว่ามันไม่สวย ต้นไม้มีจุดด่าง ก็ไม่ได้แปลว่าราคาตกใช่ไหมหล่ะครับ ดังนั้นให้เราเข้าใจว่าในเสียมีดี ในดีมีเสียครับ

โกรธเคล็ดลับที่ 4 หัดใจกว้างและใจเย็น

จริงๆความใจกว้างมักแปรผันตรงกับความใจเย็นนะครับ แต่ก็ยังสรุปแบบนี้ไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก เพราะอาจจะต้องอาศัยงานวิจัยมารองรับ แต่หากนั่งทบทวนแล้วก็มีความเป็นไปได้สูงที่สองสิ่งนี้จะแปรผันตรงกันนะครับ เพราะถ้าเราใจกว้าง เข้าใจคนอื่น เราก็จะใจเย็นลง แต่ถ้าเราใจแคบ ไม่สนความคิดหรือเหตุผลผู้อื่นเลย เราก็จะพาลโมโหหงุดหงิดไปหมด กลายเป็นคนใจร้อนไปซะอย่างนั้น ดังนั้นให้เราฝึกความใจกว้างไว้ครับ เดี๋ยวความใจเย็นจะตามมาเอง เปิดใจรับฟัง เห็นอกเห็นใจคนอื่น ให้คิดดูว่าหากเป็นเราเราจะรู้สึกยังไง แล้วเราจะใจเย็นลงครับ

โกรธและนี่ก็คือ 4 เคล็ดลับที่เป็นประสบการณ์โดยตรงจากตัวผมเองนะครับ ซึ่งหากใครที่โมโหหรือโกรธมากๆ จนทนไม่ไหวแล้ว ให้ลองใช้คำพูดที่ไม่หยาบคายและไม่ทำร้ายจิตใจผู้อื่นนะครับ เอาชนะตัวเองให้ได้นะครับ เพราะคนที่ฟังเรา เขาอาจจะเสียใจกับคำพูดของเรามากก็ได้ อย่าให้ใครต้องเสียน้ำตาเพราะวาจาเราครับ เพราะคำพูดเขาสร้างมาเพื่อให้เราใช้อย่างสร้างสรรค์ ไม่ได้ใช้ทำลายใครนะครับ อย่าลืมว่าถ้าโกรธให้เปลี่ยนวิธีพูดแทนนะครับ เช่น จากคำที่เคยว่า เรื่องง่ายๆแค่นี้ทำไมไม่รู้ เปลี่ยนเป็น ครั้งต่อไปควรทำแบบนี้ดีกว่านะ เพราะมันจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ามากๆเลย ไม่เชื่อลองทำดูนะ ถ้าทำแบบนี้แล้ว ต่อให้โกรธแค่ไหน ก็ไม่มีใครเสียใจทีหลังนะครับ ซึ่งผมเองหลังจากได้ใช้เคล็ดลับทั้ง 4 ข้อนี้ก็พบว่าเป็นคนใจเย็นอย่างเห็นได้ชัด จากที่ขี้หงุดหงิด คอยบ่นด่าไปเรื่อย ก็กลายเป็นคนที่หัดเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้น ไม่เอามาตรฐานตัวเองไปตัดสินคนอื่น และเมื่อสอบถามคนรอบตัวแล้ว เขาก็สังเกตเห็นว่าผมใจเย็นลงมากจริงๆครับ แถมยังไม่ขี้หงุดหงิดเหมือนก่อนด้วย ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ

เครดิตภาพ

เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน  App TrueID โหลดเลย ฟรี !

*STAR COVER"อย่ามัวแต่ดูมาดังกัน"*ทรูไอดีคอมมูนิตี้ ขอชวนทุกคนมาสนุกโคฟเวอร์ พร้อมลุ้นรับเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 7,000 บาท (5 รางวัล) โคฟคนที่ใช่ ไลก์คนที่ชอบ 'ร่วมสนุกได้ที่ ทรูไอดีคอมมูนิตี้ ห้อง cover บนแอปทรูไอดี'

STAR COVER

คลิกเลย >> https://ttid.co/UAnK/7y9jfqkq

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >> https://bit.ly/3O1cmUQ

ร่วมสนุกตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2565 - วันที่ 3 สิงหาคม 2565

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์