คัดลอกลิงค์

หนังและซีรีส์

50 อันดับภาพยนตร์ที่คะแนนสูงที่สุดในเว็บไซต์ IMDB ที่คอหนังไม่ควรพลาด

27.9k
Poklubu
Poklubu
|28 min read
อ่านบทความอื่นจาก Poklubu
แจ้งตรวจสอบ
50 อันดับภาพยนตร์ที่คะแนนสูงที่สุดในเว็บไซต์ IMDB ที่คอหนังไม่ควรพลาด

เชื่อว่าใครที่เป็นคอหนัง คงคุ้นเคยกับเว็บไซต์รีวิว และให้ข้อมูลหนังยอดนิยมอย่าง IMDB หรือ Rotten Tomatoes กันเป็นอย่างดี ด้วยความที่ข้อมูลส่วนใหญ่ที่เชื่อถือได้ และได้รับความนิยมอย่างสูง ซึ่งหลาย ๆ คนก็ได้ใช้วิธีการเลือกดูหนังจากคะแนน เรทติ้งจากสองเว็บไซต์ดังกล่าวก่อนที่จะดูหนังเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งในโพสต์นี้เราก็จะมาเอาใจคอหนังด้วยการนำลิสต์ 50 หนังดัง ที่ได้รับคะแนนโหวตสูงที่สุด และมากที่สุดของเว็บไซต์ IMDB มาแนะนำกัน โดยทั้ง 50 เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งจากลิสต์ 250 หนังคะแนนสูงสุดจากเว็บไซต์ และเชื่อว่าหลาย ๆ คนน่าจะเคยดูหนังในลิสต์นี้ไม่มากก็น้อย และอาจเป็นหนังโปรดของหลาย ๆ คนด้วยเช่นกัน 

ปล.ลิสต์นี้จัดทำขึ้นโดยอิงข้อมูลในเว็บไซต์ในช่วงต้นเดือนกรกฏาคม ทำให้รายชื่อหนังบางเรื่องอาจไม่ตรงอันดับในเว็บไซต์ปัจจุบัน

Advertisement

Advertisement


50. Cinema Paradiso (1988)

Cinema Paradisoโตโต้ เด็กน้อยที่เติบโตในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในประเทศอิตาลี ด้วยความที่ในยุคนั้นโบสถ์นอกจากจะเป็นที่เผยแพร่ศาสนาแล้ว ยังเป็นสถานที่เอาไว้ฉายหนังอีกด้วย ซึ่งก็ได้ทำให้โตโต้ ที่ไปโบสถ์เป็นประจำ ชื่นชอบการดูหนัง และสนิทสนมกับ อัลเฟรโด คนฉายหนังประจำโบสถ์ไปโดยปริยาย ด้วยความสนิทสนมของคนสองรุ่น ทำให้ อัลเฟรโด ได้สอนให้ โตโต้ รู้จักวิธีการฉายหนัง พร้อมทั้งได้เห็นผู้คนมากมายที่เข้ามาหาความสุขจากการดูหนังร่วมกันในช่วงเวลานั้น และนั่นก็นำมาสู่เรื่องราวมากมายที่เปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ ความรัก ความประทับใจ ของผู้คนที่มีโรงหนังเป็นจุดศูนย์กลาง

หนึ่งในหนังที่คนรักหนังต้องหามาดูให้ได้สักครั้ง เพราะนี่ไม่ใช่แค่หนังดราม่าสูตรสำเร็จที่พร้อมเรียกน้ำตาคนดูเท่านั้น แต่หนังเรื่องนี้ยังได้บันทึกประวัติศาสตร์ ความทรงของหนัง ที่มีต่อผู้คนมากมายในอดีต หนังพูดถึงประเด็น Coming of Age ของเด็กชายที่ชื่นชอบหนังอย่างโตโต้ ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างเขา และอัลเฟรโด ที่หลาย ๆ ฉากทำให้เรายิ้ม หัวเราะ และเสียน้ำตาให้พวกเขา ประกอบกับดนตรีประกอบที่ประพันธ์โดย เอนนิโอ มอร์ริคอนเน ที่ได้ทำหน้าที่เพิ่มพลังให้ฉากอารมณ์ของหนังทรงพลังมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะผ่านเวลามานานร่วม 30 ปี หนังเรื่องนี้ก็ยังงดงาม และอิ่มเอมใจทุกครั้งที่ได้หยิบมาดู

Advertisement

Advertisement


49.Casablanca (1942)

Casablancaเรื่องราวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงที่ฝรั่งเศส กำลังถูกนาซีเยอรมันคุกคาม ริค เบลน ชายหนุ่มสัญชาติอเมริกันที่หันมาเปิดไนท์คลับในเมือง คาซาบลังก้า ประเทศโมร็อคโก ที่ในตอนนั้นตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส จนกระทั่ง ริค ได้กลับมาเจอกับ เอลซ่า หญิงสาวที่้เป็นอดีตคนรักของเขา ที่เธอได้มาขอความข่วยเหลือ โดยขอให้เขาหาใบผ่านทางเพื่อให้เธอ และ วิคเตอร์ สามีคนปัจจุบัน ที่เป็นหัวหน้าฝ่ายต่อต้านนาซี เดินทางกลับไปยังประเทศอเมริกาอีกครั้ง ความรักสามเศร้า และการตัดสินใจครั้งสำคัญที่มีชีวิตคนเป็นเดิมพันท่ามกลางภาวะสงครามก็ได้เริ่มขึ้น

Advertisement

Advertisement

ผลงานการกำกับของ ไมเคิล เคอร์ติส เจ้าของผลงาน Robin Hood ซึ่งความพิเศษของ Casablanca คือการสร้างความแปลกใหม่ให้กับหนังโรแมนติกในยุคนั้น และได้สร้างความประทับใจมากมายให้กับคนดูมาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยความที่หนังเลือกที่จะเล่าเรื่องที่ไม่ได้มีบทสรุปที่พระเอกนางเอก ต้องคู่กันเสมอไปเหมือนหนังโรแมนติกเรื่องอื่น ๆ หนังถ่ายทอดเรื่องราวความรักสามเศร้าออกมาได้ชวนติดตาม พร้อมทั้งยังสอดแทรกไปด้วยแง่คิด เรื่องศีลธรรม จิตสำนึก และการบอกเล่าอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ออกมาได้อย่างลงตัว


48. Once Upon a Time in the West (1968)

Once Upon a Time in the West (1968)เรื่องราวของสามคาวบอย ในดินแดนตะวันตกที่กำลังมีการสร้างทางรถไฟ เพื่อนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองของเมือง เหตุการณ์เริ่มขึ้นเมื่อ แฟรงค์ นักฆ่ารับจ้าง และพรรคพวกที่ได้รับว่าจ้างจากผู้มีอิทธิพลให้มาฆ่าครอบครัว แมคเบน เพื่อหวังยึดที่ดินของตระกูลดังกล่าว จนกระทั่ง จิล แมคเบน ภรรยาสาวสวยของครอบครัวดังกล่าวที่เดินทางกลับมาจาก นิวออร์รีนส์ ได้พบว่าครอบครัวของเธอได้ถูกฆ่าตายหมดแล้ว ในขณะเดียวกันเธอก็ได้พบกับ ไชแอนน์ คาวบอยเจ้าถิ่น และ ฮาร์โมนิกา ชายลึกลับ ที่ชอบเป่าฮาร์โมนิกาตลอดเวลา ที่ทั้งคู่ต่างมีเป้าหมายในการตามล่า แฟรงค์ การต่อสู้ไล่ล่าของสามคาวบอย ที่เต็มไปด้วยศักดิ์ศรี มิตรภาพ และความแค้นก็ได้เริ่มขึ้น

อีกหนึ่งหนังคาวบอยที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุด โดยหนังเป็นผลงานของเจ้าพ่อหนังคาวบอยอย่าง เซอร์จิโอ เลโอเน ซึ่งหนังเรื่องนี้เป็นงานหลังจากที่เขาได้โด่งดังจากการกำกับไตรภาค Dollars Trilogy สำหรับใน Once Upon a Time in the West หนังยังมาพร้อมสูตรสำเร็จของหนังแนวคาวบอยสปาร์เกตตี้ ที่ยังเล่าเรื่องผ่านความแค้น ความโลภของตัวละคร แต่ความโดดเด่นของหนังเรื่องนี้คือการมีชั้นเชิงของการเล่าเรื่อง ในช่วงแรกหนังมีการเปิดตัวเหล่าตัวละครหลักออกมาได้อย่างน่าสนใจ แต่ละตัวมีเสน่ห์ มีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นแตกต่างกัน ก่อนที่ช่วงองก์ 2-3 ชองเรื่องจะเต็มไปด้วยความเข้มข้น ด้วยการหักหลังไปมาของตัวละคร พร้อมจุดเฉลยเรื่องราวสุดพีค เรียกได้ว่าเป็นอีกงานที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญของหนังตะวันตกมาจนถึงทุกวันนี้


47. Grave of the Fireflies(1988)

Grave of the Fireflies(1988)เรื่องราวว่าด้วยญี่ปุ่นในเหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อ ไซตะ และเซตสึโกะ สองพี่น้องที่ต้องสูญเสียพ่อและแม่ไปจากสงคราม ทำให้ทั้งคู่ต้องย้ายไปอาศัยในบ้านของญาติ ซึ่งในช่วงแรกที่ทั้งสองอาศัยอยู่นั้น ญาติของเขาก็ให้การดูแลเป็นอย่างดี แต่ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นเด็กไม่ประสีประสา และสภาวะสงครามที่ทำให้ขาดแคลนอาหาร และทรัพยากร จนทั้งคู่ค่อย ๆ ถูกมองว่าเป็นภาระของบ้านญาติในที่สุด จนพวกเขาถูกขับไล่ออกมาเผชิญโลกเพียงลำพัง

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจดจำหนังเรื่องนี้ในชื่อ "สุสานหิ่งห้อย" หนึ่งในผลงานสุดสะเทือนอารมณ์ตลอดกาลจาก Studio Ghibli ที่ยังกลายเป็นที่พูดถึงมาจนทุกวันนี้ ผลงานการกำกับ และเขียนบทโดย อิซาโอะ ทาคาฮาตะ ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ อากิยูกิ โนซากะ ซึ่งหากใครที่เคยติดตามผลงานของผู้กำกับผู้นี้ จะพบว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้สร้างอนิเมชั่น ที่เล่นกับประเด็นใหญ่ ๆ อย่างสงคราม ธรรมชาติ ความโลภ สำหรับในเรื่องนี้ ทาคาฮาตะ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้าย รุนแรง และผลกระทบของสงครามที่มีต่อผู้คนชาวญี่ปุ่นในตอนนั้น หนังถ่ายทอดงานภาพอันวิจิตรบรรจงเหมือนที่คออนิเมชั่น จิบลิ ต่างชื่นชอบและคุ้นเคย แต่ทว่าการเล่าเรื่องกลับเต็มไปด้วยอารมณ์หดหู่ สะเทือนใจ โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่อง และฉากจบของหนัง ที่ยากจะลืมเลือนจากใจหลาย ๆ คน 


46. The Prestige (2006)

 The Prestige (2006)เรื่องราวในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ของสงครามระหว่างสองนักมายากลอย่าง โรเบิร์ต แองกิเออร์(ฮิวจ์ แจ็คแมน) และอัลเฟร็ด บอร์เดน(คริสเตียน เบล) ที่ทั้งคู่เคยเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน ที่มีอาจารย์คือ คัตเตอร์(ไมเคิล เคน) โดยสงครามเริ่มขึ้นเมื่อ บอร์เดน ที่ต้องการสร้างสรรค์ความแปลกใหม่ให้กับมายากลของ คัตเตอร์ ทำให้เกิดความผิดพลาดจนทำให้คนรักของ แองกิเออร์ ต้องตาย ทั้งสองจึงแตกกัน และต่างคนก็พยายามสร้างสรรค์กลใหม่ ๆ ที่จะปฏิวัติวงการ และมีการแก้แค้นกันและกันที่แต่ละครั้งยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้น 

หนังดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันของ คริสโตเฟอร์ พริสต์ ซึ่งหากไม่นับ The Dark Knight Trilogy สำหรับ The Prestige นับว่าเป็นผลงานเรื่องแรก และเรื่องเดียวของ โนแลน ที่ดัดแปลงมาจากนิยาย และยังเป็นเรื่องแรกที่เขาได้ โจนาธาน โนแลน น้องชายของเขามารับหน้าที่เขียนบทอีกด้วย โดยแม้หนังเรื่องนี้จะไม่ได้เป็นหนังแอคชั่น หรือมีฉากโชว์งานโปรดักชั่นอลังการ แต่สำหรับ The Prestige เป็นหนังแนวสงครามจิตวิทยาที่เข้มข้น ชวนติดตาม ความน่าสนใจของหนังคือการพาคนดูไปพบกับเบื้องหลังวงการมายากล และทริคต่าง ๆ ที่ชวนเซอร์ไพรส์ ประกอบกับการแสดงของสองนักแสดงนำอย่าง ฮิวจ์ แจ็คแมน และคริสเตียนเบล ที่ต่างถ่ายทอดบทบาทแบบที่ไม่มีใครยอมใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีเด็ดช่วงท้ายของหนังกับประโยคที่พูดว่า "ไม่มีใครสนใจคนที่อยู่ในกล่อง" ที่นอกจากจะสะท้อนสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังทำเอาคนดูอึ้งไปตาม ๆ กัน


 45. Whiplash (2014)

Whiplash (2014)แอนดรูว์ เด็กหนุ่มผู้ไฝ่ฝันอยากเป็นมือกลองอนาคตไกล จนกระทั่งระหว่างซ้อมในวันหนึ่ง เขาก็ได้รับการติดต่อจาก เฟรตเชอร์ อาจารย์สอนดนตรีแจ้สสุดโหด ที่ได้ชักชวนให้แอนดรูว์มาเล่นกลองให้กับวงของเขา แต่ทว่าหลังจากที่เข้าไปร่วมฝึกซ้อมในวงได้ไม่นาน แอนดรูว์ ก็พบกับวิธีการสอนที่ป่าเถื่อน รุนแรง ของเฟรตเชอร์ จนทำให้เขาถึงกับต้องเสียความมั่นใจ แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้ แอนดรูว์ จึงพยายามผลักดันความสามารถของตนเองเพื่อพิสูจน์ให้เฟรตเชอร์เห็น สงครามจิตวิทยาสุดเข้มข้นของอาจารย์ และลูกศิษย์ก็ได้เริ่มต้นขึ้น 

ผลงานการกำกับและเขียนบทของ เดเมี่ยน ชาร์เชล เจ้าของผลงาน La La Land ที่ทำให้เขากลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากทั้งนักวิจารณ์ และคนดู โดย Whiplash เป็นการหยิบเอาหนังสั้นที่เขาเคยสร้างเมื่อปี 2013 มาต่อยอดเป็นหนังขนาดยาว ซึ่งความโดดเด่นของหนังเรื่องนี้คือการพาคนดูไปพบกับความเพลิดเพลิน ความมหัศจรรย์ของดนตรีแจ้ส ที่เป็นจุดขายสำคัญอย่างหนึ่งของชาร์เชล แต่ความไม่ธรรมดาของหนังคือการถ่ายทอดสงครามจิตวิทยาของสองตัวละครสองรุ่นอย่าง แอนดรูว์ และเฟรตเชอร์ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้ชวนกดดัน ลุ้นระทึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงบทเฟรตเชอร์ ของ เจเค ซิมป์มอน ที่แสดงออกมาได้ดุดาล บ้าคลั่ง จนทำให้หลาย ๆ คนหวาดกลัวคุณครูผู้นี้ทุกครั้งที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ จน ซิมป์มอน สามารถคว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากบทนี้มาได้สำเร็จ


44. The Intouchables (2011)

 The Intouchables (2011)เรื่องราวมิตรภาพต่างชนชั้น ต่างสีผิวของ ฟิลลิปป์ มหาเศรษฐีที่ประสบอุบัติเหตุจากกีฬากระโดดร่ม ทำให้ร่างกายของเขากลายเป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงตัวลงไป ทำให้ ฟิลลิปป์ ต้องว่าจ้างผู้ดูแลส่วนตัวเพื่อมารับหน้าที่เป็นตัวแทนร่างกายของเขา และนั่นก็ทำให้เขาได้พบกับ ดริสส์ ชายหนุ่มผิวสีฐานะยากจน ผู้เต็มไปด้วยอารมณ์ร้อน ด้วยบุคลิกสุดโต่งของทั้งคู่ ทำให้พวกเขาสามารถเข้ากันได้ในเวลาอันรวดเร็ว 

หนึ่งในหนังฝรั่งเศสในดวงใจของใครหลาย ๆ คน ที่โด่งดังจนเมื่อไม่นานมานี้ฮอลีวูดได้นำมารีเมกในหนังที่มีชื่อว่า The Upside โดยหนังดัดแปลงมาจากเรื่องจริงสุดประทับใจของชายผู้เป็นอดีตขุนนางฝรั่งเศส ความน่าสนใจของหนังคือการถ่ายทอดเรื่องมิตรภาพของชนชั้น และการให้เรียนรู้ที่จะสร้างมิตรภาพกับเหล่าผู้อพยพในฝั่งยุโรป ออกมาได้ลื่นไหล น่าติดตาม ด้วยคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นของสองตัวละครหลักของเรื่อง พร้อมการถ่ายทอดมิตรภาพได้อย่างน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นฉากชวนยิ่ม หรือฉากดราม่าอันทรงพลัง ที่ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังที่คนยุโรปต่างชื่นชอบมาจนถึงทุกวันนี้


43. The Departed (2006)

The Departed (2006)หนังที่ดัดแปลงมาจากหนังแก๊งสเตอร์ฮ่องกงอย่าง Infernal Affair หรือ 2 คน 2 คม ที่ว่าด้วยเรื่องราวของสองชายหนุ่มที่พึ่งจบจากโรงเรียนตำรวจ คนหนึ่งเป็นลูกน้องของเจ้าพ่อรายใหญ่ ที่ส่งเขาไปเพื่อแฝงตัวเป็นสายลับในกรมตำรวจ อีกคนถูกกรมตำรวจ มอบหมายให้เข้าไปแฝงตัวเป็นลูกน้องของแก๊งมาเฟียดังกล่าว ทั้งคู่ต้องปลอมตัวเพื่อแอบสืบเรื่องวงในของอีกฝ่าย ท่ามกลางความสงสัยของตำรวจ และแก๊งมาเฟีย ว่าพวกเขากำลังมีหนอนบ่อนไส้ 

แม้ว่าหลายๆ เสียงจะบอกว่า The Departed ทำออกมาได้ไม่สนุก และสมบูรณ์แบบเท่ากับเวอร์ชั่นต้นฉบับของฮ่องกง แต่หนังก็ถูกใจนักวิจารณ์ และยังรักษามาตรฐานของความเป็นหนังมาร์ติน สกอร์เซซิ ได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งหนังก็สามารถคว้ารางวัลออสการ์มาถึง 4 รางวัล (ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม ,กำกับยอดเยี่ยม ,บทดัดแปลงยอดเยี่ยม และตัดต่อยอดเยี่ยม) โดยหนังเรื่องนี้ สกอร์เซซิ ยังคงความเป็นหนังต้นฉบับเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา และฉากสำคัญต่างๆ แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนอารมณ์ให้ออกมาเป็นหนังแก๊งสเตอร์อเมริกันแทน นอกจากนี้หนังยังได้ทีมนักแสดงชื่อดังมาร่วมอย่างแบบคับจอไม่ว่าจะเป็น แมตต์ เดม่อน ,ลีโอนาร์โด ดิคาร์ปริโอ ,แจ๊ค นิโคลสัน ,มาร์ค วอลห์เบิร์ก ,อเล็กซ์ บาลวิน และเวร่า ฟาร์มิก้า


42. City Lights (1931)

City Lights (1931)เรื่องราวของ ขายเร่ร่อนคนหนึ่งที่เขาได้ไปตกหลุมรักให้กับหญิงสาวขายดอกไม้ตาบอด และได้กลายเป็นเพื่อนสนิทของเศรษฐีหนุ่มผู้มีอารมณ์สองขั้ว หลังจากที่ได้ไปข่วยชีวิตเขาในขณะที่กำลังจะฆ่าตัวตาย ซึ่งจากการได้เป็นเพื่อนกับเศรษฐีนั้น ก็ทำให้ชายเร่ร่อนได้ออกไปใช้ชีวิตสุดหรูในเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น การได้เข้าไปร่วมปาร์ตี้ของเหล่าไฮโซ ,การได้เข้าไปทานอาหารในภัตตาคารหรู และการขับรถหรู ก่อนที่เขาจะใช้โอกาสช่วงที่้เริ่มมั่งมีในการนำเงินไปช่วยเหลือครอบครัวของสาวตาบอด จนทั้งคู่ได้สนิทสนมกัน แต่ทว่าโชคชะตาก็ได้เล่นตลกกับเขามากมาย จนทำให้ชายเร่ร่อน พบกับทั้งเรื่องโชคดี และโชคร้ายมากมาย

อีกหนึ่งผลงานของ ชาร์ลี แชปลิน ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น มาสเตอร์พีซ และเป็นหนังที่ขึ้นชื่อว่าควรดูสักครั้งก่อนตาย!! โดยหนังเรื่องนี้เป็นอีกผลงานที่ แชปลิน รับหน้าที่กำกับ เขียนบท แสดงนำ จนถึงทำดนตรีประกอบ โดยหนังได้รับเสียงยกย่องจากนักวิจารณ์ และคนดูตั้งแต่อดีต จนปัจจุบัน ด้วยความที่หนังหยิบเอาเรื่องชนชั้น การดิ้นรนเอาชีวิตรอดในเมืองใหญ่ของชนชั้นล่างที่สิ้นหวัง และน่าหดหู่ ออกมาให้ดูบันเทิง และเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเกือบตลอดทั้งเรื่อง หนังเปี่ยมไปด้วยมุกตลกที่มีชั้นเชิง โดยเฉพาะฉากต่อยมวยสุดคลาสสิก ที่ทั้งตลก และได้ลุ้นทุกครั้งที่ได้ดู รวมถึงการมีพาร์ทโรแมนติกที่ชวนอิ่มเอม และฉากดราม่าที่สะเทือนใจ 


 41. Gladiator (2000)

Gladiator (2000)เรื่องราวของ แมกซิมัส นักรบผู้กล้าหาญแห่งกรุวโรม ที่ทำหน้าที่รับใช้ องค์จักรพรรดิมาร์คัส ออร์เรลุส มาเนิ่นนาน และช่วยกอบกู้อาณาจักรเอาชนะศัตรูมานักต่อนัก จนทำให้จักรพรรดิ ได้วางตัวให้เขารับตำแหน่งแทนที่เขาเป็นคนต่อไป แทนที่จะมอบให้ คอมมอนดุส ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเขา แต่ทว่าทางด้าน คอมมอนดุสเอง กลับอิจฉา และโกรธแค้นพ่อตัวเอง จนพลั้งมือฆ่าจักรพรรดิมาร์คัส หลังจากนั้นเขาก็ได้ขับไล่ แมกซิมัส ออกจากอาณาจักร พร้อมฆ่าลูก และภรรยาของเขา ก่อนตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิคนใหม่ ในขณะที่ด้าน แมกซิมัส ต้องกลายเป็นทาส ก่อนที่เขาจะได้แสดงฝีมือการรบอันยอดเยี่่ยมจนกลายเป็นนักรบกลาดิเอเตอร์ ที่มีจุดหมายคือการหาทางล้างแค้น คอมมอนดุส ในสมรภูมิรบอันยิ่งใหญ่อย่างโคลิเซียม

หนึ่งในผลงานฟอร์มยักษ์ของ ริดลี่ย์ สก้อตต์ ที่ได้หยิบเอาเรื่องราวสงคราม ความกล้าหาญ มานำเสนอได้ยิ่งใหญ่ และทรงพลัง หนังได้เป็นส่วนผสมของหนังแอคชั่นพีเรียต และดราม่าการเมือง มาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว บทพูดของหนัง ที่ได้ถ่ายทอดความดำมืด การคอรัปชั่น และการกดขี่ชนผู้น้อย สะท้อนออกมาได้สมจริง ส่วนด้านฉากแอคชั่น ถือว่าจัดเต็มทั้งความสนุก เข้มข้น และความโหดแบบไม่มีกั้ก ในขณะที่ รัสเซล โครว์ เจ้าของบท แมกซิมัส ก็ได้ถ่ายทอดบทบาทได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งพาร์ทดราม่า และแอคชั่น โดยเฉพาะการที่เขาได้แสดงกับ วาคิน ฟีนิกซ์ ในบท คอมโมดุส ที่่ทั้งสองสามารถรับส่งบท คนดีและวายร้าย ออกมาได้ชวนลุ้น บีบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง การันตีด้วย 5 รางวัลออสการ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือสาขาแสดงนำชายยอดเยี่ยมของ รัสเซล โครล์


40. Psycho(1960)

Psycho(1960)เมเรี่ยน เครน หญิงสาวที่ได้แอบทำการยักยอกเงินของบริษัท เพื่อหนีไปใช้ชีวิตกับคนรักของเธอ โดยในระหว่างที่เดินทางออกนอกเมืองนั้น เธอก็ได้ตัดสินใจแวะพักในโรงแรมแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า Bates Motel ซึ่งในที่แห่งนั้นเธอก็ได้พบกับ นอร์แมน เบตส์ เจ้าของโรงแรมหนุ่ม ผู้มีบุคลิกที่แปลกประหลาด พร้อมทั้งแม่ของเขาที่อยู่ในบ้านข้าง ๆ ที่ดูเหมือนว่าคอยสั่งการลูกชายอยู่ห่าง ๆ ในขณะที่ เมเรี่ยน ได้หารู้ไม่ว่าเธอกำลังจะพบกับความสยดสยองที่ไม่คาดคิดมาก่อนในชีวิต

ผลงานอันเรืองชื่่อของเจ้าพ่อหนังระทึกขวัญในตำนานอย่าง อัลเฟร็ด ฮิตช์ค้อก ที่ได้สร้างคุณูปการต่อวงการภาพยนตร์มาจนถึงทุกวันนี้ โดยหนังเรื่องนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของหนังไล่เชือดของยุคปัจจุบันมากมาย ด้วยพลอตที่หักมุม การเล่าเรื่องที่ชวนลุ้น ชวนติดตาม นอกจากนี้หนังยังเต็มไปด้วยการจัดสัดส่วนของภาพ การเล่นกับมุมกล้อง ไปจนถึงดนตรีประกอบ ที่เต็มไปด้วยความหมาย นัยยะต่าง ๆ แฝงเอาไว้อย่างชาญฉลาด และมีชั้นเชิง จนทำให้ทุกวันนี้ Psycho ได้กลายเป็นหนังที่นักเรียนนิเทศ หรือเรียนสาขาภาพยนตร์ต้องหามาดูสักครั้ง


39. Modern Times (1936)

Modern Times (1939)เรื่องราวการดิ้นรนเอาชีวิตรอดของชนชั้นแรงงาน ในโลกที่กำลังเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม ชาร์ลี แชปลิน รับบทเป็นหนุ่มทำงานโรงงาน ที่ทำงานอย่างหนักจนเขาค่อย ๆ เสียสติก่อนจะถูกจับไปรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช หลังจากนั้นชีวิตของเขาก็ระหกระเหินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นติดคุก ต่อสู้กับโจร ก่อนจะได้พบกับหญิงสาวไร้บ้านคนหนึ่ง ที่ทั้งคู่ได้ตกหลุมรักซึ่งกันและกัน พร้อมร่วมกันวางแผนอนาคตที่จะหางานดี ๆ ทำ และเก็บเงินซื้อบ้านสร้างครอบครัวที่มีความสุข แต่ทว่าโชคชะตาก็ได้เล่นตลกกับทั้งคู่มากมายที่ทั้งตลกร้าย และชวนน่าหดหู่

อีกหนึ่งผลงานคลาสสิคของ ชาร์ลี แชปลิน ที่เขาลงทุนทั้งกำกับ เขียนบท แสดงนำ และทำดนตรีประกอบ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกภาพยนตร์ เนื่องจากหนังเรื่อนี้ได้รับการยกย่องจากนักวิจารณ์หลาย ๆ สำนักว่าเป็นหนังเรื่องท้าย ๆ ในยุคเฟื่องฟูของหนังเงียบ ก่อนที่จะเป็นหนังมีเสียงพูดของตัวละคร ซึ่งแม้ว่าหนังจะใช้ชื่อว่าหนังเงียบก็ตาม แต่ในระหว่างดำเนินเรื่องก็ได้มีการสอดแทรกบทสนทนาเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้ในหนังด้วย สิ่งที่โดดเด่นของ Modern TImes คือการหยิบเอาประเด็นที่ขม ๆ อย่างเรื่องของชนชั้น การดิ้นรนเอาชีวิตรอดของชนชั้นล่างที่ใช้แรงงาน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตำแหน่งงานไม่เพียงพอกับผู้คน หนังได้ถ่ายทอดความรันทดความยากลำบากผ่านแอคติ้่งตลก ๆ ชวนเพี้ยนของแชปลิน จนเราทั้งขำและสงครามในชะตากรรมของตัวละคร เรียกได้ว่าเป็นหนังตลกร้ายที่ถ่ายทอดออกมาได้มีชั้นเชิงมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็ว่าได้


38. American History X (1998)

American History X (1998)เดเรค วินยาร์ด ชายหนุ่มที่เป็นหัวหอกของแก๊งนีโอนาซี ผู้รังเกียจคนผิวสีเข้าไส้ จนเขาได้เคยพลั่งมือฆ่าคนเหล่านั้นมาแล้ว และนั่นเองก็ได้ทำให้เขาต้องติดคุกเป็นเวลาหลายปี ก่อนที่เขาจะได้เรียนรู้มิตรภาพครั้งใหม่ในกรงขัง ที่เปลี่ยนความคิดของเขาไปตลอดกาล แต่ทว่าหลังจากที่ออกจากคุก เขากลับพบว่า แดนนี่ น้องชายของเขากำลังเลือกที่จะเดินตามรอยความผิดพลาดของเขาด้วยจิตใจที่เปี่ยมศรัทธา เดเรค จึงค่อย ๆ พยายามหาทางที่จะป้องกันไม่ให้น้องชายของเขาต้องผิดพลาดเช่นเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาหนึ่งในหนังที่ว่าด้วยประเด็นความขัดแย้งทางสีผิวที่ดีที่สุด

หนังเป็นผลงานการกำกับของ โทนี่ เคย์น ซึ่งหนังก็ได้ถ่ายทอดความรุนแรง ป่าเถื่อนของกลุ่มนีโอนาซี ออกมาได้น่าสะเทือนใจ แต่กระนั้นหนังก็ได้สอดแทรกไปด้วยแง่คิด และความประทับใจของความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนที่ไม่แบ่งแยกผิวสี และความสัมพันธ์ของครอบครัว ออกมาได้เป็นอย่างดี แต่ด้วยความที่เป็นหนังสะท้อนสังคม หนังได้มอบบทสรุปอันน่าสะเทือนใจอย่างที่ยากจะลืมด้วยเช่นกัน ส่วนที่หลาย ๆ คนน่าจะจดจำจากหนังเรื่องนี้คือการแสดงอันทรงพลังของเอดเวิร์ด นอร์ตัน ที่ลงทุนฟิตหุ่นจนได้มาดเท่ และเคมีการแสดงระหว่างเขาและ เอดเวิร์ด ฟัวลอง ที่ถ่ายทอดบทพี่น้องเข้ากันอย่างลงตัวราวกับว่าทั้งคู่เป็นพี่น้องกันจริง ๆ 


37. Terminator 2: Judgment Day (1991)

Terminator 2: Judgment Day (1991)เรื่องราวของ จอห์น คอนเนอร์ เด็กหนุ่มที่เติบโตมาในการดูแลของพ่อและแม่เลี้ยงของเขา ในขณะที่แม่ของเขา ซาราห์ คอนเนอร์ ต้องอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช เนื่องจากความเชื่อของเธอที่ว่าโลกจะถึงกาลอวสานเพราะถูกเครื่องจักรยึดครอง จนกระทั่งวันหนึ่ง จอห์น ได้ถูกตามล่าโดยหุ่นยนต์รุ่น T-1000 จากอนาคต เพื่อมาสังหารเขา ก่อนที่จอห์น จะได้รับการปกป้องจากหุ่นยนต์ T-800 ที่ตัวเขาจากอนาคตได้ส่งมาเพื่อปกป้อง และช่วยเหลือ ซาราห์ ให้เป็นอิสระ เพื่อร่วมกันป้องกันไม่ให้เกิดวันพิพากษาที่จะเกิดขึ้นในปี 2029

หนังแอคชั่นในตำนานจากผลงานการกำกับของ เจมส์ คาเมร่อน และเป็นหนังชุด ฅนเหล็กภาคที่ดีที่สุด ด้วยความที่หนังได้ฉีกกรอบเดิมจากภาคแรกที่เป็นหนังแอคชั่น ระทึกขวัญ เป็นหนังแอคชั่น ไซไฟ ไล่ล่าอย่างสมบูรณ์แบบ อาร์โนลด์ ชวาร์สเนกเกอร์ ในบท T-800 ได้สลัดภาพจากฅนเหล็กสุดโหด สู่ฅนเหล็กผู้อ่อนโยนจนกลายเป็นไอคอนสำคัญของแฟรนไชส์ชุดนี้ไปแล้ว หนังเต็มไปด้วยฉากดวลระหว่างสองฅนเหล็ก และฉากขับรถไล่ล่าให้ทำออกมาได้ดุเดือด เข้มข้น ที่ดูกี่ครั้งก็มันส์แม้ว่าจะผ่านมาเกือบ ๆ 30 ปีแล้วก็ตาม นอกจากนี้หนังยังมาพร้อมฉากดราม่าในช่วงท้าย ที่เชื่อว่าทำใครหลาย ๆ คนที่ดูเสียน้ำตากันแล้ว 


36. The Pianist (2002)

The Pianist (2002)หนังสร้างจากชีวิตจริงของ วลาดิสลอว์ สปิลมัล นักเปียโนชาวโปแลนด์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงที่เขาและครอบครัวได้ถูกทหารนาซีรุกราน ตามล่าชาวยิว ทำให้เขาต้องพลัดพลากจากครอบครัว ที่ถูกจับตัวไปยังค่ายกักกัน ในขณะที่เขาได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนที่้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชาวเยอรมัน หลังจากนั้นชีวิตของ สปิลมัล ก็เต็มไปด้วยความลำบาก ไม่ว่าจะเป็นการพยายามหลบหนีจากทหารนาซี การสูญเสียคนรอบข้างให้กับสงครามครั้งนี้ แต่สิ่งที่ช่วยให้เขามีชีวิตรอดได้คือความสามารถในการเล่นเปียโนอันยอดเยี่ยมของเขา 

อีกหนึ่งหนังดราม่า ที่ว่าด้วยเหตุการณ์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลงานการกำกับของ โรมัน โปลันสกี ที่ได้ดัดแปลงมาจากหนังสือของตัว วลาดิสลอว์ สปิลมัล เอง หนังยังคงถ่ายทอดความหดหู่ โหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ออกมาได้อย่างน่าสะเทือนใจ หนังเต็มไปด้วยฉากการข่มเหงชาวยิวของทหารนาซีที่โหดร้าย ส่วนที่โดดเด่นของหนังคือการเลือกประเด็นความงดงาม และมิตรภาพที่เกิดจากเสียงดนตรีท่ามกลางความรุนแรงของสงคราม การแสดงของ เอเดรียน โบรดี ในบท สปีลมัล ที่ได้ถ่ายทอดชีวิตของชายที่ต้องสูญเสียครอบครัว และต้องดิ้นรน เอาชีวิตรอดในสงครามออกมาได้ยอดเยี่ยม ทำให้เขาสามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขาแสดงนำชายมาได้ นอกจากนี้หนังยังได้รางวัลสาขา ผู้กำกับยอดเยี่ยม (โรมัน โปลันสกี) และบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม (โรนัลด์ ฮาร์วูด) มาครองอีกด้วย  


35. Back to the Future (1985)

Back to the Future (1985)เรื่องราวของ มาร์ตี้ แมคฟลาย ชายหนุ่มสุดเนิร์ด ที่เติบโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างเต็มไปด้วยความเป็น Loser จนกระทั่งเขาได้รับการติดต่อ ดร.เอมเมต บราวน์ เพื่อนนักประดิษฐ์ของเขา ที่ได้สร้างไทม์แมชชีนขึ้นมา แต่ทว่าระหว่างทำการทดลองพวกเขาได้โดนโจมตีจากผู้ก่อการร้าย ทำให้ มาร์ตี้ ต้องใช้ไทม์แมชชีนเพื่อหลบหนี โดยเขาได้เดินทางย้อนกลับไปยัง 30 ปี ก่อนหน้า ก่อนที่เรื่องวุ่น ๆ จะเริ่มขึ้นเมื่อเขาได้ไปพบกับพ่อแม่ของตัวเองในอดีต พร้อมทั้งยังต้องขอความช่วยเหลือจาก บราวน์ ในวัยหนุ่มให้ช่วยซ่อมไทม์แมชชีน และพาเขาเดินทางกลับไปยังยุคสมัยของตัวเองอีกครั้ง 

หากจะให้พูดถึงหนังย้อนเวลาที่ดีที่สุด หรือหนังไซไฟไตรภาคที่ยอดเยี่ยมที่ดีที่สุด จะต้องมีหนังชุด Back to the Future ติดอันดับอย่างแน่นอน หนังเป็นผลงานการกำกับของ โรเบิร์ต เซเมคิส จาก Forest Gump ซึ่งแม้ว่าหนังชุดนี้จะมีอายุมากกว่า 30 ปีแล้วก็ตาม แต่ความสนุก การมีชั้นเชิงของการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ก็ยังทรงพลังมาถึงยุคนี้ไม่เสื่อมคลาย โดยเฉพาะการที่หนังได้เป็นอีกหนึ่งตัวแทนของ Culture ยุต 80 ตั้งแต่การแฟชั่นการแต่งตัว และเพลงประกอบของหนัง ที่ทุกครั้งที่ได้เปิดดูหนังเรื่องนี้คนดูจะเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อช่วงยุค 80 อีกครั้ง


34. The Lion KIng(1994)

The Lion KIng(1994)
เรื่องราวการผจญภัยของ ซิมบา สิงห์น้อย ที่เป็นลูกชายของ มูฟาซา สิงห์โตผู้เป็นเจ้าแห่งป่าไพรร็อค ที่เป็นที่เคารพยำเกรงของบรรดาสรรพสัตว์นานาชนิดในป่าแห่งนี้ โดย ซิมบา ถูกวางตัวให้เป็นผู้ที่จะมารับหน้าที่สืบทอดบัลลังก์จากสิงโตผู้พ่อ ในขณะที่ สการ์ สิงโตผู้หมายครองบัลลังก์ดังกล่าว ก็ได้เก็บความเคียดแค้นไว้ในใจ และวางแผนร้ายในการหลอกล่อให้ ซิมบา หลงกล และลอบสังหาร มูฟาซา จนทำให้ป่าที่เคยสมบูรณ์ ค่อย ๆ แห้งแล้งลง ทำให้ ซิมบา ต้องเติบโต และเรียนรู้การเป็นผู้นำ เพื่อกลับไปกอบกู้ป่าไพรร็อค ให้กลับมาสู่ความสงบสุขอีกครั้ง

หนึ่งในอนิเมชั่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลจาก วอลท์ ดิสนีย์  ผลงานการกำกับของ โรเจอร์ อัลเลอร์ส และ ร็อบ มินคอฟฟ์ โดย The Lion King ถือว่าเป็น Orinal Animation เรื่องแรกที่ดิสนี่ย์ สร้างขึ้นโดยไม่ได้ดัดแปลงมาจากเทพนิยายใด ๆ โดยหนังได้ถ่ายทอดการผจญภัย และความยิ่งใหญ่ของป่าไพรร็อค ออกมาได้มีชีวิตชีวา พร้อมทั้งยังแฝงไปด้วยแง่คิดเรื่องการก้าวผ่านพ้นวัย (Coming-of-Age) ที่เป็นประเด็นที่คุ้นเคยของหนังดิสนีย์ นอกจากนี้เพลงประกอบอย่าง "Can You Feel the Love Tonight" ของ เอลตัน จอห์น และดนตรีประกอบของ ฮานส์ ซิมเมอร์ ก็ได้เป็นที่ติดหูมาจนถึงทุกวันนี้ 


33. Harakiri(1962)

Harakiri(1962)หนังว่าด้วยเหตุการณ์ในช่วงศตวรรษที่ 17 หลังจากที่ประเทศญี่ปุ่นสิ้นสุดสงครามทำให้บรรดาซามูไร ต้องกลายเป็นนักรบไร้นาย หรือที่เรียกว่า โรนิน ที่ต้องระหกระเหเร่ร่อน หางานทำเพื่อเลี้ยงชีพ แต่ทว่า โรนินบางคนกลับไร้สิ้นทางออกในชีวิต ทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะเดินทางไปยังบ้านตระกูลนักรบที่มีชื่อเสียง เพื่อทำการฮาราคิริ หรือการปลิดชีวิตตัวเองด้วยการคว้านท้อง หนังว่าด้วยเรื่องราวของ ฮาชิโระ ทซีกุโมะ โรนินที่มาขอทำการฮาราคิริ ที่บ้านของนักรบตระกูลดัง แต่ทว่าลึก ๆ แล้วเขามีเจตนาแฝงบางอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

อีกหนึ่งหนังคลาสสิกในตำนานของญี่ปุ่น กำกับโดย มาซากิ โคบายาชิ ที่ได้ดัดแปลงมาจากนิยายของ ยาซุฮิโกะ ทาคิงุจิ ความโดดเด่นของหนังเรื่องนี้ คือบทหนังที่เต็มไปด้วยความเป็นกวี ที่เปี่ยมไปด้วยแง่คิด และความคมคาย แต่ก็ไม่ลืมละทิ้งความสนุก เพราะแต่ละการโต้ตอบของตัวละครล้วนนำมาสู่ซีเควนซ์ที่ตื่นเต้น เข้มข้นมากยิ่งขึ้น หนังค่อย ๆ เผยให้เราได้เห็นเจตนาของ โรนินในเรื่องว่าทำไมถึงต้องการจะทำการ ฮาราคิริ ซึ่งเมื่อคนดูรู้ถึงที่มา เชื่อว่าต้องช็อค และสะเทือนอารมณ์ไม่น้อย นอกจากนี้หนังยังมาพร้อมมุมกล้อง และการจัดแสดงที่โดดเด่น สวยงามมาก ๆ  ถือว่าเป็นอีกหนังตระกูลซามูไร ที่เปี่ยมไปด้วยศิลปะการนำเสนออย่างแท้จริง


32. The Usual Suspects (1995)

The Usual Suspects (1995)เรื่องราวของ 5 โจร ที่วันหนึ่งพวกเขาถูกตำรวจเรียกตัวไปสอบสวนในคดีปล้นรถขนปืน หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ทำความรู้จักกัน และวางแผนที่จะร่วมกันทำการปล้นเหล่าอาชญากรอีกที จนกระทั่งพวกเขาได้ถูกข่มขู่จากอาชญากรปริศนานาม ไคเซอร์ โซเซ่ ให้พวกเขาทำภารกิจครั้งสำคัญ หากทำไม่สำเร็จคนที่พวกเขารักจะต้องตาย ในขณะที่ 5 โจร ต่างพยายามหาทางเอาตัวรอด และหาว่าแท้จริงแล้ว ใครคือ ไคเซอร์ โซเซ่ โดยหารู้ไม่ว่าพวกตนกำลังพบกับคนที่อันตรายที่สุดในโลกอาชญากรรม

หนังอาชญากรรมสุดโด่งดังของ ไบรอัน ซิงเกอร์ ที่ได้ คริสโตเฟอร์ แมคควอรี่ จาก Mission Impossible: Fallout มารับหน้าที่เขียนบท ตัวหนังพาคนดูไปผจญภัยในโลกอาชญากรรม ที่เต็มไปด้วยความลึกล้ำในการเล่าเรื่อง โดยหนังเลือกที่จะเล่าเรื่องแบบสลับไทม์ไลน์  และมีบทอันชาญฉลาด ที่สามารถพาคนดูลุ้นระทึกไปกับหนังตลอดทั้งเรื่อง  พร้อมสร้างคาแรคเตอร์ของ 5 โจรในเรื่องออกมาได้น่าจดจำ รวมถึงตัว ไคเซอร์ โซเซ่ ที่หนังเก็บตัวละครนี้ไว้เป็นความลับจนวินาทีสุดท้าย แต่แม้จะไม่ได้เห็นหน้าของตัวละครนี้ หนังก็ทำให้คนดูรู้สึกถึงอิทธิพล และการมีตัวตนของวายร้ายผู้นี้ตลอดทั้งเรื่อง ก่อนที่จะเซอร์ไพรส์เราในวินาทีสุดท้าย


31. Léon The Professional(1994)

Léon The Professional(1994)เรื่องราวของนักฆ่าหน้านิ่ง นาม ลีออง ที่วันหนึ่งเพื่อนบ้านของเขาได้ถูกฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ DEA สุดโฉด เนื่องจากเกิดความขัดแย้งเรื่องโคเคน แต่ทว่ายังได้มีคนในครอบครัวดังกล่าวเหลือรอดอยู่ นั่นก็คือ มาทิลดา ที่เป็นลูกสาวของครอบครัวนี้ โดย มาทิลดา ก็ได้ขอร้องให้ ลีออง ช่วยเหลือเธอด้วยการพาเธอไปดูแล และขอให้เขาล้างแค้นแทนครอบครัวของเธอ ความสัมพันธ์ดี ๆ ระหว่างนักฆ่า และเด็กสาววัย 12 ปีก็ได้เริ่มก่อตัวขึ้น

ผลงานสุดโด่งดังของ ลุค เบสซง ผู้กำกับสัญชาติฝรั่งเศส ที่โดดเด่นในการทำหนังแอคชั่น และนำเสนอผ่านมุมมองตัวละครผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้คือการผสมผสานความเป็นหนังแอคชั่น ระทึกขวัญ และความเป็นดราม่า ครอบครัว ออกมาได้ลงตัว นอกจากนี้หนังยังสร้างคาแรคเตอร์ของตัวละครได้ชวนจดจำ ทั้ง ลีออง ที่เป็นนักฆ่าผู้รักธรรมชาติ และชอบดื่มนม หรือคาแรคเตอร์ของ มาทิลดา สาวน้อยที่เติบโตในชนชั้นล่าง แต่ก็ยังเปี่ยมไปด้วยความน่ารักสดใสตามประสาสาวน้อย ที่เข้ามาช่วยเติมเต็มให้ชีวิตของ ลีออง สดใสขึ้น ทั้งนี้ต้องชื่นชมเคมีการแสดงของ ฌอง เลโน และนาตาลี พอร์ตแมน ที่มีเคมีการแสดงที่เข้ากันมาก ๆ โดยหนังเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นงานแจ้งเกิด พอร์ตแมน ก่อนที่เธอจะกลายเป็นนางเอกระดับเอลิสต์ของวงการมาจนทุกวันนี้


30. Interstellar (2014)

Interstellar (2014)เรื่องราวของโลกอนาคตเมื่อโลกกำลังพบกับวิกฤตเมื่อได้เกิด โรคพืช ระบาดไปทั่วทุกที่ ทำให้พืชพรรณต่าง ๆ ค่อย ๆ ล้มตาย คูเปอร์ (แมทธิว แมคกอนนาเฮย์) อดีตนักบิน NASA ที่ได้รับการติดต่อจากสถานีลับของ NASA ที่นำทีมโดย ศาสตราจารย์ จอห์น แบรนต์(ไมเคิล เคน) ที่วางแผนส่งทีมเดินทางขึ้นไปยังอวกาศ เพื่อทางดาวดวงใหม่เพื่อที่จะให้มนุษย์สามาถไปอาศัยอยู่ได้ นอกจากนี้การเดินทางในครั้งนี้ ยังใช้ทฤษฎี รูหนอน เพื่อพิสูจน์ว่าจะสามารถข้ามมิติตามที่คาดการณ์ไว้ได้หรือไม่ ในขณะที่ด้าน คูเปอร์เองก็ค่อย ๆ พบว่าการเดินทางครั้งนี้จะพรากเขาจากครอบครัวไปตลอดกาล

หลังจากที่คุ้นเคยกับลายเซ็นที่เป็นหนังอาชญากรรม จิตวิทยามาโดยตลอด สำหรับ Interstellar เป็นหนังที่ฉีกแนวไปจากหนังเรื่องก่อน ๆ ด้วยการเป็นหนังแนวไซไฟ อวกาศ อย่างเต็มตัวหลังจากก่อนหน้านี้ใน Inception โนแลน ได้โชว์สกิลสร้างงาน ไซไฟ แบบพอหอมปากหอมคอมาแล้ว ในเรื่องนี้เขาได้เขียนบทคู่กับ โจนาธาน โนแลน ผู้เป็นน้องชาย พร้อมได้คำปรึกษาจากนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญด้านจักรวาล เพื่อทำให้เขาสามารถถ่ายทอดการผจญภัยในอวกาศ ออกมาได้สมจริงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ โนแลน ยังได้ใช้วิธีการถ่ายทำด้วยระบบฟิล์ม 35 มิลลิเมตร และใช้กล้อง IMAX ในการถ่ายทำ เพื่อเพิ่มความยิ่งใหญ่ ตระการตาให้กับหนัง อย่างไรก็ตามหนังเรื่องนี้ก็ถูกยกว่าเป็นหนังที่ดูเข้าใจยากที่สุดของ โนแลน ด้วยการอิงทฤษฎีต่าง ๆ ที่หากใครไม่ใช่สายหนังไซไฟ อาจงงกับบทสนทนาในหนัง รวมทั้งการสับขาหลอกคนดูในช่วงท้าย ที่ทำออกมาได้ลึกล้ำ และเหนือชั้นอย่างยอดเยี่ยม 


29. The Green Mile

The Green Mileหนังว่าด้วยเรื่องราวของเรือนจำแห่งหนึ่ง ที่มีชื่อเดียวกับชื่อเรื่อง โดยเรือนจำแห่งนี้จะเป็นที่ขุมขังสำหรับนักโทษประหารเท่านั้น ซึ่งดูแลโดย พอลล์ เอดจ์คอมป์ หัวหน้าผู้คุมผู้จิตใจดี เป็นที่รักของลูกน้อง รวมถึงนักโทษ(บางคน) จนกระทั่งได้มีการย้ายนักโทษคนล่าสุดมายังเรือนจำ นักโทษคนนั้นนามว่า จอห์น คอฟฟี่ เป็นนักโทษที่ถูกจับคดีฆาตกรรมเด็ก แต่ทว่า จอห์น คอฟฟี่ กลับมีความพิเศษกว่านักโทษคนอื่น ๆ คือเขาเป็นคนที่มีจิตใจดีกว่าที่หลายคนคิด พร้อมทั้งยังมีความสามารถพิเศษในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ไปจนถึงชุบชีวิตคนที่ตายแล้วให้กลับคืนมาอีกด้วย

อีกหนึ่งผลงานการกำกับของ แฟรงค์ ดาราบอนด์ ผู้กำกับจาก The Shawshank Redemption ที่เรื่องนี้ก็ยังดัดแปลงมาจากนิยายของ สตีเวน คิงเหมือนเดิม สำหรับหนังเรื่องนี้ยังคงมาในอารมณ์เดียวกับ Shawshank ที่เล่นประเด็นมิตรภาพในเรือนจำ หรือห้องขัง แต่หนังเรื่องนี้เพิ่มความแฟนตาซี และประเด็นทางศาสนาเข้ามาเป็นอีกสีสันของหนัง นอกจากนี้หนังยังได้ทอม แฮงค์ มาร่วมแสดงนำกับ ไมเคิล คลาร์ก ดันแคน ที่ทั้งคู่ต่างถ่ายทอดบทดราม่าออกมาได้ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะ ดันแคน ที่บท จอห์น คอฟฟี่ในเรื่องนี้ของเขา ถือเป็นหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดของนักแสดงผู้ล่วงลับผู้นี้


28. Parasite(2019)

Parasite(2019)เรื่องราวของครอบครัวชนชั้นล่างครอบครัวหนึ่ง ที่มีสมาชิกด้วยกัน 4 คน คือพ่อ แม่ ลูกสาว และลูกชาย พวกเขาใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ด้วยการอาศัยในอาคารชั้นใต้ดิน และทำงานพับกล่องกระดาษ ไปจนถึงการแอบเข้ารหัส wifi ของเพื่อนบ้าน จนกระทั่งวันหนึ่งลูกชายของบ้านนี้ก็ได้รับการติดต่อจากเพื่อนเก่า ที่ได้เสนอให้เขาไปทำงานเป็นครูติวหนังสือให้กับลูกสาวบ้านเศรษฐีหลังหนึ่ง ซึ่งหลังจากนั้น ลูกชายก็ได้วางแผนร้ายด้วยการปลอมแปลงเอกสาร และเข้าไปทำงานที่บ้านหลังดังกล่าว ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ หาทางพาคนในครอบครัว เข้ามาทำงานในบ้านหลังนี้ เพื่อหาทางกอบโกยเงินจากบ้านเศรษฐีให้มากที่สุด

ผลงานท็อปฟอร์มจากผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ บองจุนโฮ หนังเกาหลีที่สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์ด้วยการสามารถกวาดรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงรางวัลใหญ่ ๆ อย่างออสการ์ ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่หนังเกาหลีได้คว้ารางวัลออสการ์สำเร็จ หนังโดดเด่นด้วยวิธีการนำเสนอ ทั้งบทหนังที่เล่าเรื่องได้ชาญฉลาด ไปจนถึงการตัดต่อ การวางมุมภาพ และแสง ที่สะท้อนถึงนัยยะที่หนังต้องการสื่อได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นอีกครั้งที่ บองจุนโฮ สามารถทำหนังสะท้อนความแตกต่างของชนชั้น ออกมาไดัชัดเจน และสะเทือนอารมณ์


27. Spirited Away(2001)

Spirited Away(2001)เรื่องราวของ จิฮิโระ เด็กหญิงวัย 10 ขวบ และพ่อแม่ของเธอ ที่ได้ย้ายบ้านจากเมืองกรุง สู่หมู่บ้านในชนบท แต่ทว่าระหว่างทาง พวกเขาดันหลงทาง และมาเจอกับหมู๋บ้านปริศนาแห่งหนึ่ง พ่อและแม่ของ จิฮืโระ ได้เห็นร้านอาหารร้านหนึ่งเต็มไปด้วยอาหารมากมาย ทั้งคู่ได้เข้าไปกินอาหารดังกล่าวอย่างตะกละตะกลาม ก่อนที่ จิฮืโระจะพบว่า แท้จริงแล้วที่แห่งนี้เป็นเมืองของวิญญาณ ในขณะที่พ่อและแม่ของเธอได้ถูกสาปให้กลายเป็นหมู จิฮิโระ ได้รับความช่วยเหลือจาก ฮาคุ หนุ่มน้อยมังกรขาว ที่คอยแนะนำถึงวิธีการในการใช้ชีวิตในโลกวิญญาณแห่งนี้ โดย จิฮิโระ ต้องทำงานพิเศษ และหาทางแก้คำสาปให้พ่อแม่ของเธอให้ได้

ผลงานอันโด่งดังของ Studio Ghibi งานกำกับและเขียนบทของ ฮายาโอะ มิยาซากิ ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวการผจญภัย แฟนตาซี ของเด็กน้อยในโลกของวิญญาณ ออกมาได้ชวนติดตาม ผ่านงานภาพที่วิจิตรงดงาม พร้อมเต็มไปด้วยแง่คิดของการเติบโตผ่านวัย (Coming-of-Age) ที่สามารถดูสนุกได้ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ นอกจากนี้หนังยัง่ถ่ายทอดความเชื่อเรื่องเทพเจ้า และวิญญาณของญี่ปุ่น ผ่านคาแรคเตอร์ผีแต่ละตัวในเรื่องออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม เรียกได้ว่าเป็นอนิเมชั่น ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า ข้อคิดดี ๆ ที่เหมาะกับคนทุกวัย และประเด็นที่ร่วมสมัยมาจนถึงทุกวันนี้


26. Saving Private Ryan (1998)

Saving Private Ryan (1998)หนังที่สร้างจากเหตุการณ์จริงในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงยุทธการการยกพลขึ้นที่นอร์มังดี โดยหนังจะพาทุกคนไปติดตามทหารสหรัฐฯ กลุ่มหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ตามหาพลทหาร ไรอัน เพื่อช่วยชีวิตเขา เนื่องจากเขาเป็นลูกชายคนสุดท้ายของครอบครัวหนึ่ง ที่ตอนนี้พี่น้องของเขาได้เสียชีวิตในสงครามโลกหมดแล้ว ด้านกลุ่มทหารนำทัพโดย กัปตัน มิลเลอร์ นายทหารสุดแกร่งที่ต้องนำทีมของเขา ฝ่าฟันอันตรายของกองทัพเยอรมันเพื่อทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ

อีกหนึ่งผลงานเรืองชื่อของ สตีเวน สปีลเบิร์ก ที่เป็นการกลับมาพูดถึงความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาได้นำเสนอผ่านมุมความโหดร้ายของนาซี ต่อชาวยิวมาแล้วใน Schindler's List โดยในเรื่องนี้ ได้เปลี่ยนอารมณ์จากดราม่า สะเทือนขวัญ มาเป็น สงคราม ระทึกขวัญบ้าง โดยหนังเต็มไปด้วยฉากสงครามสุดยิ่งใหญ่ตระการตา และชวนลุ้นระทึกตลอดทั้งเรื่อง นอกจากนี้หนังก็ยังสอดแทรกไปด้วยฉากดราม่าสุดประทับใจของพลทหารด้วยกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่หนังได้เจ้าพ่อหนังดราม่าอย่าง ทอม แฮงค์มารับบทนำ ที่ช่วยทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังสงครามที่หลาย ๆ คนเสียน้ำตาในตอนจบได้ หากจะให้มีการจัดอันดับหนังสงครามที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล Saving Private Ryan จะต้องอยู่ในลิสต์อันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน


25. Star Wars (1977)

Star Wars (1977)เรื่องราวมหากาพย์สงครามจักรวาลอันแสนไกลโพ้น ของกองทัพจักรวรรดิที่นำทัพโดย ดาร์ธเวเดอร์ ผู้ชั่วร้าย และฝ่ายต่อต้าน ที่นำทัพโดยเจ้าหญิงเลอา ในขณะที่ดาวเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่มีเด็กหนุ่มนาม ลุค สกายวอล์คเกอร์ ได้พบกับหุ่น R2-D2 และC-3PO  ที่เจ้าหญิงเลอา ได้มอบหมายภารกิจให้หุ่นทั้งสอง มอบข้อความลับกับ โอบีวัน เคโนบี อดีตเจไดในตำนาน หลังจากนั้น กองทัพจักรวรรดิก็ได้ตามล่าตัว โอบีวัน และลุค จนทำให้พวกเขาต้องหลบหนี และหาทางเดินทางไปสมทบกับเจ้าหญิงเลอา โดยได้รับการช่วยเหลือจากพ่อค้าของเถื่อน นาม ฮานโซโล จุดเริ่มต้นของการผจญภัยในอวกาศสุดตื่นเต้นก็ได้เริ่มขึ้น

หนังภาคแรกของมหากาพย์ Star Wars และมีเนื้อหาเป็นภาคที่ 4 ของหนังชุดนี้ผลงานการกำกับของ จอร์จ ลูคัส ซึ่งในตอนที่หนังเรื่องนี้ได้ฉายเป็นครั้งแรก ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการภาพยนตร์ก็ว่าได้ เพราะหนังเรื่องนี้ได้เต็มไปด้วยเทคนิคพิเศษ และความตระการตามากมายที่เหนือชั้นกว่าหนังในยุคเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นฉากสงครามอวกาศที่ตื่นตาตื่นใจ และฉากต่อสู้ด้วยดาบไลท์เซเบอร์ ที่ถือว่าแปลกตามาก ๆ ในตอนนั้น นอกจากนี้หนังยังเต็มไปด้วยตัวละครที่ชวนจดจำ ไม่ว่าจะเป็น ลุค สกายวอล์คเกอร์ ,ฮาน โซโล ,ชิวเบคก้า หรือหุ่นยนต์คู่หู R2-D2 และC-3PO ความสมบูรณ์แบบนี้เองที่ทำให้ Star Wars กลายเป็นปรากฏการณ์ จนทำให้มีการสร้างภาคต่อและภาคแยก มาจนถึงปัจจุบัน


24. It's a Wonderful Life (1946)

It's a Wonderful Life (1946)เรื่องราวของ จอร์จ เบลีย์ ชายหนุ่มจิตใจดี ที่ชีวิตของเขากำลังจะถึงทางตัน หลังจากที่เขานั้นได้ประสบความล้มเหลวในชีวิตหลายต่อหลายครั้ง หน่ำซ้ำบริษัทของเขาก็ได้เตรียมฟ้องเขาว่าเป็นผู้ยักยอกทรัพย์ของบริษัท จอร์จ ที่กำลังจะคิดฆ่าตัวตายเพื่อหาทางออกให้ชีวิต ก็ได้พบกับชายคนหนึ่งที่ชิงกระโดดน้ำฆ่าตัวตายต่อหน้าเขา ทำให้เขาตัดสินใจเข้าไปช่วย ก่อนจะพบว่าชายคนดังกล่าวคือเทวดา ที่ได้รับภารกิจให้มาช่วยชีวิตของเขา และได้แสดงให้จอร์จเห็นว่าหากโลกใบนี้ไม่มีเขาแล้วจะเป็นเช่นไร

อีกหนึ่งหนังดราม่า ครอบครัว ที่ถูกคนอเมริกันยกให้เป็นหนังโปรดมากที่สุด มาจนถึงทุกวันนี้ หนังเป็นผลงานการกำกับของ แฟรงค์ คาปรา ที่ได้ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของ American Dream ออกมาได้อย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา โดยความยอดเยี่ยมของหนังนอกจากการเล่าเรื่องที่ชวนติดตาม เหมาะกับการดูทั้งครอบครัวแล้ว หนังยังเต็มไปด้วยแง่คิดของการใช้ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหมายของการมีชีวิตอยู่ และการไม่สิ้นหวังที่จะทำความดี จนหนังเรื่องนี้มักจะถูกเปิดชมในช่วงเทศกาลวันคริสต์มาสของอเมริกา เพื่อเติมเต็มพลังของการใช้ชีวิตของผู้คน และเดินหน้าทำตามความฝันต่อไป


23. Silence of the Lambs(1991)

Silence of the Lambs(1991)คลาริซ สตาร์ลิ่ง เจ้าหน้าที่ FBI สาวหน้าใหม่ ที่เธอได้รับมอบหมายให้ดูแลคดีตามหาหญิงสาว ที่ถูกฆาตกรต่อเนื่องจับตัวไป ซึ่งเมื่อยิ่งพยายามสืบคดีไปเรื่อย ๆ ทำให้เธอพบว่าทางเดียวที่จะสามารถจับคนร้ายได้คือการเข้าไปสำรวจจิตใจของฆาตกร เธอจึงตัดสินใจเดินทางเพื่อไปพูดคุยกับ ฮานนิบาล เล็กเตอรื ฆาตกรต่อเนื่องในตำนาน ที่มักจับเหยื่อของเขามากิน และเป็นอดีตนักจิตวิทยา ที่ฉลาดเฉลี่ยว ในขณะที่ สตาร์ลิ่ง ต้องพยายามอ่านจิตใจ และวิธีคิดของ ฮานนิบาล เพื่อทำการไขคดีนี้ให้ได้

หนึ่งในผลงานจิตวิทยา ระทึกขวัญ ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลของผู้กำกับโจนาธาน เดมม์ ที่ดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันของ โธมัส แฮร์ริส นอกจากนี้หนังเรื่องนี้ยังเป็นแฟรนไชส์ชุด ฮานนิบาลที่ดีที่สุด จนทำให้ตัวละครฆาตกรต่อเนื่องผู้นี้กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างมาจนทุกวันนี้ หนังเต็มไปด้วยบทการสนทนาที่เข้มข้น พร้อมทั้งมีเทคนิคการนำเสนอที่โดดเด่น โดยเฉพาะฉากการปรากฏตัวของ ฮานนิบาล ที่คนดูแทบไม่ต้องรู้จักภูมิหลังของตัวละคร ก็สามารถรับรู้ถึงความโรคจิต ความน่ากลัวของตัวละครนี้ตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น ประกอบกับการแสดงอันทรงพลังของ แอนโธนี่ ฮ็อปกินส์ ที่ถ่ายทอดบท ฮานนิบาล ออกมาได้น่าขนลุก จนทำให้เขาคว้ารางวัล นักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากบทดังกล่าวมาได้สำเร็จ


22. City of God(2002)

City of God(2002)หนังสะท้อนสังคมที่พูดถึงถิ่นสลัมในเมืองรีโอเดจาเนโร โดยหนังจะเล่าผ่านสองตัวละครที่เติบโตในสลัมแห่งนี้ คนหนึ่งฝันอยากเป็นช่างภาพ และอีกคนฝันอยากเป็นเจ้าพ่อค้ายา ทั้งคู่ต่างพยายามทำตามความฝันด้วยวิธีที่ต่างกันสิ้นเชิง ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยอาชญากรรม ยาเสพติด 

หนึ่งในหนังอาชญากรรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของยุคนี้ ดัดแปลงมาจากหนังสือของ เปาโล ลินส์ โดยหนังสามารถ่ายทอดความเสื่อมโทรม ความรุนแรง หดหู่ ของถิ่นสลัมออกมาได้สมจริง โดยเฉพาะการที่หนังเลือกที่จะใช้นักแสดงโนเนมทั้งหมด ทำให้ตลอดความยาวสองชั่วโมงของหนังเรื่องนี้ เรากำลังดูสารคดีชีวิตของพวกเขาอยู่ พร้อมทั้งหนังยังสะท้อนให้เราได้เห็นถึงความเลวร้ายของสังคม ที่สามารถทำลายชีวิตของเด็ก ๆ และผู้คนออกมาได้อย่างน่าสะเทือนใจ


21. Life is Beautiful(1997)

Life is Beautiful(1997)เรื่องราวในปี 1939 ของชาวหนุ่มชาวยิวนาม กุยโด ที่อาศัยอยู่ในอิตาลี เขาได้พบรักกับ ดอร่า คุณครูสาวสวย และได้ใช้คารม และนิสัยที่ชอบสร้างรอยยิ้มให้คนรอบข้าง จีบดอร่า จนท้ายที่สุดทั้งคู่ก็รัก และแต่งงานกัน พวกเขาได้สร้างครอบครัวที่แสนอบอุ่น ด้วยการมีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอย่าง โจชัว ที่เปี่ยมไปด้วยความน่ารักสดใสของเด็กน้อย แต่ทว่าไม่นานนักก็ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และกองทัพนาซีที่คอยตามล่าชาวยิวที่อาศัยอยู่ในอิตาลี ทางด้าน กุยโด ดอร่า และ โจชัว ต่างถูกทหารนาซี จับตัว และแยกจากกัน โดย กุยโดได้อยู่ดูแล โจชัว ที่ทั้งคู่ต่างถูกจับอยู่ในค่ายกักกัน แต่ท่ามกลางความรุนแรงของทหารนาซีโดยรอบ ทำให้กุยโดต้องใช้ความอารมณ์ดีของเขา สร้างรอยยิ้มให้กับลูกชายด้วยการโกหกสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้โจชัวได้รับรู้ว่า โลกนี้ยังเต็มไปด้วยความสวยงาม แม้ความจริงจะตรงกันข้าม

หนึ่งในหนังที่ว่าด้วยความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ถ่ายทอดออกมาได้ตราตรึงใจมาจนถึงทุกวันนี้ ความโดดเด่นของหนังคือการสร้างตัวละคร กุยโด ที่รับบทโดย โรเบอร์โต เบอร์กินิ ที่รับหน้าที่ทั้งแสดงนำ เขียนบท และกำกับหนัง ให้ออกมาเป็นตัวละครที่พร้อมสร้างรอยยิ่ม และเสียงหัวเราะให้กับคนดูในทุกฉากที่เขาปรากฏตัว ทำให้ความสนุก และความหดหู่ของหนังเรื่องนี้คือ การพยายามสร้างความสวยงาม ท่ามกลางความโหดร้าย และความสัมพันธ์ของพ่อลูก ที่ถ่ายทอดออกมาได้เป็นธรรมชาติ พร้อมทั้งฉากจบที่ชวนเสียน้ำตาทุกครั้งที่ได้ชม


20. Se7en(1995)

Se7en(1995)เรื่องราวของคดีฆาตกรรมต่อเนื่องปริศนา ที่เหยื่อทุกรายของฆาตกรรายนี้จะมีการเขียนข้อความ และสัญลักษณ์ที่สื่อถึงบาปทั้ง 7 ประการของมนุษย์ ซึ่งคดีดังกล่าวก็ได้นำทีมสืบสวนโดย มิลส์ และโซเมอร์เซต โดยทั้งคู่จะต้องร่วมมือกันพยายามหาว่าคนร้ายในคดีนี้เป็นใคร และต้องจับกุมให้ได้ก่อนที่ฆาตกร จะสามารถลงมือฆ่าคนครบ 7 คนตามที่วางเป้าหมายไว้

ถ้าพูดถึงหนังสืบสวนที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล จะต้องมีชื่อของ Se7en ติดอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน โดยหนังเป็นผลงานที่สร้างชื่อให้กับ เดวิด ฟินเชอร์ พร้อมทั้งยังงานแรกที่เขาได้ร่วมงานกับนักแสดงคู่บุญอย่าง แบรท พิตต์ ความสนุกของหนัง คือการเล่าเรื่องราวสืบสวนสอบสวนออกมาได้เข้มข้น ชวนจิตตาม ในขณะเดียวกันหนังก็ค่อย ๆ พาคนดูไปสำรวจจิตใจของตัวละครได้อย่างมีชั้นเชิง และสิ่งที่เป็นทีเด็ดของหนังเรื่องนี้คงไม่พ้นฉากจบ กับสิ่งที่อยู๋ในกล่องกระดาษที่ทำเอาคนดูช็อค และสะเทือนอารมณ์ไปตาม ๆ กัน 


19. Seven Samurai(1954)

Seven Samurai(1954)เรื่องราวของหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น ที่ชาวบ้านต่างถูกกลุ่มโจรข่มเหง และปล้นข้าว อาหาร ไปหมดสิ้น จนกระทั่งชาวบ้านได้พากันรวมตัวหารือ ด้วยการวางแผนที่จะว่าจ้างซามูไร เพื่อมาช่วยปราบโจรให้สิ้นซาก โดยมีค่าจ้างคือข้าว และอาหารจากหมู่บ้านแห่งนี้ ซึ่งก็ได้มีซามูไร มาร่วมรบให้หมู่บ้านนี้ทั้งหมด 7 คนด้วยกันสงครามเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญ การเสียสละ และมิตรภาพก็ได้เริ่มขึ้น

ผลงานจากปรมาจารย์ อากิระ คุโรซาวะ ผู้กำกับสัญชาติญี่ปุ่นที่ทั่วโลกต่างยกย่อง เชิดชู โดยหนังเรื่องนี้ได้สะท้อนวิถีชีวิตคนญี่ปุ่นในอดีตออกมาได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมทั้งถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้ ความกล้าหาญของซามูไร ออกมาได้ทรงพลัง นอกจากนี้หนังยังเต็มไปด้วยเทคนิคพิเศษที่ยอดเยี่ยม และโดดเด่นกว่าหนังในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสดงของหนัง ฉากการสู้รบที่ทำออกมาได้น่าติดตาม รวมทั้งยังเป็นงานที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ผ่านอุปนิสัยของซามูไรแต่ละคนอีกด้วย จึงไม่แปลกที่หนังเรื่องนี้จะเป็นอีกหนึ่งผลงานที่คอหนังควรหามาดูซักครั้งในชีวิต


18. One Flew Over the Cuckoo's Nest (1975)

One Flew Over the Cuckoo's Nest (1975)หนังว่าด้วยเรื่องราวของ แมคเมอร์ฟี่ ชายหนุ่มที่แสร้งว่าตัวเองเสียสติ จนทำให้เขาต้องมารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจิตเวชแห่งหนึ่ง ซึ่งหลังจากที่ได้เข้ามาในโรงพยาบาลแห่งนี้ เขาก็ได้พบวาในที่แห่งนี้มีคนป่วยบางคนที่ไม่ได้เสียสติ หรือบ้าจริง ๆ พร้อมทั้งได้รู้จักกับมิตรภาพกับเพื่อนคนไข้มากมาย แต่ทว่านอกจากมิตรภาพดี ๆ แล้ว เมอร์ฟี่ ก็พบว่าที่แห่งนี้ได้มีการปกครองโดยหมอ และพยาบาลที่คอยกดขี่คนไข้ ด้วยวิธีการที่เผด็จการ โหดร้าย 

ผลงานการกำกับของ ไมลอส เฟอร์แมน ที่ดัดแปลงมาจากงานเขียนของ เคน แคสซี่ย์ โดยความน่าสนใจของหนังคือตลอดทั้งเรื่องหนังได้ถ่ายทอดเหตุการณ์ภายในโรงพยาบาลจิตเวช พร้อมทั้งค่อย ๆ มาคนดูได้ไปเห็นอีกด้านของผู้ป่วยจิตเวช ที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ ความประทับใจ และความโหดร้าย โดยเฟอร์แมน ได้สอดแทรกความเป็นปรัชญา สัจธรรม และการเมืองลงไปในหนังเรื่องนี้อย่างมีชั้นเชิง พร้อมทั้งการแสดงลูกบ้าของ แจ็ค นิโคลสัน ที่ทำให้เขาสามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขาแสดงนำชายจากเรื่องนี้มาได้สำเร็จ 


17. Goodfellas (1990)

Goodfellas (1990)หนังสร้างมาจากเรื่องจริงของ เฮนรี่ ฮิล (เรย์ ลิอ้อตต้า)เจ้าพ่อลูกครึ่งไอริช อิตาเลียน ผู้ไฝ่ฝันที่จะเป็นผู้มีอิทธิพลมาตั้งแต่เด็ก โดยเขาได้ใช้ความไร้เดียงสาของความเป็นเด็ก และความกล้า บ้าบิ่น จนเขาได้เข้าไปพัวพันกับสองเจ้าพ่อรุ่นใหญ่อย่าง เจมส์ คอนเวย์ (โรเบิร์ต เดอ นีโร) และ ทอมมี่ เดอวีโต้(โจ เปสซิ) ก่อนที่ชีวิตของเขา จะค่อยๆ ถลำลึกเข้าไปสู่โลกของอาชญากรรม ทั้งยาเสพติด ผู้หญิง ไปจนถึงการฆาตกรรม 

Goodfellas ถือว่าเป็นอีกหนึ่งหนังแก๊งสเตอร์ ที่ท็อปฟอร์มที่สุดของ มาร์ติน สกอร์เซซิ ก็ว่าได้ เพราะหนังได้เข้าชิงออสการ์ถึง 5 รางวัล และชนะ 1 รางวัล คือนักแสดงสมทบโดย โจ เปสซิ จากบททอมมี่ เดอวีโต้ โดยหนังสามารถถ่ายทอดตั้งแต่จุดเริ่มต้น จุดสูงสุด และจุดสิ้นสุดของ เฮนรี่ ฮิล ออกมาได้อย่างน่าติดตามตลอดความยาว 2 ชั่วโมงครึ่งของหนัง ซึ่งทุกวันนี้หากจะให้มีการจัดอันดับหนังแก๊งสเตอร์ที่ดีที่สุด หนังเรื่องนี้จะต้องติดอันดับหนึ่งในนั้นอย่างแน่นอน 


16. The Matrix (1999)

The Matrix (1999)เรื่องราวในโลกอนาคต เมื่อโลกได้อยู่ภายใต้การครอบครองของเครื่องจักร ทำให้มนุษย์ ได้ทำการสร้างแคปซูล เพื่อไว้เก็บร่างกายของแต่ละคนเอาไว้ให้ปลอดภัยจากเครื่องจักร ในขณะที่เครื่องจักรก็ได้สร้างโลกที่มีชื่อว่า Matrix เพื่อเป็นโลกจำลอง และคอยหลอกมนุษย์ให้หลงอยู่ในที่แห่งนี้ จนกระทั่งวันหนึ่ง มอร์เฟียส หนึ่งในผู้นำของมนุษย์ในการต่อสู้เครื่องจักรได้ปลุก นีโอ ให้ตื่นขึ้นมา พร้อมเตรียมฝึกฝนให้เขาเป็นผู้นำคนใหม่ที่จะช่วยปลดแอกมนุษยชาติให้พ้นจากการครอบงำของเครื่องจักร

หนังภาคแรกของชุด The Matrix ที่ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งของวงการภาพยนตร์แอคชั่น ไซไฟ เพราะหนังไม่ได้แค่มาพร้อมกับฉากยิงกันสุดรำห่ำเท่านั้น แต่หนังยังสอดแทรกไปด้วยปรัชญา รวมทั้งวิธีการเล่าเรื่องที่ต่างจากหนังเรื่องอื่น ๆ โดยเฉพาะฉากหลบกระสุนในตำนาน ที่กลายเป็นฉากจำของโลกภาพยนตร์มาจนทุกวันนี้ พร้อมทั้งหนังยังได้ คีอานู รีฟ ที่ตอนนั้นเขาพึ่งโด่งดังจาก Speed มาร่วมแสดงนำ จนทำให้หลาย ๆ คนต่างจำภาพของเขาในลุ้คชายแว่นดำที่ดูดีที่สุดในยุคนั้น


15. The Lord of the Rings: The Two Towers (2002)

The Lord of the Rings: The Two Towers (2002)หลังจากที่คณะเดินทางเพื่อไปทำลายแหวนครองพิภพ ที่นำทีมโดย อารากอน ได้แตกแยกกันไปหลายทิศทาง ทำให้ โฟรโด และแซม ต้องเดินทางไปยังมอร์ดอนเพียงสองคน ก่อนที่พวกเขาจะพบกับ กอลลัม ที่ได้คอยสะกดรอยตามพวกเขามาตลอด ได้อาสาพาทั้งสองเดินทางไปยังมอร์ดอร์ เพื่อทำลายแหวน ในขณะที่ อารากอน กิมลี และเลโกลัส ได้เดินทางไปยังโรฮาน เพื่อช่วยกษัตริย์ และรวบรวมกองทัพเพื่อไปรบกับ ซารูมาน พ่อมดขาวที่ย้ายไปร่วมมือกับซอร์รอน สงครามครั้งสำคัญ ก่อนนำมาสู่บทสรุปของสงครามแหวนครองพิภพ ในภาคต่อไปก็ได้เริ่มขึ้น

ภาคที่สองของไตรภาค The Lord of the Rings ที่ในภาคนี้หนังได้อัพสกิลความยิ่งใหญ่ จากภาคแรกออกมาหลายเท่า โดยในภาคนี้หนังได้แบ่งเส้นเรื่องออกเป็นหลายเส้นเรื่อง พร้อมพาคนดูไปพบกับความยิ่งใหญ่ของ มิดเดิลเอิร์ธ เราจะได้เห็นความสัมพันธ์ต่าง ๆ ของเหล่าตัวละครที่ชวนประทับใจ ประเด็นเรื่องการเมืองสุดเข้มข้น รวมทั้งฉากสงครามสุดยิ่งใหญ่ ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นซีเควนซ์ที่ยาวกว่าครึ่งชั่วโมง หากพูดถึงหนังที่มีฉากสงครามอลังการที่สุด เรื่องนี้ต้องอยู่ในลิสต์อย่างแน่นอน


14. Star Wars: Episode V - The Empire Strikes Back (1980)

Star Wars: Episode V - The Empire Strikes Back (1980)เรื่องราวหลังจาก 3 ปี ของStar Wars: Episode IV เมื่อกองทัพจักรวรรดิกาแลกติก ที่นำทีมโดย ดาร์ธ เวเดอร์ ได้พยายามตามล่า ลุค สกายวอล์คเกอร์ และกองทัพกบฎที่นำทีมโดย เจ้าหญิงเลอา โดย ลุค ได้แอบไปซุ้มฝึกวิชาเจไดกับอาจารย์โยดา เพื่อที่เขาจะกลับไปล้างแค้นกับ ดาร์ธ เวเดอร์ แต่ทว่าลุ้ค ก็ได้พบกับความจริงสุดช็อคในภายหลัง

หนังภาคที่ 5 ของชุด Star Wars และสร้างเป็นภาคที่ 2 ของหนังชุดนี้ โดยสาเหตุที่หนังเรื่องนี้เป็นที่พูดถึง และยกย่องว่าเป็นภาคที่ดีที่สุดมาจนถึงทุกวันนี้ คือการเป็นภาคที่เป็นตัวแปรสำคัญของหนังชุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนจบ และประโยคชวนจำอย่าง "I am your father." ที่ได้ช็อคคนดูอย่างมากในยุคนั้น ซึ่งแม้ว่าตอนนี้หลาย ๆ คนที่ต่อให้เคยดู หรือไม่เคยดู Star Wars น่าจะทราบตอนจบหนังภาคนี้เป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ทำให้คุณค่าของหนังภาคนี้ไม่เสื่อมคลาย คือมันเป็นหนังแอคชั่นอวกาศที่ดูสนุก เนื้อหาเข้มข้น และเต็มไปด้วยความ Epic พร้อมทั้งการเล่าเรื่องที่มีชั้นเชิงเกินคาดเดา ทำให้ไตรภาคชุดนี้กลายเป็นอีกหนึ่งในหนังชุดที่ยอดเยี่ยมที่สุดมาจนทุกวันนี้


13. Inception (2010)

Inception (2010)เรื่องราวของกลุ่มนักจารกรรมที่นำทีมโดย คอบบ์ โดยการจารกรรมของพวกเขานั้นไม่ใช่เป็นการขโมยเงิน หรือสิ่งของมีค่าแต่อย่างใด แต่งานของพวกเขาคือการขโมยความคิด ด้วยการเข้าไปในความฝันของเป้าหมาย เมื่อวันหนึ่ง คอบบ์และทีมได้รับมอบหมายจาก ไซโตะ ที่ต้องการให้เขาเข้าไปฝังความคิดให้กับ ลูกชายของเจ้าของบริษัทคู่แข่ง ให้ล้มเลิกการรับช่วงต่อธุรกิจของพ่อ ซึ่งวิธีการที่จะบรรลุภารกิจครั้งนี้ได้ พวกเขาจะต้องแฝงเข้าไปในความฝัน ซ้อนความฝัน 3 ชั้นด้วยกัน หรือที่เรียกว่า อินเซปชั่น ภารกิจนี้ คอบบ์ จึงต้องรวบรวมมือดีในแต่ละด้าน เพื่อทำงานให้สำเร็จลุล่วง

หลังจากที่ โนแลน ได้ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลาย ทั้งรายได้และคำวิจารณ์จาก The Dark Knight ในผลงานถัดมาอย่าง Inception ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์อีกครั้ง โดยหนังเรื่องนี้ได้เป็นการผสมผสานระหว่างหนังอาชญากรรม และหนังไซไฟสุดล้ำ ที่ โนแลน ได้สร้างสรรค์ฉากแอคชั่นในความฝันออกมาได้ตระการตา พร้อมความเหนือชั้นด้วยการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนสไตล์ โนแลน จนทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังแอคชั่น ไซไฟ ที่แปลกตากว่าเรื่องอื่น ๆ ด้วยความโดดเด่นนี้เองทำให้ Inception สามารถคว้าไปได้ถึง 4 รางวัลออสการ์ ได้แก่ กำกับภาพยอดเยี่ยม ,ผสมเสียงยอดเยี่ยม ,ตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม และเทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม


12. Forrest Gump (1994)

Forrest Gump (1994)เรื่องราวชีวิตของชายหนุ่มนาม ฟอเรสต์ กัมป์ ที่เขามี IQ เพียง 75 ทำให้เขาเป็นคนที่เหมือนตัวตลกในสายตาเพื่อน ๆ ที่ชอบทำอะไรซื่อ ๆ และอยู่ในกรอบมาเสมอ ก่อนที่ความคิดในกรอบของเขา จะนำมาให้ชีวิตมาพบเจอกับเรื่องดี ๆ มากมาย ตั้งแต่การได้รับโอกาสเป็นหนึ่งในนักกีฬาเบสบอล จากฝีมือการวิ่งอันโดดเด่น ,การประกอบปืนที่รวดเร็วกว่าเพื่อน ๆ ในกองทัพ ,ฝีมือตีปิงปองระดับเทพ ไปจนถึงการทำธุรกิจเรือกุ้ง จนทำให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิต เพียงเพราะการใช้ชีวิตแบบขนนก ที่ล่องลอยไปตามกระแสลม

หนังดราม่า ฟีลกู้ด ผลงานการกำกับของ โรเบิร์ต เซเมคิส ที่ดัดแปลงมาจากนิยายขิง วินสตัน กรูม ซึ่งได้เข้าไปอยู่ในใจใครหลาย ๆ คนที่ได้ดู หนังได้ ทอม แฮงค์ มารับบทเป็น กัมป์ ที่ถ่ายทอดบทบาทของชายหนุ่มใสซื่อออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม จนทำให้บทบาทนี้เป็นหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดของเขา นอกจากนี้หนังยังเต็มไปด้วยฉากประทับใจมากมาย ทั้งการนำบุคคลที่เคยมีตัวตนจริง ๆ มาใส่ในหนังได้อย่างสมจริง พร้อมประเด็นเรื่องการใช้ชีวิต ที่หนังเรื่องนี้ได้ทำให้ กัมป์เป็นหนึ่งในแบบอย่าง กรณีศึกษา และแรงบันดาลใจให้ทุกคนมาจนถึงทุกวันนี้


11. Fight Club (1999)

Fight Club (1999)หนังว่าด้วยเรื่องราวของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เขาป่วยเป็นโรคนอนไม่หลับ จนทำให้เขาทรมานกับชีวิตทั้งการทำงาน และการเข้าสังคม และต้องใช้วิธีการรักษาด้วยการเข้าไปตามกลุ่มบำบัดต่าง ๆ เพื่อเยียวยาจิตใจ จนกระทั่งเขาได้พบกับ ไทเลอร์ ชายอายุไล่ ๆ กันกับเขา ซึ่งไทเลอร์ ได้แนะนำวิธีการบำบัดอาการทางจิตของเขา ด้วยการชกต่อยกัน แต่การชกต่อยของทั้งคู่กลับได้รับความสนใจจากผู้คนกว่าที่คิด จนทำให้ไทเลอร์ตั้งเป็นกลุ่มลับนาม ไฟต์คลับ เพื่อให้ทุกคนมาชกต่อย และเรียนรู้มิตรภาพพร้อมตั้งกฏของกลุ่ม แต่ทว่ายิ่งนานวัน ไฟต์คลับยิ่งใหญ่โตขึ้น จนกลายเป็นแก๊งที่คอยก่อกวนสังคม โดยมีไทเลอร์เป็นคนสั่งการ

หนังดราม่า จิตวิทยา ผลงานสุดโด่งดังของ เดวิด ฟินเชอร์ ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ ชัค พอลาห์นิก ซึ่งหนังได้ถ่ายทอดเรื่องราวจิตวิทยา และความตลกร้ายออกมาได้อย่างน่าติดตาม โดยเฉพาะการโคจรมาแสดงร่วมกันของสองนักแสดงระดับเอลิสต์อย่าง แบรท พิตต์ และ เอดเวิร์ด นอร์ตัน ที่ถ่ายทอดบทบาทออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม จนกลายเป็นลายเซ็นสำคัญของหนังเรื่องนี้ที่ทุกคนต้องจดจำ พร้อมฉากจบชวนเหวอที่ ฟินเชอร์ ได้ถ่ายทอดออกมาได้อย่างเหนือชั้น จนทุกคนต่างยกย่องให้เขาเป็นเจ้าพ่อหนังหักมุมแห่งยุค


10. The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring (2001)

The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring (2001)เรื่องราวของ มิดเดิ้ลเอิร์ธ โลกแฟนตาซีที่เต็มไปด้วยเผ่าพันธ์ และเรื่องมหัศจรรย์มากมาย จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อเซารอน วายร้ายแห่งดินแดนมอร์ดอร์ ได้ทำการสร้างแหวนครองพิภพขึ้นมา ซึ่งมันจะครอบงำจิตใจใครก็ตามที่ได้ครอบครอง จนกระทั่งมนุษย์ คนแคระ และเอลฟ์ ได้สร้างกองทัพเพื่อปราบเซารอน จนสำเร็จ แต่ทว่าแหวนกลับไม่ได้ถูกทำลาย และคอยครอบงำจิตใจใครก็ตามที่ครอบครอง จนกระทั่งมันได้ตกมาอยู่ในมือของ โฟรโด ชาวฮอบบิทที่ได้รับมรดกจากปู่ของเขา โดยเขาหารู้ไม่ว่ากำลังจะเป็นคนที่เปลี่+ยนแปลงมิดเดิลเอิร์ธไปตลอดกาล

หนังภาคแรกของไตรภาค The Lord of the Rings ซึ่งกำกับโดย ปีเตอร์ แจ็คสัน ที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมของ เจ อาร์ อาร์ โทลคีน ความน่าสนใจของหนังชุดนี้ คือการถ่ายทอดความยิ่งใหญ่ของ มิดเดิลเอิร์ธออกมาได้อย่างน่าสนใจ รวมทั้งเรื่องราวการผจญภัยที่น่าติดตาม พร้อมทั้งหนังยังได้สะท้อนจิตใจอันดำมืดจากความโลภของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ถือว่าเป็นหนังเปิดไตรภาคที่ทำออกมาได้น่าสนใจ ก่อนที่จะพาผู้ชมไปพบกับความยิ่งใหญ่แบบคูณ 2 ในสองภาคที่เหลือ


9. The Good, the Bad and the Ugly (1966)

The Good, the Bad and the Ugly (1966)หนังว่าด้วยเรื่องราวของสามคาวบอย ที่ประกอบไปด้วย The Good นักแม่นปืน ที่มำอาชีพเป็นนักล่าค่าหัว ,The Bad นักฆ่ารับจ้าง ผู้โหดเหี้ยม และ The Ugly หัวขโมย และอาชญากรนอกกฏหมาย ที่ถูกทางการหมายหัว ซึ่งทั้งสามต้องมาโคจรเจอกัน โดยมีเงินของสมาพันธรัฐอเมริกา ที่มีจำนวนมากกว่า 200,000 เหรียญ ที่สูญหายไปในช่วงสงครามกลางเมืองมาข้องเกี่ยว

ผลงานการกำกับของ เซอร์จิโอ เลโอเน ซึ่งหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นภาคสุดท้ายของไตรภาค Dollars Trilogy ที่ได้เจ้าพ่อหนังคาวบอยหนังยุคนั้นอย่าง คลินท์ อีสต์วู้ด มารับบทเป็น The Good หรือคาวบอยไร้นาม ซึ่งหนีงเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงยุคเฟื่องฟูของหนังประเภท  Spaghetti Western แต่ในเรื่องนี้ได้นำเอาสูตรสำเร็จของหนังแนวนี้ มาถ่ายทอดให้ออกมามีชั้นเชิง และเปี่ยมไปด้วยเนื้อหาที่สนุก เข้มข้น และน่าติดตาม รวมทั้งดนตรีประกอบของ เอนนิโอ มอร์ริคอนเน ที่ยังคงติดหูมาจนถึงทุกวันนี้ ที่ฟังทีไรก็ต้องนึกถึงฉากดวลปืนในช่วงท้ายของหนังเรื่องนี้ขึ้นมาทันที


8. Pulp Fiction (1994)

Pulp Fiction (1994)เรื่องราววุ่น ๆ ของโลกอาชญากรรม ที่นำทีมโดยสองนักฆ่าลูกน้องของเจ้าพ่ออย่าง วินเซนต์ และจูลส์ ที่คอยทำหน้าที่ตามทวงหนี้ และจัดการกับใครก็ตามที่คอยทรยศต่อแก๊ง นอกจากนี้ยังสอกแทรกไปด้วยความสัมพันธ์อันแสนวายป่วงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น นักมวยที่ดันไม่ยอมล้มมวยตามที่ตกลงไว้ ,แฟนสาวของเจ้าพ่อที่ดันเสพยาเกินขนาด ไปจนถึงเจ้าพ่อที่ดันไปโดนเกย์จับข่มขืน 

ผลงานลำดับที่ 2 ของ เควนติน ทารันทิโน ที่สร้างชื่อครั้งสำคัญให้เขา ด้วยความที่หนังเลือกที่จะฉีกทุกขนบของหนังที่ผ่านมาด้วยการเล่าเรื่องแบบไม่ลำดับเวลา พร้อมบทหนังสุดกวนที่จัดเต็มด้วยคำด่า F*ck ต่อเนื่องแบบไม่มีกั้ก ซึ่งแม้หนังจะเต็มไปด้วยบทพูดเกือบตลอด 2 ชั่วโมงครั้งของเรื่อง แต่มันกลับเป็นบทพูดที่ไม่น่าเบื่อ และมันส์ราวกับหนังแอคชั่น จนทำให้คอหนังทั่วโลก ล้วนแต่จดจำลายเซ็นของ ทารันทิโน ที่หนังของเขาจะมาพร้อมบทสุดเดือด พร้อมฉากฆ่ากันเลือดสาดแบบหนังเรท R อย่างแน่นอน


7. The Lord of the Rings: The Return of the King (2003)

The Lord of the Rings: The Return of the King (2003)
หนังภาคบทสรุปของมหากาพย์สงครามแหวนครองพิภพ เมื่อ อารากอนได้รวบรวมกองทัพ เพื่อที่จะถล่มมอร์ดอร์ และช่วย โฟรโด และแซม ที่กำลังเดินทางไปยังหุบเขาลาวาที่เป็นเตาหลอมสร้างแหวนขึ้นมา ท่ามกลางการนำทีมของ กอลลัม ที่ได้วางแผนร้ายเตรียมหักหลักพวกเขา และชิงแหวนกลับมาเป็นของตัวเองอีกคร้ง ท้ายที่สุดแล้ว โฟรโด จะสามารถทำลายแหวนได้หรือไม่ และอารากอนจะสามารถกอบกู้บัลลังก์ของ กอนดอร์ ในฐานะกษัตริย์ได้ไหม ไปลุ้นกันได้ใน The Lord of the Rings: The Return of the King

บทสรุปของหนังไตรภาค และหนังสงครามที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล โดยหนังได้จัดเต็มด้วยฉากสงครามฟอร์มยักษ์ ระหว่างมนุษย์ และออร์ค ที่แม้ว่าจะผ่านเวลามาเกือบ 20 ปี แล้วก็ตาม ฉากสงครามในหนังเรื่องนี้ก็ยังยิ่งใหญ่ และน่าขนลุกทุกครั้งที่ได้ดู นอกจากนี้ พาร์ทดราม่าระหว่าง โฟรโด และแซม ที่แสดงโดย อีไลจาห์ วู้ด และฌอน ออสติน สามารถเรียกน้ำตาหลาย ๆ คนได้อย่างทรงพลัง การันตีคุณภาพด้วยการคว้ารางวัลออสการ์มาได้ถึง 11 รางวัล


6. Schindler's List (1993)

Schindler's List (1993)หนังสร้างจากเรื่องจริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ของ ออสการ์ ชินด์เลอร์ นักธุรกิจชายเยอรมัน ที่ได้เดินทางมายังประเทศโปแลนด์เพื่อสร้างโรงงานของเขา จนกระทั่งกองทัพนาซี ได้ทำการไล่ล่าชาวโปแลนด์ที่มีเชื้อสายยิว เพื่อนำไปขัง และสังหารอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งเหยื่อหลาย ๆ คนของโศกนาฎกรรมครั้งนี้ก็เป็นคนงานของ ชินด์เลอร์เอง หลังจากที่ ชินด์แลนด์ ได้เห็นความโหดร้ายมากมายของทหารนาซี เขาก็ได้ตัดสินใจช่วยเหลือคนงานชาวยิวของเขา ด้วยการใช้อำนาจ และเส้นสายในการสร้างรายชื่อชาวยิว ที่เขาพอจะสามารถพาอพยพ และหนีพ้นจากการตามล่าของทหารนาซีในครั้งนี้

หนึ่งในผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลของพ่อมดแห่งวงการฮอลีวูดอย่าง สตีเวน สปีลเบิร์ก ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ โธมัส แคลเนียลลี่ โดย สปีลเบิร์กได้สะท้อนความโหดร้าย รุนแรงของสงครามโลกครั้งที่ 2 และทหารนาซี ออกมาได้อย่างหดหู่ น่าสะเทือนใจ แทบจะตลอด 3 ชั่วโมงของหนัง ประกอบกับการที่หนังใช้วิธีนำเสนอด้วยภาพขาวดำตลอดทั้งเรื่อง ที่ทำให้เรารู้สึกมืดหม่น และสะเทือนใจกับหนังเรื่องนี้ขึ้นไปอีก โดยเฉพาะฉากเด็กสาวชุดแดง ท่ามกลางสมรภูมิที่เต็มไปด้วยความตาย ได้เป็นฉากที่สะเทือนอารมณ์ และยากจะลืมเลือนของใครหลาย ๆ คน 


5. 12 Angry Men (1957)

12 Angry Men (1957)เรื่องราวของ 12 ลูกขุน ที่กำลังประชุมเพื่อตัดสินคดีฆาตกรรม ที่มีผู้ต้องสงสัยคือเด็กชายคนหนึ่ง ท่ามกลางกระแสที่คนส่วนใหญ่ในห้องประชุมนี้ ต่างเตรียมตัดสินว่าเด็กชายดังกล่าว มีความผิดจริง ก็ได้มีชายคนหนึ่งลุกขึ้นมาโต้แย้งว่า บางทีเด็กคนดังกล่าวอาจไม่ได้เป็นคนลงมือ จนนำมาสู่ข้อโต้เถียงถึงคดีดังกล่าวอย่างเข้มข้นของคน 12 คน ที่มีชีวิตของคน 1 คนเป็นเดิมพัน

หนึ่งในผลงานขึ้นหิ้งของ ซิดนี่ย์ ลูเมตต์ เจ้าของผลงานสืบสวน ระทึกขวัญอย่าง Murder on the Orient Express และ Dog Day Afternoon ซึ่งความโดดเด่นของหนังเรื่องนี้ คือบทหนัง ที่ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็นคน 12 คนถกเถียงกันในห้อง ๆ เดียว โดยที่ไม่รู้สึกน่าเบื่อแม้แต่น้อย ด้วยความที่หนังพยายามหยิบประเด็นเรื่องศีลธรรม ความถูกต้อง และจิตสำนึกของคนมาเล่น ผสมกับการค่อย ๆ บอกใบ้วิธีการสืบสวน จากการอนุมานแบบต่าง ๆ ของตัวละคร ทำให้หนังเรื่องนี้น่าติดตาม และชวนลุ้นตั้งแต่ต้นยันจบ 


4.The Dark Knight (2008)

The Dark Knight (2008)หลังจากที่ บรูซ เวยน์(คริสเตียน เบลล์) ได้กลายเป็นแบทแมน และปกป้องเมืองกอทแธม อย่างเต็มตัว เขาก็คอยจัดการกับเหล่าอาชญากรในเมืองนี้แม้ว่าจะถูกตำรวจ หมายหัวไปด้วยก็ตาม โดยเป้าหมายใหม่ของ แบทแมน คือการตามล่าตัว โจ๊กเกอร์ อาชญากรอัจฉริยะ ผู้อยู่เบื้องหลังการจราจลทั่วทั้งเมือง ในขณะเดียวกัน กอธแธม ก็ได้มี ฮาร์วีย์ เดนท์ อัยการไฟแรงผู้เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ที่ตัว บรูซ เองเชื่อมั่นว่าเขาจะสามารถเป็นฮีโร่คนใหม่ของกอทแธม แทนที่แบทแมน แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่ากำลังได้ตกเป็นเป้าหมายสำคัญของ โจ๊กเกอร์ โดยไม่รู้ตัว

หากให้พูดถึงงานที่เป็นมาสเตอร์พีซที่สุดของ โนแลน หนังเรื่องนี้จะต้องถูกพูดถึงเป็นอันดับแรก ๆ อย่างแน่นอน และทุกวันนี้หนังเรื่องนี้ก็เป็นทั้งหนังแบทแมน และหนังอาชญากรรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดอีกเรื่อง ที่โลกใบนี้มีมา หนังมาพร้อมโทนเรื่องที่มืดหม่น จริงจัง โดยเฉพาะการพาคนดูไปพบกับความดำมืดของเมืองกอทแธม หนังเรื่องนี้ก็สามารถถ่ายทอดออกมาชัดเจนกว่าภาคที่แล้วมาก และสิ่งที่แบกหนังเกือบทั้งเรื่องไว้คือการแสดงครั้งสุดท้ายในชีวิคของ ฮีท เลทเจอร์ ในบทโจ๊กเกอร์ ที่ถ่ายทอดความวิปลาส ความคลั่ง และความเป็นอัจฉริยะของวายร้ายผู้นี้ออกมาได้อย่างทรงพลัง หนังสามารถคว้ามาได้ถึง 2 รางวัลออสการ์ได้แก่ นักแสดงสมทบยอดเยี่ยม (ฮีท เลทเจอร์) และตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม(ริชาร์ด คิง) 


3. The Godfather - Part II (1974)

The Godfather - Part II (1974)ภาคที่สองของหนังชุด The Godfather ที่จะพาทุกคนไปพบกับเรื่องราวของ ไมเคิล โคเลโอเน หลังจากที่เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าของตระกูลอย่างเต็มตัว เขาก็ต้องพบกับปัญหา และอุปสรรคใหม่ ๆ ที่ยาก และท้าทายกว่าเดิม ในขณะเดียวกันหนังก็จะพาทุกคนย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของตระกูลโคเลโอเน ในโลกมาเฟีย กับจุดเริ่มต้นของ ดอน โคลิโอเน ในวัยหนุ่ม ว่าแท้จริงแล้วเขานั้นได้กลายมาเป็นผู้มีอิทธิพลคนสำคัญได้อย่างไร และเขาต้องผ่านอุปสรรคอะไรมาบ้าง

หลังจากความประสบความสำเร็จในภาคแรก ในหนังภาคที่สองนี้เป็นการพาคนดูเข้าไปพบกับโลกของมาเฟียผ่านตระกูลโคเลโอเน ที่มาพร้อมเรื่องราวที่เข้มข้น น่าติดตาม นอกจากนี้หนังยังได้สองดาราตัวพ่อแห่งยุคมาร่วมงานกันครั้งแรก(แม้ในหนังทั้งสองจะไม่ได้เข้าฉากด้วยกันก็ตาม) อย่าง โรเบิร์ต เดอ นีโร และอัล ปาชิโน ที่ต่างถ่ายทอดบทบาทมาเฟียรุ่นพ่อ และรุ่นลูกออกมาได้อย่างทรงพลัง จนหลาย ๆ คนยกให้เป็น The Godfather ภาคที่ชอบที่สุดในทั้ง 3 ภาค


2. The Godfather (1972)

The Godfather (1972)สุดยอดหนังมาเฟียในตำนาน ผลงานการกำกับของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า ที่ดัดแปลงมาจากนิยายของ มาริโอ พูโซ ที่เล่าเรื่องราวของ ดอน วีโต้ โคเลโอเน เจ้าพ้อชาวอิตาลีผู้ทรงอิทธิพลมาเนิ่นนาน จนกระทั่งเขาถูกเล่นงานจากแก๊งค้ายาเสพติด ทำให้ครอบครัว และแก๊งของเขาต้องมองหาคนที่จะมาสืบทอดเจตนารมณ์ของ ดอน นั่นก็คือ ไมเคิล ลูกชายของดอน ที่พึ่งกลับมาจากรับใช้ชาติ หลังจากนั้น ไมเคิล ก็ต้องก้าวเข้ามาสู่วงการเจ้าพ่อ และกอบกู้ศักดิ์ศรีของตระกูลให้กับมาอีกครั้ง

หนึ่งในหนังมาเฟียที่ยอดเยี่ยมที่สุดมาจนถึงทุกวันนี้ โดยหนังได้พาคนดูเข้าไปพบกับโลกของมาเฟียอิตาลีออกมาได้อย่างสมจริง ด้านตัวละครหนังก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีมิติ โดยเฉพาะ ดอน และ ไมเคิล โคเลโอเน ที่หนังได้สะท้อนความสัมพันธ์ของพ่อลูก และอิทธิพลของตระกูลพวกเขาที่มีต่อผู้คนได้อย่างทรงพลัง และการแสดงของ มารอน แบรนโด ในบท ดอน ที่คว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายมาได้ ยังคงเป็นที่ตราตรึงมาจนถึงทุกวันนี้ พร้อมประโยคเด็ดที่ว่า "ผมจะยื่นข้อเสนอ ที่คุณไม่อาจปฏิเสธ"


1. The Shawshank Redemption (1994)

1. The Shawshank Redemptionหนังสร้างจากนวนิยายของเจ้าพ่อนิยายสยองขวัญอย่าง สตีเวน คิง ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ แอนดี้ นายธนาคารที่โดนจับข้อหาฆาตกรรมภรรยา และชู้รักของเธอ ทำให้เขาต้องถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำชอว์แชงก์ ซึ่งที่นั่นเขาก็ได้พบกับ เรด ชายผิวสีที่อยู่ในเรือนจำแห่งนี้มานานหลายสิบปี ที่ภายหลังทั้งคู่ได้กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน พร้อม]bทั้ง แอนดี้ก็ได้พบกับมิตรภาพมากมายของเพื่อนนักโทษ ที่เขาไม่ได้สัมผัสจากโลกภายนอก 

หนึ่งในสุดยอดหนังดราม่า ที่แม้จะผ่านมานานกว่า 20 ปี แต่หลาย ๆ ฉากของหนังเรื่องนี้ก็ยังเป็นที่พูดถึง และตราตรึงต่อนักดูหนังหน้าเก่า หน้าใหม่ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องมิตรภาพ และความหวังที่หนังถ่ายทอดออกมาได้ดีมาก ๆ ทำให้ไม่น่าแปลกที่หนังเรื่องนี้ จะกลายเป็นหนังโปรดของใครหลาย ๆ คนจนถูกโหวตให้เป็นอันดับ 1 ของเว็บ IMDB ด้วยคะแนน 9.3 คะแนน จากคนโหวตกว่า 2 ล้านคน


ลิสต์ภาพยนตร์อื่น ๆ ที่คอหนังไม่ควรพลาด

9 หนังและซีรีส์ จาก "ราชานิยายเขย่าขวัญ" STEPHEN KING ที่มีให้ชมบน NETFLIX

ซีรีส์เอเชียคุณภาพ 10 เรื่อง 10 แนวจาก Netflix ที่คุณอาจมองข้าม"

10 + 1 ย้อนดูผลงานตั้งแต่อดีต จนถึงผลงานล่าสุดของผู้กำกับแห่งยุค คริสโตเฟอร์ โนแลน


Cr. ภาพ หน้าปก1 หน้าปก2 หน้าปก3 หน้าปก4  /  50  /  49  /  48  /  47  /  46  /  45  /  44  /  43  /  42  /  41  /  40  /  39  /  38  /  37  /  36  /  35  /  34  /  33  /  32  /  31  /  30  /  29  /  28  /  27  /  26  /  25  /  24  /  23  /  22  /  21  /  20  /  19  /  18  /  17  /  16  /  15  /  14  /  13  /  12  /  11  /  10  /  9  /  8  /  7  /  6  /  5  /  4  /  3  /  2  /  1


 

 

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด