อื่นๆ

โรงเรียนนี้ผีดุ

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
โรงเรียนนี้ผีดุ

ขึ้นชื่อว่าโรงเรียนย่อมมีตำนานเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับกันทุกโรงเรียนอยู่แล้วที่เล่าขานกันมาจากรุ่นสู่รุ่น บางเรื่องก็เป็นเรื่องจริงบางเรื่องก็เสริมเติมแต่งผิดเพี้ยนไปจากเดิม สร้างความสนุกสนานทั้งคนเล่าและคนฟัง แต่เรื่องเล่าของโรงเรียนนี้ไม่เหมือนที่ไหนเพราะมีคนเห็นจริง ได้ยินจริงและสัมผัสกันได้จริง (เล่าจากประสบการณ์จริง) 8

                                                       ภาพโดย https://pixabay.com/th/users/MouseMadeContent 


ผมมีโอกาสได้ไปออกค่ายที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยนาท ซึ่งปกติผมก็ออกค่ายทำกิจกรรมกับโรงเรียนต่างจังหวัดอยู่แล้วทุกปี และแต่ละที่ผมไปส่วนใหญ่ ก็จะเป็นโรงเรียนวัดไอ้เรื่องที่เจออะไรหลอน ๆ มันก็มีบ้างอาจเป็นเพราะว่าบรรยากาศมันพาไป แต่ก็ไม่เคยคิดอะไรมากเพราะยังไงก็ยังมีเพื่อน ๆ คุยเล่นกันกลบความกลัวไปได้ แต่ที่โรงเรียนนี้ต่อให้มีเพื่อนมากแค่ไหนมันก็ไม่ได้ช่วยให้หายกลัวเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะต่างเจอเรื่องราวชวนขนหัวลุกกับเกือบทุกคน 

Advertisement

Advertisement

       เป็นธรรมเนียมของมหาวิทยาลัยที่ผมศึกษาอยู่ในตอนนั้น ถ้ามีกิจกรรมออกค่ายรับน้องจะต้องมีรุ่นพี่กลุ่มนึงไปยังสถานที่ออกค่ายก่อน 1 วันเพื่อที่จะได้จัดเตรียมสถานที่ก่อนและคอยจัดเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเพื่อนและน้อง ๆ ที่จะตามมาในวันถัดไป เราจะเรียกพี่ ๆ กลุ่มนี้ว่าเซอร์เวย์ ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในเซอร์เวร์กลุ่มนั้น จึงต้องเดินทางไปก่อนวันเดินทาง เราไปถึงโรงเรียนก็ประมาณ 4 โมงเย็น คำแรกที่ทุกคนลงมาจากรถแล้วพูดก็คือ “โหเมรุอยู่ตรงนี้เลยเหรอ” ใช่แล้วครับเมรุเผาศพและศาลาสวดศพ อยู่ในพื้นที่โรงเรียนส่วนตัววัดไปอยู่ข้างหลังโรงเรียนโน้น และตึกที่เรานอนสามารถมองเห็นเมรุได้อย่างชัดเจนเลย แค่มาถึงก็รู้สึกได้เลยว่ามันต้องมีเรื่องแน่ๆ (อันที่จริงตัวผมและเพื่อนบางคนรู้อยู่แล้วว่าโรงเรียนนี้เป็นอย่างไร เคยจะมาออกค่ายกันที่นี่ แต่ก็ต้องย้ายโรงเรียนกะทันหันเพราะวันที่ผมต้องเดินทางมาก่อนดันมีงานศพพอดี ที่มาโรงเรียนนี้อีกครั้งเป็นกลุ่มของเพื่อนที่ขอให้กลุ่มผมมาช่วย เพราะคนของเขาไม่พอและผมสามารถประสานงานให้เขาได้) 

Advertisement

Advertisement

        พอเก็บกระเป๋าเสร็จก็แจกแจงหน้าที่กัน ส่วนหนึ่งไปซื้อของมาเตรียมทำกับข้าวบางส่วนก็ไปจัดโต๊ะจัดของเตรียมสำหรับวันรุ่งขึ้น ตัวผมเองมีหน้าที่จัดโต๊ะจัดที่นอน จัดเสร็จก็เดินออกสำรวจโรงเรียนกับรุ่นน้องอีกคน เพื่อรอพวกที่ไปซื้อกับข้าวกลับมา โรงเรียนนี้มีอาคารเรียนอยู่ 2 อาคารกับอีก 1 โรงอาหาร เรานอนกันที่ตึกอนุบาลตึกที่สามารถมองเห็นเมรุได้อย่างเต็มตา ส่วนโรงอาหารจะอยู่หลังตึกประถมข้างโรงอาหาร จะเป็นบ้านร้างเก่า ๆ ชั้นเดียวยกสูงติดกับบ้านร้างก็เป็นห้องน้ำเก่า ๆ ทำจากปูนดูจากสภาพเเล้วไม่น่ามีใครใช้งานเพราะทั้งเก่าและไม่มีไฟ เดินต่อไปอีก 5 เมตรด้านหน้าก็จะเป็นโบสถ์ ส่วนซ้ายมือก็คือเมรุที่มองไปครั้งใดก็ได้แต่คิดว่า มาที่นี่ทำไมว้า 2

Advertisement

Advertisement

                                                                     ภาพโดย https://pixabay.com/janeb13      


ตอนเดินสำรวจเราก็เก็บกวาดขยะไปด้วย จนเห็นว่าเริ่มมืดแล้วก็ชวนกันไปนั่งรอพวกที่ไปซื้อกับข้าวกันที่ใต้ต้นไทรหน้าอาคารประถม แต่มีเพื่อนอยู่คนนึงเขาไม่ค่อยกลัวอะไร เขาก็ยังกวาดพื้นอยู่ที่หน้าบ้านร้างเสียงดังแกรก ๆ ได้ยินอย่างชัดเจนเพราะตามต่างจังหวัดแค่เริ่มมึดบ้านทุกหลังเขาปิดบ้านกันเงียบแล้ว เพื่อนคนนั้นยังกวาดอยู่เพื่อนอีกคนตะโกนเรียกก็ไม่ยอมมา จนพวกที่ไปซื้อกับข้าวกลับมา ผมและรุ่นน้องเลยขอตัวไปที่ห้องเพื่อชาร์จแบตมือถือ ผมนั่งอยู่กับรุ่นน้องสองคนจนแฟนผมโทรมาตามไปกินข้าวก็เลยชวนกันออกไป พอดีไปเจอเพื่อนอีกกลุ่มนึง 2 คนกำลังจะไปกินข้าวเหมือนกัน เลยเดินไปด้วยกันแต่ไอ้รุ่นน้องผม มันดันปวดฉี่มันขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน ซึ่งห้องน้ำมันอยู่หลังตึกพูดเสร็จมันก็วิ่งไปหลังตึกคนเดียว ผมเห็นว่ามันวิ่งไปคนเดียวได้ก็คิดว่ามันไม่กลัวเลยเดินไปกับเพื่อนก่อน แต่ยังเดินพ้นตึกไอ้รุ่นน้องผมมันรีบวิ่งมาแบบน่าตาตื่นตะโกนมาบอกว่ารอด้วย พอมันวิ่งมาถึงมันก็บ่น “โห่พี่ไม่รอผมเลย ผมว่าผมโดนว่ะพี่” ผมก็ถามกลับว่าเป็นไร  ตอนที่ไปเข้าห้องน้ำเมื่อกี้ผมกำลังจะฉี่อยู่แล้วผมได้ยินเสียงผู้หญิงมากระซิบข้าง ๆ หูผมเลยว่า มาทำอะไรกัน ได้ยินแค่นั่นแหละผมวิ่งเลย รุ่นน้องคนนี้คือคนแรกที่พบกับเรื่องหลอนของโรงเรียนนี้ 

        เช้าวันต่อมาเป็นวันที่กลุ่มใหญ่จะเดินทางมาที่โรงเรียนนี้ พวกผู้ชายเดินดูพื้นที่ทำกิจกรรมนอกโรงเรียนส่วนผู้หญิงก็เตรียมกับข้าวจนตอนเที่ยงเพื่อนคนที่เคยกวาดพื้นหน้าบ้านร้างในวันแรก ก็เดินเข้ามาหาพวกผมที่นั่งพักกันอยู่และมันก็เล่าว่า  เมื่อเช้าตอนที่แบ่งกลุ่มกันไปดูพื้นที่ ตัวมันเองอยู่คอยช่วยทำกับข้าวจัดจานพอทำเสร็จ ก็คิดว่าจะไปเดินดูที่บ้านร้างหน่อยว่าข้างบนมีอะไร ทำไมต้องล็อกประตูด้วยทั้ง ๆ ที่ประตูเองมันก็ผุพังจนมองเห็นของที่อยู่ข้างในจะกันขโมยก็ไม่น่าใช่ เพราะเท่าที่เห็นมันก็ไม่ใช่ของมีค่าอะไรนัก ขณะที่กำลังก้าวขึ้นไปบนบันไดไม้ผุ ๆ จวนจะถึงหน้าประตูเเละมันก็ได้ยินเสียงชายแก่พูดมาจากหลังประตูว่า ไม่มีอะไรหรอกไม่ต้องขึ้นมา พอได้ยินอย่างนั้นความกล้าที่มีในวันแรกก็แตกกระเจิงรีบวิ่งลงบันไดไปรวมกับพวกในครัวทันทีเลย เพื่อนคนนี้คือคนที่ 2 ที่ได้ยินเสียงลึกลับที่หาตัวตนไม่ได้อีกคน 2

                                                                         ภาพโดย https://pixabay.com/Tama66  


เช้าวันที่ 3 หลังจากที่กลุ่มใหญ่มาถึงตั้งแต่เย็นเมื่อวานทำกิจกรรมเย็นพอหอมปากหอมคอ วันนี้เป็นกิจกรรมวิชาการและกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ แบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงเช้าเป็นฐานวิชาการ เพื่อนในกลุ่มเจ้าของค่ายขอให้ผมไปช่วยฐาน ๆ นึงซึ่งที่ตั้งฐานนี้ต้องลับตาคนหน่อย เพราะต้องใช้ไหวพริบนิดนึงและเพื่อนมันก็เลือกป่าที่อยู่หลังเมรุ ซึ่งฐานนี้ต้องมีผ้าเก่าใช้ในการทำกิจกรรม แต่ผ้าเก่าจะหาที่ไหนได้ล่ะ นอกจากผ้าที่เขาผูกไว้กับต้นไทรอีกต้นที่อยู่หลังเมรุ ผมเดินไปหาผ้าสามสีหรือเศษผ้าจีวรเก่า ๆ ที่ต้นไม้ต้นนั้นเพราะมันมีเยอะมาก เหมาะแก่การทำกิจกรรมใต้ต้นไม้นั้นส่วนมากจะเป็นศาลเก่า ๆ หรือพระพุทธรูปที่แตกหักที่คนนำมาวางไว้ หรือไม่ก็พวกผ้าสามสีที่ขาดเกินกว่าที่จะนำมาบูชาสิ่งสักสิทธิ์ได้ เพื่อนผมตัดสินใจพนมมือขึ้นขอเจ้าที่เจ้าทาง แล้วเลือกหยิบผ้าจีวรเก่า ๆ ขาด ๆ ที่โดนทั้งรากไม้และก้อนดินถมทับ จนเห็นแค่เพียงบางส่วน ขอเสร็จก็จับผ้าจีวรผืนนั้นและกระชากแรงมากแต่จีวรผืนนั้นกลับไม่ขาดไปกว่าเดิมแม้แต่น้อย เพื่อนมันก็หันมาพูดว่า สงสัยเขาจะไม่ให้ว่ะ  เพื่อนพนมมือขึ้นขอขมาอีกครั้งคราวนี้มีลมพัดมาเบา ๆ เหมือนเป็นสัญญาณว่าเขาอนุญาตให้ใช้ผ้าจีวรผืนนั้นได้ พอขอเสร็จเพื่อนก็ดึงอีกครั้งแต่คราวนี้กลับดึงมาได้ง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ ผมกับเพื่อนนี่ยืนอึ้งกันไปเลย พอได้ผ้ามาเรียบร้อยก็เอาไปผูกกับจอมปลวกที่ป่าหลังเมรุและจุดธูปปักไว้ให้ดูเหมือนสิ่งสักสิทธิ์ เพื่อนคนเดิมก็บอกว่าเดี๋ยวรอฐานตรงนี้นะผมจะไปตามน้องมาทีละกลุ่ม ผมเองก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรเพราะว่าเคยอยู่ฐานแบบนี้มาก็หลายครั้งแต่ทุกครั้งจะใช้ผ้าสามสีที่ซื้อมาเองเอาไปคลุกดินให้ดูเก่า ครั้งนี้แค่เปลี่ยนเป็นจีวรที่เขาเอามาผูกกับต้นไทรใกล้เมรุเผาศพคงไม่เป็นไรมั้ง (คิดปลอบใจตัวเอง)   

       ระหว่างที่ยืนรอความรู้สึกแปลก ๆ มันเริ่มเข้ามาควันธูปที่เอาไว้บิ้วรุ่นน้องมันกลับมามีผลต่อเรา ซัดเอาลมเบา ๆ ที่พัดผ่านใบไม้ทำให้เกิดเสียงที่เสียดสีกัน มันยิ่งทำให้ขนลุกซู่เรายืนอยู่คนเดียวแต่ทำไมมันถึงรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เหมือนมีคนเป็นสิบ ๆ คนมายืนเบียด ๆ กับเราทั้งที่ตรงนั้นก็เป็นป่าโล่ง ๆ ต้นไม้ไม่ได้เยอะมาก ก่อนที่ความคิดจะไปไกลกว่านั้นก็ได้ยินเสียงรุ่นน้องเดินมา ทำให้หายฟุ้งซ่านไปได้พักนึง แต่ตลอดระยะเวลาที่ทำกิจกรรมผมจะรู้สึกอึดอัดตลอดเวลา หรือบางทีก็จะได้กลิ่นเหม็นเน่าลอยมาเป็นระยะ ๆ แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะสนใจอยู่กับกิจกรรมตรงหน้า  จนเสร็จกิจกรรมในตอนเช้าผมก็เอาผ้าจีวรผืนนั้นไปคืนที่เดิมก่อนจะไปกินข้าว ตอนที่วางผ้าผืนนั้นลงมีลมพัดมาเบา ๆ เหมือนเป็นที่รับรู้ว่าเรานำผ้ามาคืนเขาแล้ว และไอ้ความอึดอัดที่มีในตอนแรกก็หายไปเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 3

                                                                     ภาพโดย https://pixabay.com/th/users/Hans 


ช่วงบ่ายเป็นกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ทาสีฟุตปาธในโรงเรียน ในระหว่างที่ทาสีกันอยู่ทุกคนก็พูดคุยกันเล่าถึงเหตุการณ์ที่เจอกันในโรงเรียนแห่งนี้ผมหันไปถามน้องผู้หญิงคนนึงเล่น ๆ ว่า เป็นไงเมื่อคืนเจออะไรหรือป่าว น้องคนนั้นอึ้งไปพักนึงแล้วหันมาตอบผมว่า พี่ถามเหมือนแม่ค้าหน้าโรงเรียนเลย น้องเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนหลังจากอาบน้ำเสร็จ ก็ออกไปซื้อขนมที่ร้านค้าใกล้ ๆ กับโรงเรียน แม่ค้าก็ถามว่ามาจากไหนพักที่ไหน พอบอกไปว่าพักที่โรงเรียนแม่ค้าพูดมาทันทีเลยว่าเจออะไรหรือยัง ตอนแรกหนูก็ไม่ได้คิดอะไรจนพี่มาถามหนูเหมือนกับแม่ค้าคนนั้นเนี่ยแหละ หนูขนลุกไปหมดแล้วเนี้ยพี่ สรุปแล้วโรงเรียนนี้มันมีอะไรกันแน่ ผมก็ได้แต่ยิ้ม ๆ และบอกไปว่าไม่มีไรหรอกถามเฉย ๆ 

     หลังจากจบค่ายนี้ผมมีโอกาสได้ฟังเรื่องราวของโรงเรียนจากคนในพื้นที่ว่า เดิมที่โรงเรียนนี้ก็มีเรื่องน่ากลัวอยู่แล้วพอสมควร แต่ก่อนที่พวกผมจะมาออกค่ายไม่กี่เดือนมีเหตุฆ่ากันตายในหมู่บ้านเป็นศพผู้หญิงท้องแก่เฮี้ยนมาก ใครที่ขี่รถผ่านหน้าบ้านของเธอก็จะเห็นเธอไกวเปลเด็กอยู่ตลอดจนชาวบ้านไม่กล้าขี่ผ่านเวลากลางคืน ทางวัดได้จัดการเอาเด็กออกมาฝังไว้ที่ต้นไม้ใหญ่ข้าง ๆ เมรุ ส่วนแม่เด็กก็เผาและทำพิธีทางศาสนาไป เหตุผลที่ต้องแยกแม่กับลูกไม่ให้เจอกัน เขายังเชื่อว่าวิญญาณจะได้ไม่เฮี้ยนมาก เสียงของผู้หญิงที่มากระซิบถามว่า มาทำอะไรกันที่หลังห้องน้ำน่าจะเป็นผู้หญิงคนนี้แหละเพราะเธอชอบไปที่โรงเรียนแห่งนี้ ส่วนเสียงผู้ชายที่บ้านร้างข้างโรงอาหารน่าจะเป็นภารโรงคนเก่าที่เสียชีวิตอยู่ภายในโรงเรียนวิญญาณน่าจะผูกพันกับที่นี่แกเลยไม่ไปไหนยังคงวนเวียนอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้  สร้างตำนานให้กับโรงเรียนแห่งนี้ว่าเป็นโรงเรียนผีดุไปอีกนาน           

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์