อื่นๆ

บ้านร้างข้างวัด

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
บ้านร้างข้างวัด

              ฉันมีโอกาสได้เดินทางไปส่งน้าของแฟนที่สนิทสนมคุ้นเคยกันดีที่จังหวัดอุบลราชธานี มันคงไม่มีอะไรให้จดจำ เพราะว่าฉันเคยไปมาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนั้นเราออกตามหาเขาโดยการใช้จีพีเอส และรู้เพียงชื่อและนามสกุลและหมู่บ้านที่เขาอยู่ครั้งแรกเป็นการตามหาไม่ได้ไปค้างคืน หากแต่ครั้งนี้เราไปค้างคืน เพราะมีตัวน้าของสามีที่ออกปากชวนจนเราเกรงใจเขาให้ไปค้างที่บ้าน

บ้านปูนชั้นเดียวของน้าที่ไม่มีจุดดึงดูดอะไร ฉันกลับสนใจบ้านร้างที่อยู่ติดวัดอะไรบางอย่างทำให้มัน สวยและมีความเป็นวินเทจ ข้างบ้านเป็นดงไม้หนาทึบมีทั้งยางนา และต้นประดู่

หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว เราก็คุยกันด้วยเรื่องต่างๆทั้งเรื่องในอดีตและเรื่องสารทุกข์สุกดิบมากมาย ระหว่างที่คุยกันนั้นน้าสะใภ้เขาพยายามที่จะบอกฉันว่า ให้สวดมนต์ด้วยนะก่อนนอนส่วนน้าผู้ชายก็พร่ำบอกว่าพี่สาวของเขาจุดธูปบอกแล้ว ว่าจะมีลูกหลานมาค้าง ฉันไม่ได้สนใจอะไรนักเพราะคิดว่าเราไม่ได้ทำผิดคิดร้ายอะไรจะมารบกวนเราทำไม

Advertisement

Advertisement

"ไปส่องแมลงจีนูนกันไหม"น้าผู้ชายชวน น้าสะใภ้ควาดเสียงดัง

"ไม่ไป...ไม่ไป...ชวนหลานออกไปทำไม" เราอยากไปจึงถามขึ้นทันที

"ไปทำไมมันมืด.....ข้างบ้านก็เป็นเชิงตะกอนไม่อยากให้เดินไปแถวนั้น" น้าผู้ชาย กระแอมเบาๆเหมือนจะเตือนน้าสะใภ้

              อ้าวเพิ่งจะมาบอกกันแต่ตอนนั้นฉันไม่ได้รู้สึกว่ากลัวอะไร และไม่ได้สวดมนต์เหมือนน้าสะใภ้บอก เรากลางเต้นท์สนามหญ้าหน้าบ้านทางซ้ายมือเป็นบ้านร้างหลังนั้นนั่นเอง ข้างหน้าเป็นวัด อากาศค่อนข้างหนาวจึงต้องปิดเต้นท์จนทึบ ลมพัดแรงเสียงใบโพธิ์ต้นใหญ่ข้างวัดที่ฉันเห็นผ้าเจ็ดสีผูกอยู่มากมายปลิวสะบัดตามแรงลมเหมือนบทเพลงเห่กล่อมเสียงดังซู่ๆ ความเงียบเริ่มคืบคลานเข้ามาฉันดูนาฬิกาในโทรศัพท์เป็นเวลา สี่ทุ่มครึ่ง ซึ่งเป็นเวลานอนปกติของฉัน แต่วันนี้กลับรู้สึกว่าไม่ง่วงเลย คงจะแปลกที่ลูกสาวลูกชายและสามี หลับกันหมดแล้ว เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนฉันคิดว่ามันคงเลยเที่ยงคืนไปแล้ว ฉันควานหาผ้าห่มคลุมเท้าเท้าเย็นเฉียบ ไม่คิดว่าจะหนาวขนาดนี้ ไม่ได้เตรียมเครื่องกันหนาวมาเลย มีแต่น้าสะใภ้ที่หอบผ้าห่มมาให้หลายผืน ฉันนอนนิ่ง เพื่อจะได้ไม่รบกวนคนอื่น วางโทรศัพท์ลงบนหัวนอนปิดปากหาว เสียงหนึ่งลอยมาตามลม

Advertisement

Advertisement

"อุแว้ๆๆๆๆๆ"เสียงร้องของเด็กเล็ก เหมือนดังมาจากที่ไม่ไกลนักเหมือนอยู่ในห้องทึบ ฉันขมวดคิ้วเมื่อตอนเย็นก็ไม่เห็นว่าแถวนี้ที่มีบ้านติดกันสองสามหลังจะมีเด็กอ่อน เสียงเห่กล่อม 

บ้านร้างข้างวัด                                                                                   รูปภาพถ่ายเอง

Advertisement

Advertisement

"เอิง....เอย...เอย..."ลอยมาตามลม เสียงเด็กร้องเงียบไปทันที ฉันตัวแข็งทื่อแต่ก็พยายามคิดว่าคงเป็นบ้านทีถัดออกไป อีกสองสามหลังข้างหน้าแน่ๆ กลางคืนมันเงียบเสียงเลยดังชัดเจน คราวนี้เสียงเงียบหายไปเสียงลมพัดใบโพธิ์กลบเสียงเห่กล่อม  ฉันตะแคงหูฟังแต่ก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก คิดว่าพรุ่งนี้ ต้องถามน้าดูว่า มีใครมีลูกอ่อนไหม จนกระทั่งเผลอหลับไป

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันช่วยน้าสะใภ้ทำกับข้าวกินก่อนออกเดินทางไปผาแต้ม

"น้า แถวนี้ใครมีลูกอ่อน" น้าสะใภ้ที่กำลังตีไข่เตรียมทำไข่เจียวให้เรา ชะงักมือทันที

"เมื่อคืนใช่ไหม"

"ค่ะ"ฉันตอบ

"ไม่ได้สวดมนต์ใช่ไหม"ฉันส่ายหน้ารู้สึกผิดที่ไม่เชื่อคำพูดของน้าสะใภ้

"ดีแล้ว ไม่เป็นไรมาก "เขาบุ้ยใบ้ไปที่บ้านร้างสองชั้นที่หันหน้าเข้าหาวัด แต่ หันข้างให้บ้านเขาหลังนั้น

"คง อีดวงกับลูกมัน มันคลอดลูกตาย ผัวก็หนีไปมีเมียใหม่ทิ้งบ้านร้างไว้"ฉันตกตะลึงอยู่ตรงนั้น เมื่อคืนที่ฉันได้ยิน นั่นเป้นเรื่องของ ชีวิตหลังความตายหรือนั่น ความคิดที่จะถ่ายรูปคู่บ้านหลังนั้นตั้งแต่ตอนที่มาถึง กลายเป็นความไม่กล้าขึ้นมาทันที  มองบ้านหลังนั้นอย่างกลัวๆขนที่แขนชูชัน ไม่คิดว่าหวยจะมาออกที่ฉัน อดสยองไม่ได้

      น้าสะใภ้บอกหากคืนนี้ไปเที่ยวแล้วไม่มีที่พักให้กลับมาค้างที่บ้านเขาอีก ฉันส่ายหน้าไปมา บรื้อออเข็ดแล้วไม่เอาแล้วลาทีคงไม่กล้ามาค้างอีกอย่างแน่นอนน้ำโขง

                                                                                 น้ำโขง ที่โขงเจียม..ภาพถ่ายเอง..

อุบลราชธานี                                                                                         ภาพถ่ายเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์