อื่นๆ

คุยกับนักเขียนพระเครื่อง ทำไมสังคมไทยจึงคู่กับอาคม?

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
คุยกับนักเขียนพระเครื่อง ทำไมสังคมไทยจึงคู่กับอาคม?

บทความและภาพทั้งหมดนี้ เคยเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ ไทยโค๊ด https://www.thaiquote.org/content/228886#! เนื้อหาการสัมภาษณ์และภาพถ่าย โดย วรกร เข็มทองวงศ์ 

ความเชื่อในพุทธคุณ ไสยเวท เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน จนสามารถเรียกได้ว่า เป็นวัฒนธรรมประจำชาติก็ว่าได้ และหลายๆคนต้องการกำลังใจ ต้องการความมั่งคั่ง มั่งมี ความสำเร็จต่างๆ ยิ่งทำให้การหาสิ่งที่มาช่วยค้ำจุน เกื้อกูล ผ่านวัตถุมงคลและวัตถุอาคม จึงหยั่งรากลึกอยู่กับชีวิตคนไทยทุกลมหายใจ

แม้แต่วงการภาพยนตร์เอง ก็บอกเล่ามุมมองความเชื่อผ่านผลงาน อย่างภาพยนตร์เรื่อง จอมขมังเวทย์2020 ขุนพันธ์ เป็นต้น ตอกย้ำความเชื่อที่เราๆท่านๆ รู้จัก แม้จะคุ้นเคยหรือไม่คุ้นเคยก็ตาม

แล้วความเชื่อจริงๆ มีที่มาที่ไปอย่างไร?

ผมได้นัดสัมภาษณ์กับผู้ที่รู้จริงและจัดเจนในชุดข้อมูลด้านความเชื่ออย่าง เอกระพีร์ สุขกุลพิพัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการบริษัท จีเอ็มอินเตอร์ฟู้ด จำกัด ในเครือ บมจ.จีเอ็ม กรุ๊ป นักเขียนและคอลัมนิสต์ เจ้าของนามปากกา "เอก อัคคี"

Advertisement

Advertisement

คุณเอก เริ่มต้นการสัมภาษณ์ว่า เราต้องเข้าใจว่า สังคมไทยนั้น เป็นสังคมที่ผสมผสานเรื่องความเชื่อความศรัทธามาแต่โบราณ จากข้อมูลในเชิงประวัติศาสตร์นั้น ในภูมิภาคสุวรรณภูมิหรือดินแดนอุษาคเนย์ รวมทั้งไทย ในโบราณเรานับถือผี รวมทั้งโลกนี้ นับถือผีมาก่อน นับถือสายฟ้า นับถือลม นับถือไฟ และก่อตัวขึ้นมาเป็นการนับถือเทพเจ้า

“แม้แต่ในสังคมจีน หรือ ญี่ปุ่น ก็ยังมีความเชื่อในการนับถือผีบรรพบุรุษ จึงทำให้ความเชื่อเหล่านี้ตกทอดมา ในเรื่องของชนเผ่าก่อนที่จะมาเป็นชาติแบบในปัจจุบันของเรา จากนั้นก็มีศาสนาพราหมณ์เข้ามาและมีอิทธิพลในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นลุ่มเจ้าพระยาก็ดี ทางภาคใต้ก็เช่นกัน และถัดจากศาสนาพราหมณ์ ก็มาเป็นศาสนาพุทธ สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่ผสมผสานทั้ง 3 อย่างนี้ไว้อย่างกลมกลืน เราเข้าไปตามบ้านก็จะมีศาลพระภูมิ เรานับถือพระพิฆเนศ และยังมีการนับถือบรรพบุรุษ ผ่านการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ทำให้ย้ำว่าวิญญาณมี บรรพบุรุษมี นอกจากนี้ยังนับถือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นับถือในคำสอน นับถือพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามรอยพระพุทธเจ้า แล้วนับถือวัตถุมงคล”

Advertisement

Advertisement

นอกจากนี้ นักเขียนผู้คร่ำหวอดยังขยายความต่อไปด้วยว่า ในเรื่องการเชื่อพุทธคุณ ความเชื่อในไสยศาสตร์ ไสยเวทนั้น มีการผสมผสานอยู่ในสังคมไทย จึงกลายมาเป็น ศาสนาไทย ศาสนาที่มีองค์เทพเจ้าของฮินดูหรือพราหมณ์ มีคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีสาวกของพระพุทธองค์ และมีดวงจิต ดวงวิญาณของบรรพบุรุษ หรือบูรพาจารย์ ครูบาอาจารย์ที่ประสิทธิหรือประสิทธิประสาทวิชา

วัตถุมงคลคืออะไร?

คุณเอกอธิบายต่อคำถามนี้อย่างน่าสนใจว่า วัตถุอะไรก็ตามที่มีพลังที่มาจากการบริกรมคาถา มาจากการเพ่งจิต การอธิษฐานจิต การใช้สมาธิ ฌานสมาบัติ โดยผ่านการใช้สายสิญจน์จน์เป็นทางผ่านของพลังที่เกิดขึ้น

“ถามว่าคนไทยงมงายหรือเปล่า ผมก็ถามว่างมงายคืออะไร ในความหมาย งมงาย คือการหมกมุ่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างโงหัวไม่ขึ้น โดยไม่รับรู้อะไรเลย โดยไม่มีเหตุผลมารองรับ อาจจะถูกบางส่วน แต่ในบางส่วนก็ไม่ใช่ เพราะสังคมไทย หรือวิถีแห่งพุทธนั้น ถ้าเราศึกษากันอย่างจริงจัง ก็จะพบว่าธรรมะก็คือธรรมชาติ มีกฎของไตรลักษณ์อยู่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เราห้อยวัตถุมงคลที่มีพุทธคุณสูงมาก แต่เราไม่อยู่ในศีลธรรม ไม่อยู่ในกรอบ ในกฎระเบียบที่ควรจะเป็น พระก็ช่วยไม่ได้ คุ้มครองไม่ได้ เพราะคนเรามีกรรมดีและกรรมชั่ว เราทำบุญตักบาตร ทำกรรมดีกับคนอื่นๆ กรรมชั่วก็ยังมีอยู่ แต่บางครั้งอาจจะตามไม่ทัน เพราะเราเติมบุญตลอดเวลา บางคนที่บอกว่า กรรมตามทัน เพราะคุณไม่เติมบุญเข้าไป บุญเก่าก็หมดลง”

Advertisement

Advertisement


ทำไมต้องมีพระเครื่องหลายแบบ หรือพุทธคุณที่ให้ผลไมเหมือนกัน?

เชื่อว่าก็เป็นหนึ่งในคำถามที่หลายๆคนที่สนใจศาสตร์สายนี้ต้องตั้งคำถามหรือเคยสงสัยว่า ทำไมต้องมีพระเครื่องหลายแบบ แล้วทำไมพุทธคุณถึงต่างกัน คุณเอก ได้อธิบายผ่านตัวอย่าง กรณีพระขุนแผน มีความเชื่อที่เข้าใจกันว่ามีพุทธคุณในทางเสน่ห์เมตตา แต่ในความจริงพระขุนแผนไม่ใช่พระขุนแผน แต่เรียกว่าพระปางมารวิชัยในซุ้มเรือนแก้ว ในกรุวัดบ้านกร่าง มีลักษณะเป็น2 องค์ติดกัน สร้างขึ้นมาในสมัยพระนเรศวรมหาราช เป็นการสร้างเพื่อพุทธบูชา แต่เมื่อมีคนนำมาใช้เมตตา ก็พบกับความมีเมตตาของคนทั่วไป และคนทั่วไปยังเชื่อกันด้วยว่า การห้อยพระองค์นี้จะทำให้มีเสน่ห์ มีผู้หญิงมากมาย

“ในความเป็นจริงที่ผมศึกษามานั้น กรณีพระซุ้มเรือนแก้วนี้ เจอกันที่สุพรรณบุรี และเมืองนี้มีตำนาน ขุนช้าง ขุนแผน เมื่อนำมาใช้ติดตัวก็มีเสน่ห์ คนก็พูดกันว่า เป็นเหมือนขุนแผนในตำนานพื้นบ้านเลย คนก็เลยติดปากเรียกกันมา เซียนพระเองก็ติดปากคำนี้ด้วยเช่นกัน กลับมาที่พุทธคุณที่ว่าพระเครื่องแต่ละองค์ทำไมไม่เหมือนกัน มันอยู่ที่การตั้งจิตอธิษฐานในตอนที่ปลุกเสกของพระเกจิอาจารย์หรือเจ้าพิธีกรรม ต้องการให้มีพุทธคุณโดดเด่นในด้านไหน ถ้านึกภาพไม่ออกให้นึกถึงหัวหอม ที่มีเปลือกเป็นชั้นๆ ยกตัวอย่างการทำพระขุนแผน ก็เริ่มจากการใช้คาถาอาคมที่เกี่ยวกับแคล้วคลาดเอาไว้ข้างใน เอาด้านบารมีครอบต่อมา และในด้านต่างๆที่ต้องการครอบออกมาที่ล่ะชั้นๆ แล้วสุดท้ายที่ครอบด้านนอกสุดคือเมตตามหานิยม ก็จะมีลำดับในการอธิษฐานปลุกเสก หรือที่เรียกว่าพุทธาภิเษก คือการปลุกเสกด้วยธรรมแห่งพระพุทธ”

มาถึงในเรื่องเครื่องรางที่ในยุคสมัยนี้ ได้รับความนิยมในการหามาใช้นั้น คุณเอก กล่าวว่า การทำเครื่องราง คือการทำในสิ่งที่ไม่ใช่รูปลักษณะของพระพุทธเจ้า เช่น หน้ากากพรานบุญ เป็นเสมือนพ่อครู คล้ายกับพ่อแก่ ฤาษี ในภาคใต้เวลาที่มโนราห์ จะทำการแสดงนั้น ก็จะมีพรานบุญนำออกมาก่อน เหมือนออกมาบอกบท ออกมาร่ายรำ และพรานบุญเองก็เป็นผู้ล่าสัตว์ เป็นนายพรานที่มีวิชาอาคมในการจับสัตว์ ในการหาอาหาร เมื่อมาโยงกับในวรรณคดี เรื่องพระสุธน มโนราห์ พรานบุญคือผู้ใช้บ่วงจับนางกินรีหรือมโนราห์ มาถวายพระสุธน ซึ่งในสังคมไทยมีความเชื่อที่ผสมกัน ทั้งจากในวรรณคดี ความเชื่อที่เป็นมุขปาถะ และความเชื่อในเชิงไสยศาสตร์

“ในทางภาคใต้ ศิลปินก็จะมีการไหว้ครูในสายวิชาของเขา ในการที่เสริมเสน่ห์หรือทำให้ผู้ชมหลงรัก หรือชื่นชม หลงใหล ส่วนในภาคกลาง จะมีคาถาที่เรียกว่า นะดอกดิน เพื่อเสกแป้งผลัดหน้า ลิเกต่างๆเวลาที่จะไปทำการแสดงก็จะใช้ในสิ่งนี้ เวลาคนเห็นก็จะชื่นชม พระเอกลิเกคนนี้หล่อ นางเอกลิเกคนนี้สวย ขณะเดียวกันก็มีการเสกของที่เรียกว่า สีผึ้ง เป็นสิ่งของเสน่ห์อีกอย่างที่ใช้กันทุกชั้นวรรณะ มีขี้ผึ้งป่ามาผสมกับมวลสารต่างๆ และปลุกเสก หุงขึ้นมาใหม่ อาจจะใช้ว่านมงคลอย่างเช่น ว่านเสน่ห์จันทร์ขาว เสน่ห์จันทร์แดง ว่านกาฝาก ดอกรัก แล้วนำมาเคี่ยวในกระทะ ก่อนจะนำมาผสมกับสีผึ้ง แล้วมาใช้ทาปาก เหมาะกับการใช้เวลาเจรจา พูดคุยกับผู้คน เป็นที่รักเป็นที่เมตตา”

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องรางอีกชนิดหนึ่งที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน นั่นคือ ตะกรุด โดยคุณเอก เล่าให้ฟังว่า คนไทยตั้งแต่สมัยอยุธยานั้น จนมาถึงยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ไม่นิยมห้อยพระเครื่อง คนไทยนับถือพระมาก มีความรู้สึกว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้องไว้ที่วัดเท่านั้น สิ่งที่จะติดตัวส่วนใหญ่จะเป็นผ้าประเจียด ผ้ายันต์ เสื้อยันต์ ตะกรุด

“เป็นการใช้แผ่นทองแดง แผ่นตะกั่ว หรือโลหะหลากชนิดมาหลอมรวมกันแล้วรีดเป็นแผ่น จากนั้น นำมาจารอักชระ เลขยันต์ โดยผู้มีวิชาอาคมแล้วม้วน ถ้าเราดูหนังย้อนยุค ก็จะเห็นนักแสดงใส่ตะกรุดกับตัว หากเป็นระดับ เจ้าฟ้า พระมหากษัตริย์ หรือนักรบระดับแม่ทัพ เขาจะมีตะกรุดดอกใหญ่ๆ เช่น ตะกรุดมหาระงับปราบหงสา จะใช้ผงจากต้นไม้ที่ชื่อ ไม้ระงับ เอามาบดแล้วนำพอก ก็จะมีวิชาของเขาโดยเฉพาะ ยกตัวอย่างสายวิชาของวัดประดู่ทรงธรรม ก็จะมีวิชาการทำตะกรุดในรูปแบบต่างๆ ภาคใต้ก็จะมีของสายวัดเขาอ้อ จนมาถึงยุครัตนโกสินทร์ จึงเริ่มมีการสร้างพระเครื่อง ถ้าเป็นสมัยก่อนนั้น จะสร้างพระเครื่องไว้บรรจุกรุ เวลาจะไปรบ นักรบก็จะไปนำพระจากกรุต่างๆมาใช้ติดตัว เมื่อไปทำราชการสงครามเสร็จ ก็จะนำมาเก็บไว้ตามเดิม ต่อมาเมื่อมีการย้ายเมืองหลวง มีการค้นเอาพระที่มีประสบการณ์คงกะพัน ทำให้หนังเหนียว มากองไว้ที่โคนต้นไม้ จึงเป็นที่มาของชื่อว่า พระโคนสมอ ที่มาที่ไปคือมีการซ่อมแซมวังหน้า แล้วไปเจอกรุพระจึงนำมากองไว้ที่โคนต้นสมอ”

นอกจากนี้ คุณเอก ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงคำว่าเครื่องรางของขลัง นั้น สมัยก่อนที่มีการ แช่ว่านรางยา หรือการแช่น้ำมัน ให้กับอาวุธต่างๆ จะมีการทำรางไว้ แล้วนำทุกอย่างแช่ไว้ในนั้น ซึ่งพิธีนี้คล้ายกับการแช่น้ำพระพิพัฒน์สัตยา

ศาสตร์แห่งการแช่ว่านสำนักเขาอ้อ

หนึ่งในวิชาทางไสยเวทที่หลายคนรู้จักหรืออย่างน้อย เคยได้ยินมาบ้าง กับพิธีกับ แช่ว่านรางยา ของสายวิชาสำนักเขาอ้อ คุณเอก คือ หนึ่งในผู้ที่รับการแช่ว่าน และที่สำคัญคือได้ทำพิธีการแช่ในทำใหญ่ของวัดเขาอ้อ ถือว่าจุดรางแช่ว่านตรงนี้ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด สำหรับสายวิชาเขาอ้อ จะเป็นการแช่ตัวคนแทนอาวุธ เรียกว่า กินเหนียว กินมัน แช่ว่านรางยา

“เดิมเขาอ้อนั้น เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ของฤๅษี นักพรต ในลัทธิต่างๆของวิชาไสยเวท ก่อนที่จะมีการรับศาสนาพุทธ เชื่อกันว่าตกทอดกันมานับพันปี ลักษณะพื้นที่เป็นภูเขาโดดๆกลางพื้นที่ราบ และมีถ้ำ ซึ่งเหมาะกับการบำเพ็ญภาวนา ผู้ปฏิบัติก็เข้ามาปฏิบัติกันภายในถ้ำตรงนั้น โดยไล่ลำดับ จากฤๅษี มาสู่ศาสนาพราหมณ์ ตรงนี้ก็เป็นเสมือนเขาไกรลาศ เพราะเหล่าพราหมณ์มีความเชื่อที่ต้องอาศัยในที่สูง และมีวิชาที่ได้จากพราหมณ์ที่ตกทอดกันต่อมา จนมาถึงสมัยที่พุทธศาสนาเข้ามามีบทบาท จึงมีการถ่ายทอดสรรพวิชาที่ไม่ต้องการให้สูญหาย หรือ สูญสลายไป ให้กับพระภิกษุสงฆ์ โดยพระสงฆ์รูปแรกที่ได้รับวิชามา ชื่อทอง วัดนามเดียว ปัจจุบันวัดนั้นได้สูญหายไปแล้ว จากนั้น นามเจ้าอาวาสวัดเขาอ้อ ก็เป็นชื่อทองหมด ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์ทอง อาจารย์ทองในถ้ำ อาจารย์ทองหน้าถ้ำ อาจารย์ทองหูยาน สมเด็จเจ้าจอมทอง อาจารย์ทองเฒ่า เป็นต้น จากนั้นก็มาเป็นอาจารย์ปาล ปาลธัมโม พ่อท่านกลั่น พ่อท่านห้อง ตอนนี้ก็เป็นรักษาการเจ้าอาวาส พ่อท่านเชียร”

คุณเอก กล่าวเสริมด้วยว่า ในทางความเชื่อนั้น มีคนกล่าวกันว่า พุทธคุณของสายวิชาเขาอ้อ เป็นพุทธคุณที่เข้มข้น เพราะมีการผสมกันระหว่าง วิชาของฤๅษี วิชาอาคมของศาสนาพราหมณ์ และพุทธศาสนา ที่เป็นชัยมงคลคาถาต่างๆ เข้าด้วยกัน และยังมีการแบ่งออกเป็น 2 สายอีกด้วย อย่างแรกคือสายวิชาที่เกี่ยวกับยาสมุนไพรต่างๆ ว่านต่างๆ ที่ใช้ในการรักษาโรค เพราะในอดีตของเมืองพัทลุงนั้น ไม่มีโรงพยาบาลก็ต้องใช้สมุนไพรในการรักษา บวกกับการใช้คาถากำกับ อีกสายวิชาหนึ่ง ก็เป็นพุทธคุณไสยเวท รวมทั้งการแช่ว่านรางยา และที่สำคัญ คนสมัยก่อนนั้น ถือปฏิบัติอย่างเข้มข้น ถือสัจจะแล้วก็ถือกันอย่างเหนียวแน่น แช่ว่านกันครั้งหนึ่ง สามวันเจ็ดวัน น้ำว่านต่างๆก็ซึมเข้าไปในตัว น้ำว่านก็มีสรรพคุณในตัว แล้วบวกกับใช้คาถาอาคมกำกับเข้าไปด้วย จึงยิ่งมีผลให้เห็น ทำให้เกิดมีพลังบางอย่างขึ้นมา และอีกอย่างที่หลายคนไม่รู้ และแม้แต่ทีมงานที่ไปสัมภาษณ์ก็ไม่เคยรู้มาก่อนคือ กฎเหล็กของสายเขาอ้อ คือ ห้ามลองของ

“เพราะทางสำนักมองว่า วิชามีไว้ช่วย ไม่ได้มีไว้ลองหรือโชว์ และห้ามเอามาหากิน อย่างถ้าเรามีวิชา แล้วเอาความรู้เหล่านี้มาเรียกเงินเรียกทอง ไม่ได้ เพราะต้องมีไว้ช่วยคนอื่น หรือถ้าพูดง่ายๆคือ มีไว้เพื่อให้ ไม่ได้มีไว้เพื่อเอา และก็ต้องรักชาติบ้านเมือง เหล่านี้เป็นกฎหลักๆของสายวิชาเขาอ้อ”

อยากรวยอยากปัง มีวัตถุมงคลอะไรถึงจะดี?

เมื่อได้มาคุยกับนักเขียนที่เชี่ยวชาญเรื่องราวทางพระเครื่อง ไสยเวท ทั้งที และเป็นหนึ่งในเจ้าพิธีทำวัตถุมงคลตามตำราอาคม เพื่อสมนาคุณกับหนังสือที่เขา ทีมข่าวจึงได้ถามกันชัดๆว่า ถ้าคนอ่านอยากได้วัตถุมงคลใช้เกี่ยวกับการค้า หรือ ให้โชคลาภ มีกินมีใช้นั้น ควรจะใช้อะไรดี คุณเอกแนะนำว่า หน้ากากพรานบุญ มีพุทธคุณด้านไม่อด มีกินมีใช้ ไปไหนมีคนรักคนเมตตา สีผึ้ง ก็เป็นในเรื่องการเจรจา ค้าขาย แป้งเสก ทาหน้าผลัดหน้า ให้มีสง่าราศี พระสิวลี เหมาะกับคนค้าขาย ท่านเป็นอริยสงฆ์ด้านโชคลาภ ไปบิณฑบาตที่ไหนไม่มีอด ไปทิศไหนมีคนใส่บาตรตลอด ไม่มีคนใส่เทวดานางฟ้าก็มาใส่บาตร

ไม่มีวันเสื่อม

ต่อคำถามที่ว่า มักจะมีคนพูดกันว่ายุคนี้ไม่มีแล้วไสยศาสตร์ เสื่อมไปหมดแล้ว จริงหรือไม่ คุณเอกตอบว่า ไม่จริง และขยายความให้เข้าใจด้วยว่า กับคำว่าไม่จริงนั้น เพราะการเสื่อมไม่เสื่อม มันอยู่ที่จิตของคนที่ศรัทธา แม้จะมีคนบอกยุคสมัยมันเปลี่ยนไป แต่มันก็ไม่ทั้งหมด เหมือนเราอยู่ในถ้ำแล้วมันมืด พอเปิดไฟมันก็สว่าง ความมืดก็หายไป ทันทีที่ปิดไฟ ความมืดมันก็กลับมา

“ความเชื่อก็เหมือนกัน ความเชื่อมันอยู่กับเรา ตราบใดที่มนุษย์มีความกลัว ความเชื่อก็ยังอยู่ ทุกอย่างมันเกิดจากความกลัว เราขยันทำงาน เพราะกลัวตกงาน เราตั้งใจทำมาหากิน เพราะเรากลัวอด กลัวลำบาก ดังนั้น ความกลัวจึงนำมาซึ่งความเชื่อ ความเชื่อนำมาซึ่งความศรัทธา ความศรัทธานำมาซึ่งปาฏิหาริย์”

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์