อื่นๆ

รีวิวหนังสือ 'ลำนำแห่งนกร้องเพลงและอสรพิษ' The Ballard of Songbirds and Snakes

442
คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
รีวิวหนังสือ 'ลำนำแห่งนกร้องเพลงและอสรพิษ' The Ballard of Songbirds and Snakes

Are you, are you Coming to the tree? They strung up a man. They say who murdered three. Strange things did happen here, no stranger would it be. If we met at midnight in the hanging tree.

เชื่อว่าหลายๆ คนที่เคยอ่านนวนิยายและเคยรับชมภาพยนตร์สุดโด่งดังจนเป็นกระแสไปทั่วโลก อย่าง The Hunger games หรือ เกมล่าชีวิต คงจะต้องคุ้นหูอยู่บ้างกับบทเพลงที่มีเนื้อหาชวนหดหู่อย่าง “The Hanging Tree” ซึ่งในฉบับภาพยนตร์ได้ถูกถ่ายทอดผ่านตัวละครหัวใจหลักของเรื่องอย่าง “แคตนิส เอฟเวอร์ดีน” เด็กสาวจากเขต 12 ผู้มาพร้อมกับไฟที่จะแผดเผาอำนาจของผู้กดขี่ในแคปปิตอล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ประธานาธิบดีสโนว์” ทรราชย์ผู้เหี้ยมโหด ซึ่งทุกคนก็คงจะได้เห็นจุดจบของเขามาแล้ว คือความตายที่เกิดจากความเคียดแค้นของประชาชนในตอนท้ายเรื่องนั่นเอง

Advertisement

Advertisement

มาถึงคราวนี้ เรื่องราวในจักรวาลฮังเกอร์เกมส์ได้ถูกนำมาขยายต่ออีกครั้ง ใน The Ballard of Songbirds and Snakes: ลำนำแห่งนกร้องเพลงและอสรพิษ ซึ่งเป็นภาคปฐมบทที่ผู้ประพันธ์อย่าง ซูซานน์ คอลลินส์ ได้พาทุกคนไปรู้จักกับพาเน็มเมื่อ 64 ปีก่อนที่เรื่องราวของแคตนิสจะเริ่มต้นขึ้น ซึ่ง “คอริโอเลนัส สโนว์” คือตัวละครที่คอลลินส์เลือกที่จะเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของเขาในวัยหนุ่ม ก่อนที่จะกลายเป็นประธานาธิบดีสโนว์ – ผู้นำเผด็จการณ์ – ในอนาคต ซึ่งในนิยาย The Ballard of Songbirds and Snakes นี้ ก็จะทำให้เราได้เข้าไปสำรวจมิติในด้านความเป็นมนุษย์ของชายผู้ดูไร้หัวใจคนนี้ ทั้งด้านที่อ่อนแอ อ่อนไหว เย่อหยิ่ง ริษยา เห็นอกเห็นใจ และด้านมืดอันเป็นจุดเริ่มต้นวีรกรรมชั่วร้ายของเขาในอนาคต และแน่นอนว่าเนื้อหาในเล่มปฐมบทนี้ก็ได้มีการกล่าวถึงที่มาของเพลง “The Hanging Tree” ที่ผู้เขียนได้หยิบยกมาไว้ในตอนต้นบทความด้วยเช่นกัน

Advertisement

Advertisement

หนังสือ The Ballard of Song birds and Snakes

เรื่องย่อ

คอริโอเลนัส หรือ “คอริโอ” คือ เด็กหนุ่มอายุ 18 ปีจากตระกูลที่ (เคย) รุ่งเรืองที่สุดตระกูลหนึ่งของแคปปิตอล อย่างตระกูล “สโนว์” เขาเป็นเด็กหนุ่มที่มีมันสมองอันปราดเปรื่อง มีไหวพริบและมีความสามารถในการใช้จิตวิทยา โดยการเก็บซ่อนความทะเยอทะยานไม่มีที่สิ้นสุดไว้ภายใต้ท่าทางสุภาพอ่อนน้อมได้เป็นอย่างดี ตระกูลของเขามาถึงจุดที่ตกต่ำที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในช่วงสงคราม แต่ด้วยศักดิ์ศรีและความคิดที่ว่าตระกูลสโนว์จะต้องอยู่เหนือสุด เขาจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นจากสภาพไร้อนาคต และกอบกู้เกียรติยศของตระกูลเขากลับคืนมาให้ได้

ภายหลังจากการสิ้นสุดลงของสงครามระหว่างชาวเขตปกครองกับแคปปิตอล การแข่งขันเกมล่าชีวิตก็ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยเป็นความคิดของผู้ชนะอย่างแคปปิตอล ที่ได้คิดค้นการแข่งขันอันป่าเถื่อนนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นการลงโทษและย้ำเตือนความผิดของผู้แพ้สงคราม ไม่ให้กล้าที่จะลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจของแคปปิตอลได้อีก และด้วยเรื่องราวในครั้งนี้ เกมล่าชีวิตได้ดำเนินมาถึงครั้งที่ 10 ทว่าด้วยสภาพสังคมของพาเน็มในขณะนั้น เกมล่าชีวิตแทบไม่ได้อยู่ในความสนใจของประชาชน ไม่มีใครในเขตปกครองหรือแคปปิตอลอยากดูการแข่งขันอันน่าสลดใจและไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ นั่นทำให้ผู้คุมเกมต้องคิดหากลยุทธ์ในการทำให้เกมนี้กลายเป็นที่นิยมขึ้นมาให้ได้ จึงมีกติกาพิเศษที่ให้เหล่าบรรณาการมีที่ปรึกษาของตัวเอง โดยการคัดเลือกที่ปรึกษาจากนักเรียนปีสุดท้ายที่ฉลาดที่สุด 24 คน ในโรงเรียนที่ดีที่สุดของแคปปิตอล ซึ่งคอริโอเลนัสก็เป็นหนึ่งในนั้น

Advertisement

Advertisement

เมื่อได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในที่ปรึกษา คอริโอเลนัสก็กระตือรือร้นที่จะเป็นผู้ชนะให้ได้ เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยของเขา แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับสร้างความผิดหวังไม่น้อย เมื่อเขาต้องจับคู่กับบรรณาการหญิงจากเขต 12 นามว่า “ลูซี่ เกรย์ แบร์ด” ซึ่งทุกคนต่างรู้กันดีว่ามาจากเขตที่ย่ำแย่ที่สุด และมักจะตายในสนามประลองตั้งแต่ 5 นาทีแรกเสียด้วยซ้ำ ทว่าความจริงแล้วเด็กสาวผู้เต็มไปด้วยเสน่ห์คนนี้ไม่ได้ดูอ่อนแอและไร้พิษสงอย่างที่ใคร ๆ คิด นั่นทำให้คอริโอเลนัสเริ่มมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เขาจึงมุ่งมั่นที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะช่วยให้เธอรอดชีวิตและกลายเป็นผู้ชนะในเกมล่าชีวิตครั้งนี้ให้ได้

วิเคราะห์แก่นสำคัญจากเรื่อง (**บทความต่อไปนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญในเรื่อง)

ปกหลังหนังสือ

  • คอริโอเลนัส สโนว์ คือตัวละครสีเทา

คอริโอเลนัส สโนว์ ใน The Ballard of Songbirds and Snakes ดูจะไม่ได้ร้ายกาจเหมือนคนที่เขาจะเป็นในอนาคต เขายังเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มที่ได้รับบาดแผลจากสงครามไม่ต่างจากผู้คนในเขตปกครองสักเท่าไหร่ เขาเป็นวัยรุ่นที่กำลังเผชิญกับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เหมือนกับเด็กวัยรุ่นทั่วไปที่ไม่มีความมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง และกำลังเดินตามความคาดหวังที่ตนตั้งไว้ อย่างเต็มกำลังความสามารถ อีกทั้งการที่เขามักจะต้องช่างน้ำหนักในหัวอยู่ตลอด ว่าสิ่งไหนที่ทำลงไปแล้วจะเกิดประโยชน์กับตัวเขาบ้าง หรือแม้กระทั่งการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เขาจะทำให้ผู้อื่น ดูจะทำให้เราเข้าใจเป็นอย่างดี ถึงตัวตนที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม และการคิดถึงแต่ตัวเองเป็นที่ตั้งของเขา ทว่านอกจากแง่มุมเหล่านั้นแล้ว ในบางช่วงบางตอน เราก็สามารถสัมผัสได้ถึงตัวตนด้านที่มีศีลธรรมของชายคนนี้ด้วย แม้กระทั่งหลายต่อหลายครั้งที่เราแทบไม่อยากเชื่อ ว่าเขาจะกลายมาเป็นวายร้ายหลักของเรื่องได้ และมิหนำซ้ำยังเอาใจช่วยให้เขาได้ในสิ่งที่หวัง และแอบเห็นใจในเรื่องที่เขาต้องเผชิญโดยไร้ซึ่งทางเลือก ทว่าในท้ายที่สุด ชายผู้ใฝ่หาอำนาจและการควบคุมก็ได้เลือกที่จะก้าวข้ามเส้นมาสู่ความชั่วร้าย ด้วยการตัดสินใจอันเกิดจากทัศนคติ และแรงผลักดันภายในจิตใจของเขาเอง ที่ต้องการจะมุ่งไปสู่เส้นทางที่เขาคิดว่าเป็นความสำเร็จ ซึ่งเขาคงจะไม่สามารถคว้ามันมาได้ โดยปราศจากการทำร้ายทำลายผู้คนที่รักและไว้ใจเขา

ผู้แต่งทำให้เราได้มองเห็นเฉดสีเทาของคอริโอเลนัสตั้งแต่สีเทาอ่อนไปจนถึงสีเทาเข้ม... และตัวละครนี้ก็ได้ทำให้เราตระหนักว่า กว่าที่คนคนหนึ่งจะกลายมาเป็นคนที่ร้ายสุดขั้วได้ พวกเขาอาจไม่ได้มีจุดเริ่มต้นแบบนั้นมาตั้งแต่กำเนิด หากแต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะโลกใบนี้ที่มีส่วนทำให้พวกเขากลายเป็นเช่นนั้น

ธรรมชาติของมนุษย์ต้องมีกฎในการควบคุม

  • ธรรมชาติของมนุษย์, การควบคุม และการตั้งคำถามทางด้านศีลธรรม

แก่นสำคัญที่เด่นชัดอีกอย่างหนึ่งที่ผู้แต่งพยายามจะถ่ายทอดออกมาผ่านนวนิยายเรื่องนี้ คือการชี้ให้เราเห็นถึงธรรมชาติของมนุษย์ และการจำเป็นต้องมีสิ่งที่นำมาควบคุมและบังคับใช้ ดังเช่นที่ “ดร. โวลัมเนีย กอล” หนึ่งในตัวละครสำคัญผู้มีส่วนในการชี้นำความคิดของคอริโอเลนัส และเธอได้พยายามให้เขาเรียนรู้ถึงธรรมชาติของมนุษย์ ที่ในบางครั้งแทบไม่ต่างจากสัตว์ เหมือนกับที่เธอตั้งใจส่งเขาเข้าไปในสนามประลอง สถานที่ซึ่งไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีกฎหมาย และไม่ต้องรับผลจากการกระทำของตน นั่นอาจทำให้ตาชั่งแห่งศีลธรรมของมนุษย์เราเสียสมดุลได้โดยง่าย การเอาตัวรอด และความกลัวที่จะต้องตกเป็นเหยื่อ ผลักดันให้มนุษย์เราแสดงออกซึ่งสัญชาตญาณดิบและไร้ซึ่งการยับยั้งชั่งใจใด ๆ โลกใบนี้จึงจำเป็นที่จะต้องมีการออกกฎควบคุมและบังคับใช้ เพื่อป้องกันความโกลาหลอันจะเกิดขึ้นได้ หรืออีกนัยน์หนึ่ง สังคมมนุษย์นั้น ย่อมต้องการกฎในการควบคุมhuman rights

คุณไม่มีสิทธิ์ขังพวกเขาแล้วให้อดอาหาร หรือลงโทษพวกเขาโดยไม่มีเหตุผลอะไรเลย คุณไม่มีสิทธิ์ไปพรากชีวิตหรืออิสรภาพของพวกเขา เพราะนั่นคือสิ่งที่เราทุกคนเกิดมามีเหมือนกัน มันไม่ใช่ของที่คุณจะมาพรากไปเสมือนว่านั่นเป็นของของคุณ การเป็นผู้ชนะในสงครามไม่ได้ทำให้คุณมีสิทธิ์นั้น การมีอาวุธมากกว่าไม่ได้ทำให้คุณมีสิทธิ์นั้น การเป็นพลเมืองของแคปปิตอลก็ไม่ได้ทำให้คุณมีสิทธิ์นั้น”

ดังเช่นสิ่งที่ “ซีเจนัส พลินท์” ตัวละครหนึ่งได้กล่าวไว้ หากเมื่อเรามองอีกมุมหนึ่ง คำถามด้านศีลธรรมย่อมเกิดขึ้น เมื่อเรามองเห็นสิ่งที่แคปปิตอลกระทำต่อผู้คนในเขตปกครอง บทลงโทษของผู้แพ้สงครามอันเกินกว่าเหตุ การจับเด็ก ๆ มาฆ่ากันเองในสนามประลอง จับพวกเขาขังไว้ในกรงสัตว์และให้อดอาหาร ตลอดจนการแขวนประจานศพ แคปปิตอลอาจอ้างว่าพวกเขาแค่พยายามทำให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม เพื่อให้ทุกคนอยู่อย่างปลอดภัย แต่การกระทำที่ไร้หัวจิตหัวใจต่อเพื่อนมนุษย์เช่นนั้น เป็นสิ่งที่เหมาะสมในการควบคุมประชาชนในพาเน็มแล้วจริงหรือ?

“พวกนั้นทำให้ฉันปลอดภัยสินะ แล้วฉันต้องเสียอะไรไปบ้างเพื่อแลกกับความปลอดภัยนั้นล่ะ ...แล้วถ้าฉันคิดว่าราคาที่ต้องจ่ายมันมากเกินไปล่ะ”love

  • ความรักชนะทุกสิ่งมิใช่หรือ?

นอกเหนือจากประเด็นเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์และการปกครอง สิ่งที่เราพอจะได้จาก The Ballard of Songbirds and Snakes ก็คือแง่มุมเกี่ยวกับความรักของสองตัวละครอย่างคอลิโอเลนัสกับลูซี่ เกรย์ คนสองคนที่เหมือนมาจากคนละโลก คนหนึ่งคือเด็กหนุ่มชาวแคปปิตอล ผู้อาศัยอยู่ในเพนเฮาส์ที่ได้รับตกทอดจากตระกูลของเขา ส่วนอีกคนเป็นเด็กสาวผู้รักในเสียงเพลงและสีสันอันสดใสจากเขต 12 อันห่างไกล การที่โชคชะตาได้นำพาให้พวกเขาต้องมาข้องเกี่ยวกัน ผ่านสถานะของที่ปรึกษาและเครื่องบรรณาการ ทำให้เราได้เห็นความสัมพันธ์ที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ เริ่มแรกจากการมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน คือการชนะการแข่งขัน จนกระทั่งเขาได้ยอมรับกับตัวเองว่า เธอมีความหมายต่อเขา จนถึงขนาดที่ว่าต้องการจะใช้ชีวิตร่วมกับเธอ

‘เขารู้สึกผ่อนคลายและเป็นอิสระ จะเป็นอย่างไรนะถ้านี่คือชีวิตของเขา จะตื่นเมื่อไหร่ก็ได้ ออกไปหาอาหารวันต่อวัน และใช้เวลาเคียงข้างลูซี่ เกรย์ ที่ริมทะเลสาบ ใครเล่าจะต้องการเงินทอง ความสำเร็จ และอำนาจ ถ้ามีความรักอยู่แล้วน่ะ ความรักชนะทุกสิ่งไม่ใช่หรือ’

ลูซี่ เกรย์ ทำให้เราเห็นว่าคนอย่างคอลิโอเลนัสก็สามารถมอบความรักความห่วงใยให้ผู้อื่นได้ แม้กระทั่งผู้ที่ด้อยกว่าเขา ความรักนั้นทำให้คนที่มีความทะเยอทะยานเป็นเชื้อเพลิงอย่างเขา เคยคิดที่จะละทิ้งความทะเยอทะยานนั้น หากได้อยู่เคียงข้างเธอ กระนั้นเรากลับไม่แน่ใจนักว่าความรักในแบบของเขาที่มีมุมมองต่อเธอนั้น เป็นความรักที่บริสุทธิ์และไม่เห็นแก่ตัวจริงหรือ?สันหนังสือ‘ถึงแม้เขาจะไม่เชื่อในชะตาสวรรค์ แต่เธอเชื่อ และนั่นก็น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ดีพอว่าเธอจะภักดีต่อเขา ใช่ว่าเขาจะไม่ภักดีต่อเธอหรอกนะ เพราะเขาไม่เคยตกหลุมรักเด็กผู้หญิงคนไหนในแคปิตอลเลย และก็เป็นไปได้ยากมากที่เด็กผู้หญิงคนไหนในเขต 12 จะมายั่วใจเขาได้’

คอลิโอเลนัสมักจะสื่อถึงลูซี่ เกรย์ ว่าเธอเป็นเด็กผู้หญิงของเขา เป็นนกร้องเพลงตัวน้อย ๆ ของเขาคนเดียวเท่านั้น การที่ได้เป็นเจ้าข้าวเจ้าของเธอนั้น เหมือนทำให้เขาได้รับชัยชนะเหนือชายอื่น โดยเฉพาะคนรักเก่าในเขต 12 ที่เธอยืนยันว่าจะไม่มีทางกลับไปหาเขาอีกอย่างแน่นอน แต่ทว่าความรักของคอลิโอเลนัส ดูจะเต็มไปด้วยการครอบครอง มากกว่าการที่เขาจะมอบความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับคนรักของตน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการใช้ชีวิตคู่

“ฉันว่ามันสำคัญกว่าความรักด้วยซ้ำ ฉันหมายถึง... ฉันรักอะไรหลาย ๆ อย่างที่ฉันไม่ไว้ใจนะ อย่างพายุ... เหล้าขาว... หรือพวกอสรพิษ บางทีฉันคิดนะว่าฉันรักพวกมันเพราะฉันไว้ใจพวกมันไม่ได้นี่แหละ ดูสิว่ามันน่าสับสนแค่ไหน ...แต่ฉันเชื่อใจนายนะ”

และด้วยความเป็นจริงของชีวิตอันน่าเศร้า ความรักไม่ได้มีเพียงแค่เราสอง แม้ว่าเราทุกคนต่างก็หวังจะให้มันเป็นเช่นนั้น แต่ในที่สุดก็ต้องยอมรับว่า การที่คนสองคนจะใช้ชีวิตคู่ไปตลอดรอดฝั่ง นอกจากความซื่อสัตย์และความเชื่อใจแล้ว ชีวิตคู่ยังต้องการรายละเอียดมากกว่านั้น ทั้งความเหมาะสมด้านฐานะ ค่านิยมและแบบแผนการใช้ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องมีศีลเสมอกัน

‘และเขารักเธอจริง ๆ! เขารักเธอ! ก็แค่เพียงไม่กี่ชั่วโมงที่เขาได้มาใช้ชีวิตใหม่อยู่กลางป่า เขาก็พบว่าเขาไม่ชอบมันเอาเสียเลย ทั้งความร้อนทั้งหนอน และพวกนกที่เอาแต่ร้องไม่หยุด...’

เมื่อคนสองคนไม่มีปัจจัยข้อไหนที่เข้ากันได้เลย ในที่สุดความฝันที่จะอยู่ร่วมกันก็พังทลาย เมื่อความลุ่มหลงเบาบางลง คอลิโอเลนัสก็เริ่มกลับมามองเห็นสิ่งที่เขารักมากที่สุด... รักมากกว่าที่รักเธอเสียอีก นั่นก็คืออำนาจ เกียรติยศ และตัวของเขาเอง เมื่อถึงคราวที่เขาจะต้องเลือก แน่นอนที่สุดว่าคนอย่างคอลิโอเลนัส ย่อมที่จะเลือกเส้นทางสู่อำนาจอย่างไม่ต้องสงสัย และหากว่าความรักคืออุปสรรค เขาก็พร้อมที่จะทำลายมันได้อย่างไม่ลังเล

‘บางครั้งเขาจะนึกถึงช่วงเวลาอันหวานซึ้งและหวังให้ทุกอย่างไม่ได้จบลงแบบนี้ แต่เรื่องระหว่างเขาและเธอคงไม่มีทางเป็นไปได้ ต่อให้เขาเลือกที่จะอยู่ต่อ พวกเขาก็ยังแตกต่างกันเกินไป และเขาไม่ชอบความรัก มันทำให้เขาดูโง่และอ่อนแอเสียเหลือเกิน’

หลังจากที่ได้พลิกจนถึงหน้าสุดท้าย เราไม่สามารถพูดได้ว่าชอบในตัวละครหลักของเรื่องอย่าง คอริโอเลนัส สโนว์ ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถพูดว่าเกลียดเขาได้อย่างเต็มปากนัก เพราะมิติของมนุษย์คนหนึ่งนั้นช่างซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะตัดสินได้ในทันที ดังเช่นคนแบบคอริโอเลนัส สโนว์ ผู้ที่มุ่งมั่นจะไปให้ถึงเป้าหมายของตัวเองโดยไม่สนวิธีการ แม้ว่าเขาจำเป็นต้องแลกมาด้วยศีลธรรมความเป็นมนุษย์ของตัวเองก็ตาม

เพราะสิ่งที่เขาถวิลหานั้นดูจะไขว่คว้ามาได้ยากเย็นเหลือเกิน หากจะเดินไปในเส้นทางที่ถูกที่ควร

‘มาไหม มาไหม

มายังต้นไม้ต้นนี้

ที่ฉันบอกให้เธอหนี เราสองจะได้เป็นอิสระเสียที’

เครดิต

  • ภาพปกโดย: ผู้เขียน / Canva
  • ภาพประกอบที่ 1 และ 2 โดย: ผู้เขียน
  • ภาพประกอบที่ 3 โดย: freepik / freepik
  • ภาพประกอบที่ 4 โดย: bedneyimages/ freepik
  • ภาพประกอบที่ 5 โดย: rawpixel.com / freepik
  • ภาพประกอบที่ 6 โดย: ผู้เขียน

เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน  App TrueID โหลดเลย ฟรี !

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
MarineAngel
MarineAngel
อ่านบทความอื่นจาก MarineAngel

นัก(อยากจะ)เขียน ผู้ขับเคลื่อนชีวิตด้วย “Passion” ที่มีต่องานศิลปะ

ดูโปรไฟล์

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์