อื่นๆ
แม่เหงาเฝ้าคอย (อย่าปล่อยให้สายเกินไป)

"แม่เหงา เฝ้าคอย"
หญิงวัยชราคนหนึ่งซึ่งพักอาศัยอยู่ในชุมชนห่างไกลความเจริญกับบ้านหลังเก่าๆ ที่ผุพัง ทรุดโทรม รอวันพังทลาย ยิ่งเธออายุมากขึ้นสุขภาพร่างกาย ความจำ การได้ยินและการมองเห็นก็ยิ่งลดน้อยถอยลง หญิงชราคนนี้ได้มีลูกกับสามีของเธอ 1 คน หลังจากคลอดลูกได้ไม่นาน เธอก็ได้สูญเสียสามีอันเป็นที่รักไปแบบไม่มีวันหวนกลับ เนื่องจากอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำขณะที่กำลังขับรถออกไปทำงานจึงทำให้สามีของเธอเสียชีวิตในทันที เมื่อเธอได้ทราบข่าวก็ทำใจยอมรับไม่ได้ เอาแต่นั่งร้องไห้และโทษตัวเองไม่เป็นอันกินอันนอน แต่แล้วก็มีเสียงเด็กทารกที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ร้องไห้งอแงเพราะความหิวโหย ทันใดนั้นสติของเธอก็กลับคืนมาและหันมาตั้งใจเลี้ยงดูฟูมฟักเสมือนดั่งแก้วตาดวงใจของเธอ จากชีวิตที่เคยสุขสบายนับตั้งแต่เสียสามีไปเธอกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวหาเช้ากินค่ำด้วยการเก็บผักสวนครัวไปขายตามตลาดเพื่อเลี้ยงชีพจนลูกเติบใหญ่
Advertisement
Advertisement
ในวันที่ลูกต้องออกไปตามหาเส้นทางความฝันเพื่อสร้างอนาคต เธอได้บอกกับลูกตามประสาคนเป็นแม่ว่า “อยู่เมืองกรุงตั้งใจทำงาน รู้จักเก็บจักออม อย่ามัวหลงแสงสี ได้ดีก็กลับมาเยี่ยมแม่บ้างนะลูก” ลูกจึงรับปากและสัญญากับแม่ว่าจะกลับมา เมื่อถึงวันหยุดเทศกาลลูกชายของเธอก็ได้กลับมาตามที่เคยให้สัญญาไว้ เธอมีความสุขมากเป็นพิเศษในทุกๆครั้งที่ลูกมาหา แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขนั้นมันช่างผ่านไปเร็วจริงหนอ ถึงเวลาที่ลูกต้องกลับไปทำหน้าที่ต่อ มันเป็นความรู้สึกที่บีบหัวใจของคนเป็นแม่เหลือเกินที่ต้องพลัดพรากห่างไกลกัน หญิงชราผู้เข้มแข็งพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้เพื่อความสบายใจของลูก และวนเวียนเช่นนี้เป็นระยะเวลานานพอสมควร ยิ่งนานวันเข้าจากที่ลูกของเธอกลับมาเยี่ยมทุกเทศกาล แต่เวลาผ่านไปเนิ่นนานลูกชายก็ไม่กลับมาหาเธออีกเลย
Advertisement
Advertisement
"วันวานพ้นเลยไปเป็นเช่นไรใยไม่มา แม่คอยแม่ห่วงหาเจ้ากลับมาแม่สุขใจ"
หลาย 10 ปีต่อมา ก็ยังไม่มีวี่แววที่ลูกกลับมาหา มีเพียงแต่จดหมายสั้นๆจากลูกที่ส่งกลับมาในทุกๆเทศกาล ภายในจดหมายได้เขียนไว้ว่า "งานผมยุ่งมาก ไว้เสร็จงานเมื่อไหร่ผมจะรีบกลับไปหานะครับแม่ ” หลังจากอ่านจบเธอก็เข้าใจและได้แต่ตั้งหน้าตั้งตารอทุกๆปี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่มีวันไหนเลยที่เธอจะหมดหวัง เธอยังรอคอยวันที่ลูกกลับมา จนอายุของเธอย่างเข้า 70 ด้วยความแก่ชรา โรคภัยไข้เจ็บต่างๆก็มารุมเร้าร่างกายก็เริ่มทรุดโทรมลง ทุกครั้งที่มีเพื่อนบ้านแวะเข้ามาเยี่ยมเยียน เธอมักจะเข้าใจผิดคิดว่าลูกของตนกลับมา แต่แล้วก็ต้องพบกับความผิดหวังมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี
เช้าวันต่อมาเธอที่กำลังนอนป่วยอยู่ภายในบ้านนั้น ได้เห็นเงาของชายรูปร่างสันทัดปรากฏอยู่ที่ประตูหน้าบ้านพร้อมกับพูดว่า "แม่ครับผมกลับมาแล้ว" เสียงของลูกชายที่กลับมาพร้อมกับความดีใจหลังจากไม่ได้พบเจอกันนาน แต่เมื่อเขามาถึงภาพที่ได้เห็นอยู่ตรงหน้านั้น คือหญิงชราร่างกายซูบผอม ผิวหนังแห้งเหี่ยวกำลังนอนป่วยอยู่ภายในบ้านอย่างอิดโรย เมื่อได้เห็นสภาพร่างกายของผู้เป็นแม่วินาทีนั้น เขาถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่และรีบเดินเข้าไปหาหญิงชราพร้อมกับพูดทั้งน้ำตาว่า “แม่ครับผมขอโทษ ” และก้มลงกราบบนเท้าของผู้เป็นแม่ทันที หญิงชราที่คอยเฝ้าภาวนาให้ลูกกลับมาวันนี้เธอได้สมหวังดังใจปราถนาแล้ว เมื่อเธอได้ยินเสียงดังนั้นจึงรีบโอบกอดลูกชายด้วยความรักและคิดถึงสุดขั้วหัวใจของผู้เป็นแม่ และเธอได้พูดกับลูกด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า...“ลูกเอ๋ยแม่ดีใจแม่สุขใจที่เจ้ามา แม่คอยเฝ้าห่วงหาจนเวลาร่วงโรยไป" หลังจากที่เธอพูดจบลูกชายก็ได้แต่ขอโทษผู้เป็นแม่ ที่ตนไม่เคยกลับมาดูแลจนถึงวันที่เธอต้องจากไปแบบไม่มีวันหวนคืน
Advertisement
Advertisement
ความคิดเห็น






