อื่นๆ

โค้งศาลพระภูมิร้าง​ จังหวัดเพชรบุรี สุดหลอน

186
คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
โค้งศาลพระภูมิร้าง​ จังหวัดเพชรบุรี สุดหลอน

โค้งศาลพระภูมิร้าง​ จังหวัดเพชรบุรี

บันทึกสถานที่หลอน​ วันนี้ขอพาไปที่จังหวัดเพชรบุรี กับเรื่องราวความน่ากลัวของโค้ง บนทางหลวงชนบท พท.4002 บ้านโปร่งเกตุ สายเขากระปุก-โปร่งเกตุ อ.ท่ายาง ซึ่งบริเวณรอบๆเป็นป่าไร่การเกษตร มีบ้านพักอาศัยอยู่เพียงไม่กี่หลัง ขณะที่โค้งริมถนนมีศาลพระภูมิ ถูกนำมาตั้งเรียงราย 2 ฝั่ง ยาวกว่า 1 กม. จนบรรยากาศกลายเป็นโค้งสุดหลอนสยองขวัญ น่าสะพรึงกลัว ของผู้ที่สัญจรผ่านไปมา ซึ่งกลายเป็นที่ฮือฮา โด่งดัง จนสำนักข่าวต่างๆและ สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ก ให้ความสนใจนำเสนอข้อมูล เมื่อประมาณ 2-3 ปี ที่แล้ว

ซึ่งถ้าดูจากประวัติ ที่มีอยู่ในสื่อออนไลน์เจ้าหนึ่ง ที่เคยสัมภาษณ์เอาไว้ ก็คือ เป็นเรื่องของนายตำรวจชั้นนายพันท่านหนึ่ง ที่เคยเป็น อดีต ผบ.ร้อย 2 กองกำกับการสนับสนุนทางอากาศ ตำรวจตระเวนชายแดนค่ายนเรศวร หัวหิน เป็นผู้นำศาลพระภูมิที่ถูกทิ้งตามริมถนนสายต่าง​ ๆ มาตั้งวางไว้เอง บางหลังมีสภาพดีสวยงามใช้งานได้ ประกอบกับชอบเรื่องไสยศาสตร์ ทำให้มีแนวคิดนำพระภูมิเก่ามาใช้ประโยชน์ดีกว่าถูกทิ้งเป็นขยะ จากนั้นขับรถยนต์ออกตระเวนหาเก็บศาลพระภูมิเก่าที่ถูกทิ้ง นำมาซ่อมแซมปรับปรุงทาสีใหม่ และนำมาตั้งเรียงริมถนนโค้งบ้านโปร่งเกตุ เพื่อเตือนสติผู้ที่ชอบขับรถเร็ว เริ่มทำมาตั้งแต่ ปี 2550

Advertisement

Advertisement

ส่วนเรื่องราวความหลอนของโค้งนี้ ก็เคยมีผู้บอกเล่าเอาไว้เหมือนกัน ลุงผิว ซึ่งมีบ้านอยู่แถว​ ๆ เขากระปุก ได้เล่าเรื่องราวความหลอนของเขาเอาไว้ว่า

มีอยู่คืนวันหนึ่ง ลุงขับมอเตอร์ไซค์ผ่านที่โค้งนี้ วันนั้นระหว่างทางอยู่​ ๆ ฝนก็ตกมา ซึ่งลุงก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปปกติ พอใกล้จะถึงโค้ง อยู่​ ๆ​ เห็นเป็นเงาคนนั่งอยู่บนศาลพระภูมิ นั่งจ้องมาที่ลุงด้วยดวงตาสีแดงโต ซึ่งตอนนั้นลุงบอกว่าตกใจสติหลุดเลยทีเดียว เกือบจะแหกโค้ง ลงข้างทาง แต่ดีที่ไม่ล้มลง พอรถจอดสนิท แกดับเครื่อง สองมือของลุงกำพระสมเด็จที่ห้อยไว้ที่คอจนแน่น  แกนั่งนิ่ง และได้แต่ภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่นานสองนาน  พอแกได้สติ จึงไปมองอีกครั้ง ปรากฏว่าไม่มีสิ่งใดเลย​ นอกจากความมืดและสายฝน ลุงจึงรีบขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน และหลังจากวันนั้น ถ้าไม่จำเป็น ในช่วงกลางคืนแกจะไม่ออกมาอีก

Advertisement

Advertisement

อีกคำบอกเล่าจาก พี่โด โชเฟอร์สิบล้อ วัย 40 ปีเศษ ผู้เคยประสบอุบัติเหตุบนโค้งแห่งนี้ ซึ่งชนกับรถกระบะที่สวนเลนมา จนคู่กรณีเสียชีวิต เรื่องตอนนั้นเกิดเมื่อประมาณ ปี 2558 โดยปกติแล้ว พี่โดจะใช้เส้นทางนี้เป็นประจำ ผ่านสัญจรมานานนับปีก่อนที่จะมีการนำศาลมาวางเรียงรายไว้สองข้างทางอีก แต่เหตุการณ์ในวันนั้น ทำเอาแกจำมาจนวันนี้

ในค่ำคืนวันนั้น ในขณะที่ขับมาปกติ พอก่อนจะถึงโค้ง เป็นธรรมดาของรถใหญ่ที่จะต้องส่งสัญญาณให้รถที่สวนมารู้​ หรือเป็นการเช็กดูว่ารถที่ขับมานั้น อยู่ในภาวะปกติดีหรือไม่ พี่โด สต๊อปไฟสูง สองครั้ง เพื่อเป็นการส่งสัญญาณบอก ด้านหน้าที่แกเห็นคือแสงไฟของรถยนต์ซึ่งในตอนนั้นไม่ทราบว่าเป็นรถอะไร รถกระบะหรือรถเก๋ง  แต่พอขับมาอยู่ในระยะที่ใกล้จะสวนกัน อยู่​ ๆ เห็นเป็นเงาของคนกลุ่มหนึ่งประมาณสิบกว่าคน วิ่งกรูเข้ามาจากข้างทางทั้งซ้ายและขวา แล้วกระโดดมาเกาะที่รถที่กำลังจะสวนมา บ้างเกาะที่รถคันที่สวนมาแล้วก็ชูมือโยกตัว บ้างก็นอนเกาะบนหลังคา เมื่อเห็นภาพดังกล่าวก็ได้แต่ตกตะลึง ไม่ทันไร.....แค่ไม่ถึงเสี้ยววินาที อยู่ๆรถคันที่จะขับสวนมา ขับข้ามเลนมาชนรถของแกอย่างจัง  เสียงดังสนั่น

Advertisement

Advertisement

วูบเดียวทุกอย่างนิ่งหมด พี่โดรีบเช็กอาการของตัวเองก่อนว่าตนเองเป็นอะไรหรือไม่ โชคดีที่แกไม่เป็นอะไรมาก แค่ฟกช้ำบ้าง ตามแรงกระแทก เมื่อดูอาการของตัวเองแล้ว​ แกจึงรีบเปิดประตูแล้วลงมาที่รถคู่กรณี ภาพที่แกเห็นคือรถกระบะยี่ห้อหนึ่ง ด้านขวาของคนขับยุบไปจนถึงห้องโดยสาร กระจกด้านหน้าแตกละเอียดทั้งบาน แทนที่จะมีผู้บาดเจ็บหรือใครคนใดคนหนึ่งที่แกเห็นว่ามีคนวิ่งกระโดดมาเกาะจากสองข้างทาง นอนเจ็บหรืออยู่บริเวณนั้นจำนวนมาก กลับมีเพียงแค่ชายอายุประมาณ 40-50 ปีคนเดียว นอนติดอยู่ที่ซากรถ คอพับคาเข็มขัดนิรภัย แกรีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่กู้ภัยทันที

หลังจากติดต่อเจ้าหน้าที่แล้ว แกก็พยายามที่จะช่วยเหลือชายคนนั้นออกมา​ แต่ก็ทำไม่ได้เนื่องจากร่างของเขาถูกอัดก๊อปปี้คาห้องโดยสาร พี่โดจึงได้แต่ เรียกให้ชายคนนี้ให้ได้สติ ซึ่งตอนนั้นแกยังตอบรับกลับอยู่บ้าง​ ด้วยการพยักหน้าและหายใจรวยริน

หลังจากนั้นเกือบชั่วโมง​ กว่าที่รถกู้ภัยจะมาถึงก็เนื่องจากความห่างไกล​ และทางที่ค่อนข้างมืดมิด ก็ช้าเกินไปที่จะช่วยชายขับรถกระบะไว้ได้ แกทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตที่โรงพยาบาล

วันเวลาผ่านไป...วันนี้นอกจากความช็อคและความเสียใจ​ ที่อยู่​ ๆ​ ก็กลายเป็นคนที่มีส่วนร่วมทำให้คนอื่นเสียชีวิต แต่ที่แกยังคงตั้งคำถามเสมอก็คือ กลุ่มคนวิ่งกระโดดมาเกาะจากสองข้างทาง มาจากไหน มาได้อย่างไร เป็นสิ่งที่แกเองยังไม่ทราบจนทุกวันนี้

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์