อื่นๆ

ดอนปู่ตา (เรื่องเล่าขานตำนานหมู่บ้าน 2)

154
คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
ดอนปู่ตา (เรื่องเล่าขานตำนานหมู่บ้าน 2)

          ผู้เขียนได้กล่าวถึงหมู่บ้านดอนลอที่เป็นหมู่บ้านเก่าไปมากแล้วต่อมาจึงจะขอเล่าเรื่องราวของหมู่บ้านดอนกอบ้าง ซึ่งในอดีตนั้นหมู่บ้านดอนกอจะมีถนนดินทรายตัดผ่านโดยฝั่งขวามือของถนนจะเป็นตัวหมู่บ้านดอนกอและฝั่งซ้ายถนนจะเป็นป่าและมีแอ่งน้ำลักษณะเป็นบึงเล็กๆ ชาวบ้านจะเรียกขานกันว่าเขตพื้นที่ดอนปู่ตา เพราะที่กลางบึงนั้นจะมีพื้นดินยื่นไปตรงกลางและจะเป็นที่ตั้งของเสาหลักบ้านหรือเสาหลักเมืองที่ชาวบ้านได้สร้างเป็นศาลไว้ ตามความเชื่อของคนไทยเราหากอพยพย้ายไปอยู่ในที่แห่งใดก็จะมีการฝังเสาหลักเมืองไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคงและความเป็นสิริมงคลโดยจะสังเกตว่าไม่ว่าจังหวัดหรือหมู่บ้านใดก็จะมีเสาหลักเมืองกันแทบทุกที่ไป และศาลปู่ตาแห่งนี้ชาวบ้านเชื่อว่าที่ดินบริเวณนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิงสถิตดูแลอยู่เพื่อคอยปกปักรักษาพื้นที่บริเวณนี้รวมไปถึงหมู่บ้านด้วย และหากใครเข้าไปหาขุดหน่อไม้ หาของป่า หรือหว่านแหหาปลา ต้องบอกกล่าวขออนุญาตท่านก่อนมิฉะนั้นจะพบงูเหลือมตัวใหญ่หรือไม่ก็ไม่ได้อะไรกลับไปเลย ซึ่งชาวบ้านจะเป็นอันรู้ดีเพราะชาวบ้านเชื่อและศรัทธาท่านมาก แม่ผู้เขียนเคยเล่าให้ฟังว่าสมัยที่แม่ยังเป็นสาวเคยมีเหตุการณ์ที่ทำให้ชาวบ้านเชื่อสนิทใจว่าท่านมีตัวตนจริงๆก็คือ ในคืนวันพระใหญ่เวลาดึกสงัด ผู้คนหลับใหลกันหมด ในหมู่บ้านนอกจากจะมืดสนิทแล้วยังเงียบสงัดได้ยินเพียงแค่เสียงลมและแมลงกลางคืนเท่านั้น และถ้ามีใครรู้สึกตัวขึ้นมาก็มักจะได้ยินเสียงๆหนึ่งดังขึ้นรอบๆหมู่บ้าน มันเป็นเสียงฝีเท้าของม้าที่กำลังวิ่งรอบๆหมู่บ้านคล้ายๆกับว่ามีคนกำลังควบม้าไปรอบๆรวมทั้งเสียงหมาหอนไล่ตามเสียงฝีเท้าของม้ายาวเป็นสาย ซึ่งเสียงนั้นชาวบ้านจะเป็นอันรู้ได้ว่าเป็นเสียงของผู้ดูแลหมู่บ้านที่กำลังลาดตระเวนดูแลความสงบภายในหมู่บ้าน ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ที่จะมีใครมาควบม้าเล่นในเวลาเช่นนี้และแถบภาคอีสานจะไม่นิยมเลี้ยงม้ากันมากนักเพราะมีราคาแพง แต่มักจะเลี้ยงวัวและควายไว้ไถ่นาลากเกวียนเสียมากกว่า แต่เสียงที่ได้ยินกุบๆกับๆก็คงเป็นพาหนะที่ท่านใช้ในการลาดตระเวน หากมีใครเกิดสงสัยนึกอยากจะเห็นกับตาแล้วแอบดูก็จะไม่เห็นใครเลยนอกจากได้ยินแค่เสียงเท่านั้น ชาวบ้านจึงได้เชื่อสนิทใจว่าท่านคือปู่ผู้ดูแลดอนปู่ตาและหมู่บ้านนั่นเอง และในวันสำคัญต่างๆชาวบ้านก็จะนำอาหารคาวหวานมาเซ่นไหว้ท่านเป็นประจำ ชาวบ้านจึงอยู่อย่างสงบสุขดีมาตลอด

Advertisement

Advertisement

ภาพที่1                                                                                      ที่มา https://pixabay.com/

จนกระทั่งมีการปรับปรุงพื้นที่บริเวณดอนปู่ตาซึ่งเป็นคำสั่งจากทางราชการให้ทำการปรับปรุงพื้นที่นี้เพื่อใช้เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ โดยมีโครงการจะปรับปรุงให้รอบๆบึงน้ำให้มีความโล่งเตียนสามารถสัญจรไปมาได้สะดวกขึ้น และใช้บึงนี้ปล่อยปลาเพราะเมื่อถึงฤดูจับปลาจะได้เปิดให้คนใกล้ไกลมาลงหาปลา และนำรายได้เข้าไปบริหารในหมู่บ้าน ด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้ผู้รับเหมามีความจำเป็นต้องขุดเอาเสาหลักบ้านหรือศาลปู่ตานี้ออกก่อนเพื่อง่ายต่อการดำเนินการ หากแล้วเสร็จก็จะนำกลับมาสร้างไว้เช่นเดิม พอหลังจากที่ขุดเสาหลักบ้านออกมาได้ไม่นานก็เกิดเหตุการณ์โกลาหลขึ้นที่หมู่บ้านดอนกอ ซึ่งเหตุการณ์ที่ว่านั้นก็คือปอบอาละวาดคนทั้งหมู่บ้าน แม่ของผู้เขียนเล่าว่าปีนั้นมีปอบออกอาละวาดหลายสิบตัว และในเวลากลางคืนช่วงดึกสงัดก็จะมีเสียงร้องโวยวายดังขึ้นมา ต้องคอยฟังและสังเกตว่าเสียงนั้นดังมาจากบ้านหลังใดบ้างเพราะบางครั้งก็ได้ยินมาจากหลายๆที่พร้อมกัน ชาวบ้านเป็นอันรู้ได้ว่านั่นเป็นเสียงของคนที่โดนปอบเข้า บางคนก็นั่งร้องไห้ บางคนก็ร้องโวยวายด่ากราดไปทั่ว จนต้องเรียกหมอธรรมมาทำพิธีไล่ปอบกันจ้าละหวั่น หรือไม่ก็ต้องล่ามโซ่เอาไว้ก่อนเพราะหากปล่อยไปจะตามหากันลำบาก คืนวันหนึ่งแม่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายในช่วงกลางดึก จึงสะดุ้งตื่นขึ้นมารวมทั้งป้าปัดด้วยเพราะรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนั้นพี่ชายและลูกพี่ลูกน้องของผู้เขียนยังเด็กมาก พึ่งคลอดได้ไม่นานนัก วันนั้นป้าปัดและแม่พาลูกๆไปนอนกันที่บ้านยาย เมื่อป้ากับแม่ตื่นขึ้นก็รีบเข้ามาอุ้มเอาลูกใครลูกมันวิ่งมารวมกันอยู่ที่ห้องเปิงบ้านหรือห้องพระ เนื่องจากว่าเหตุการณ์ปอบอาละวาดในครั้งนี้หมอธรรมบอกว่ามันมีกันหลายสิบตัว นอกจากมันจะเข้าผู้ใหญ่แล้วเรายังมองไม่เห็นด้วยว่าวิญญาณปอบที่เหลืออยู่เป็นสิบๆตัวยังวนเวียนอยู่ที่ไหนอีกบ้าง และที่สำคัญเด็กแรกเกิดแบบนี้เป็นที่ชักชวนให้มันยิ่งเข้ามาใกล้มากขึ้นไปอีก แม่และป้าต่างอกสั่นขวัญแขวนได้แต่นั่งเฝ้าสังเกตการณ์ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกหรือไม่ บรรยากาศก็ช่างเป็นที่น่าวังเวงและสงบเงียบไม่มีแม้กระทั่งลมพัด ด้วยความกลัวป้าจึงนึกขึ้นได้ว่าตาเคยให้ของขลังเอาไว้ก่อนที่ตาจะเสีย ซึ่งตอนนี้ก็เก็บไว้บนหิ้งพระ นั่นก็คือหางปลากระเบนลงอาคมที่ตาได้มาจากฝั่งลาว โดยปลากระเบนราหูจะมีอยู่มากในแม่น้ำโขงลักษณะหางจะแหลมคมตรงปลายและมีความแข็งแรงมากเชื่อว่าหากนำมาทำเป็นของขลังแล้วจะทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากผีสางนางไม้ทั้งหลายได้ ป้าจึงรีบนำหางปลากระเบนที่ว่านี้มาวางล้อมรอบตัวเด็กชายทั้งสองที่นอนรวมกันอยู่ที่เบาะไว้ ก่อนที่จะเห็นสายลมแปลกๆวูบหนึ่งพัดเข้ามาในห้อง ซึ่งลักษณะทิศทางของลมนั้นจะพัดวนไปวนมาไม่มีทิศทางที่แน่นอน สังเกตจากการปลิวของผ้าม่านที่ปลิวตรงหน้าต่างบานนั้นทีบานนี้ที ซึ่งก็ไม่มีใครตอบได้ว่าลมมันพัดวนอยู่ที่ใดกันแน่และมันคืออะไร ทุกคนก็นั่งดูสายลมแปลกๆนั่นซักพักก่อนที่ลมนั้นจะพัดวูบออกไปเหลือเพียงแต่ความนิ่งสงบเช่นเดิม ในขณะนั้นแม่เชื่ออย่างสนิทใจเลยว่านี่คือปอบแน่ๆ มันอาจจะเข้ามาทำร้ายเด็กอ่อนที่นอนอยู่แต่มันทำอะไรไม่ได้มันจึงหนีไป แม่บอกว่าใครจะเชื่อหรือไม่ก็ช่างแต่แม่เห็นและสัมผัสมาเองกับตาและสิ่งที่กลัวที่สุดก็คือกลัวลูกได้รับอันตรายจากสิ่งที่มองไม่เห็นนั่นเอง

Advertisement

Advertisement

ภาพที่2                                                                         ที่มา https://www.sanook.com/news/7787486/

         เรื่องผีปอบอาละวาดยังเกิดขึ้นอยู่ต่อเนื่องจนชาวบ้านต้องเชิญหมอธรรมที่มีอาคมแก่กล้าจากต่างหมู่บ้านมาทำพิธีจับเพราะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นไม่หยุดไม่หย่อนจนชาวบ้านทนไม่ไหวและหวาดกลัว เมื่อหมอธรรมมาถึงก็จัดเตรียมข้าวของรอทำพิธี แต่ในสมัยนั้นผู้เขียนไม่มั่นใจนักว่ามีอุปกรณ์อะไรบ้าง เรียกได้ว่าเป็นเทศกาลจับปอบกันเลยทีเดียว พิธีจับปอบนั้นปัจจุบันก็ยังคงมีให้เห็นกันอยู่ในรายการทีวีหรือในช่องยูทูป ถ้าหากเราไปลองค้นหาดู วิธีการจับปอบก็จะคล้ายๆกับที่เราเห็นคือจะมีอุปกรณ์หลักๆ คนอีสานเรียกว่า “เซียงข้อง” หรือไม้เสี่ยงทายหาปอบ หลักการคล้ายๆกับไม้กีของคนจีนที่จะเชิญเทพลงมาสถิตที่ไม้ใช้สุ่มหาหลุมศพในการขุดล้างป่าช้า แต่เซียงข้องจะใช้เสี่ยงทายหาตำแหน่งของปอบ โดยจะมีคนจับที่ปลายด้ามเซียงข้องข้างละคน ส่วนเรื่องอุปกรณ์เสริมอื่นๆนั้นก็แล้วแต่หมอธรรมแต่ละสำนัก เมื่อเริ่มทำพิธีอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลงมาอยู่ที่เซียงข้องแล้ว คนที่จับก็จะรู้สึกว่าไม้มีการขยับหรือมีแรงดึงแรงต้านขึ้นมาทำให้ต้องเดินไปตามแรงที่เซียงข้องพาไป บางคราวก็วิ่งเสมือนว่ากำลังไล่ตามสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ไม่ว่าจะวิ่งไปที่ทุ่งนา ใต้ถุนบ้าน หรือที่ต่างๆก็ต้องวิ่งตามไปจนกว่าหมอธรรมจะจับปอบลงกระบอกไม้ไผ่ได้ เรียกได้ว่ากว่าจะจับปอบครบทุกตัวก็หอบกินกันเลยทีเดียว เมื่อมั่นใจแล้วว่าจับปอบลงในกระบอกไม้ไผ่ได้ครบทุกตน หมอธรรมก็จะใช้ผ้ายันต์ปิดปากกระบอกและมัดด้วยด้ายสายสิญจน์และนำกระบอกไม้ไผ่ทั้งหมดมาทำพิธีเผารวมกันเพื่อส่งวิญญาณ ซึ่งพิธีดังกล่าวนี้ถือเป็นการปลอบขวัญให้ชาวบ้านเกิดความสบายใจขึ้นและคลายความหวาดกลัว พอเหตุการณ์สงบลงชาวบ้านลงความเห็นว่าเหตุที่ปอบอาละวาดหนักในครั้งนี้เป็นเพราะว่าการรื้อถอนขุดเอาเสาหลักบ้านที่ดอนปู่ตาขึ้นมาเป็นแน่ เพราะเสาหลักบ้านถือเป็นที่สิงสถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยคุ้มครอง ป้องกันสิ่งไม่ดีที่จะเข้ามารังควาญ ทำร้ายคนในหมู่บ้านที่ท่านดูแลอยู่ แต่เมื่อมีการรื้อถอนออกไป มนต์คาถาที่เคยทำพิธีไว้ก็เสื่อมตามไปด้วยเปรียบเสมือนการทำลายกำแพงบ้านของตนเองจนทำให้โจรเข้ามาได้อย่างง่ายดายนั่นเอง จึงจะต้องมีการทำพิธีฝังเสาหลักบ้านและตั้งศาลที่ดอนปู่ตาไว้ตามเดิม และหลังจากทำพิธีตั้งศาลดังที่ว่าเสร็จสรรพแล้ว จากนั้นเป็นต้นมาชาวบ้านก็อยู่กันอย่างสงบสุขตามเดิม

Advertisement

Advertisement

ภาพที่ 3                                                                                    ที่มา https://thianhong.wordpress.com

       หลังจากนั้นไม่นานแม่ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในตัวอำเภอ และก็เคยได้ยินได้เห็นเรื่องปอบอยู่เป็นครั้งคราวตามหมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกที่หมู่บ้านรอบนอกนั้นห่างจากตัวอำเภอเพียงแค่ไม่กี่กิโลเมตรที่มีเรื่องปอบอาละวาด แต่ในตัวอำเภอกลับไม่เคยมีข่าวคราวว่ามีปอบเข้าใครเลยแม้ในตอนที่ปอบอาละวาดหนักๆ ซึ่งตอนนั้นตัวอำเภอก็ยังมีความเป็นอยู่ตามวิถีดั้งเดิมอยู่ ยังไม่มีความเจริญอะไรมากมาย แม่จึงบอกว่าในตัวอำเภอของเรานั้นนอกจากจะมีศาลหลักเมืองแล้ว ยังมีองค์หลวงพ่อที่เป็นที่นับถือและท่านมีความศักดิ์สิทธิ์มากคอยปกปักรักษาเขตของท่านอยู่ ท่านคือองค์หลวงพ่อมิ่งเมือง ท่านเป็นพระพุทธรูปโบราณที่มีอายุน่าจะมากกว่าร้อยปี ในตอนแรกชาวบ้านไปพบองค์ท่านอยู่ในป่า ท่านมีสภาพชำรุดเสียหายมากชิ้นส่วนต่างๆหักออกเป็นท่อนๆ จึงมีชาวบ้านคนหนึ่งไปขอพรท่านและได้โชคตามความปรารถนา ต่อมาจึงได้มีการนำท่านขึ้นมาบูรณะและประดิษฐานไว้ที่หน้าวัดกลางตัวเมือง และป่าที่เคยค้นพบท่านปัจจุบันกลายเป็นวนอุทยานที่มีลิงแสมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากคาดว่าเป็นลิงที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ คนในอำเภอจึงจัดให้เป็นเขตวนอุทยานเพื่ออนุรักษ์ลิงเหล่านี้ไว้ ความศักดิ์สิทธิขององค์หลวงพ่อมิ่งเมืองนั้นเป็นที่เลื่องลือกันว่าลิงทุกตัวที่อยู่ที่นี่คือสาวกของท่าน เพราะเคยมีเหตุการณ์คนมาทำร้ายลิงแล้วเกิดมีอันเป็นไปไปแล้วหลายรายทำให้ไม่มีใครกล้าไปทำร้ายลิงอีกเลย และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ศาลของหลวงพ่อเกิดไฟไหม้อยู่ข้างในและกว่าจะมีคนรู้ไฟก็เกือบไหม้หมดเพราะตอนนั้นเป็นช่วงที่ศาลปิด ชาวบ้านก็ตกใจกันว่าภายในคงต้องไหม้หมดแล้วแน่ๆรวมถึงองค์หลวงพ่อด้วย แต่พอเปิดเข้าไปกลับพบว่าองค์หลวงพ่อนั่นไม่โดนไฟไหม้เลยรวมถึงผ้าจีวรที่ใช้ห่มองค์ท่านก็ไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อยทั้งๆที่ไฟไหม้เกือบถึงเพดาน สิ่งของดอกไม้ต่างๆเสียหายหมด ชาวบ้านเห็นก็เกิดความศรัทธาองค์หลวงพ่อมากขึ้น ทำให้ศาลของหลวงพ่อมีคนมากราบไหว้ไม่ขาดสายและมีงานนมัสการหลวงพ่อเป็นประจำทุกปีนั่นเอง 

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์