คัดลอกลิงค์

อื่นๆ

เล่นซ่อนแอบจนเจอดี

โอ่งมังกร
โอ่งมังกร
|3 min read
อ่านบทความอื่นจาก โอ่งมังกร
แจ้งตรวจสอบ
เล่นซ่อนแอบจนเจอดี

เรื่องนี้เป็นเรื่องของลูกพี่ลูกน้องฉันเองกับการลองดีของเขา วันนั้นเป็นวันที่จัดงานศพมีการอยู่เฝ้าศพโดยที่หมู่บ้านของฉันนิยมตั้งศพไว้ที่บ้านก่อนจะนำไปเผาที่วัด วันงานศพก็จะมีวงไพ่ผสมวงเหล้าคอยนั่งเฝ้า ตอนดึกๆเด็กๆที่ยังไม่ได้นอนก็มาวิ่งเล่นกัน

ฉันเองก็ไม่ได้สนใจนักเพราะว่าเป็นบริเวณบ้านของญาติๆฉันเองจึงให้เด็กๆเล่นไป เวลาก็ยังแค่สองทุ่มนิดๆ แสงสว่างก็จ้าไปทั่วบริเวณ

เสียงเด็กวิ่งพล่านไล่จับกันไปทั่วเล่นไม่หยุดจนผู้ใหญ่เองก็หัวหมุน ฉันก็มัวแต่ยุ่งช่วยงานไม่ได้สนใจอะไร ก้อง ลูกชายของญาติของฉันก็ไปวิ่งเล่นด้วยและก็อายุมากกว่าเด็กคนอื่นๆจึงเป็นคนริเริ่มเล่นอะไรแผลงๆ

“มีผู้ใด๋เห็นบักก้องบ่ ยายเจ้าเห็นมันบ่ มันไปไส”

“กูบ่เห็นดอก มันบ่ได้มาแถวนี่ แต่กี้คือได้ยินเสียงมันเล่นกับหมู่มันอยู่เด้” ยายของฉันซึ่งกำลังตักข้าวใส่ถ้วยเล็กๆไว้ไปถวายข้างโลงศพก็ตอบกลับไปโดยไม่ได้คิดอะไรหากแต่ทำให้ผู้เป็นแม่ของก้องเริ่มกังวล

Advertisement

Advertisement

“ข่อยบ่ฮู้อีหลี แต่กี้กะเอิ้นมันหลายเทื่อ มันก็บ่ตอบ หมู่กะพากันอยู่นี่เบิ่ดแต่มันหายไปไสก็บ่ฮู้”

“บอกบักโอกับพลหามันให้ดุ บ่แม้นไปเล่นอยู่บ่อนบ่อน้ำติล่ะ” ฉันได้ยินก็วางของลงแล้วก็สมทบช่วยแม่ของก้องหาลูกตัวเอง

 

ผี                                                  ภาพโดย Alexas_Fotos จาก Pixabay 

 

ฉันเดินไปรอบบ้านก็ไม่เจอ ทั้งส่งเสียงเรียก ทั้งมองหาที่ลับๆมืดๆก็หาไม่เจอ พอเริ่มมืดมากพวกผู้ใหญ่ก็มาช่วยกันหาอีกแรง คราวนี้เรียกระดมพลตามหากันให้ควัก

“ลูกข่อยอยู่ไสแหม บักก้อง!” แม่ของก้องเริ่มสติแตกเพราะหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอลูกชายตัวเองสักที ฉันก็วิ่งไปวิ่งมาไม่หยุดเช่นกัน ทันใดนั้นผู้เป็นยายก็จุดธูปมาหนึ่งดอกไหว้ขออะไรสักอย่างแล้วเอาธูปไปปักที่กระถางธูปหน้าโลงศพ

Advertisement

Advertisement

แม่ของก้องก็แทบจะเป็นลมไปแล้ว เพราะร้องไห้หนักมากจนไม่เหลือเรี่ยวแรงจะเดินเลย ฉันเองก็ออกตามหาต่อเดินเข้าไปในอาคารหลังเล็กๆ ที่เขาเอาไว้เลี้ยงม่อนเลี้ยงไหมแต่ถูกปิดร้างไปนานแล้ว

ไม่รู้อะไรดลใจให้ตามหาที่นี่เพราะมันแทบไม่มีใครมาเลยทั้งยังมืดรกมาก งูเงี้ยวเขี้ยวขออาจจะอยู่แถวนี้ก็เป็นได้  

“ก้องๆ อยู่นี่ไหม” ฉันตะโกนถามไปก็ไร้เสียงตอบรับ ฉันถอนหายใจอยู่ฮึดหนึ่งก่อนจะใช้เปิดไฟฉายในโทรศัพท์และเปิดประตูอาคารเลี้ยงม่อนเข้าไป

สภาพภายในนั้นไม่ต้องสืบทั้งอะไรต่อมิอะไร ที่วางไว้ระเกะระกะส่วนมากจะเป็นอุปกรณ์เลี้ยงม่อนเลี้ยงไหม กลิ่นก็อับเสียจนต้องกลั้นลมหายใจไว้ตลอดเวลา

ตอนนั้นก็คิดเพียงว่าใครจะเข้ามา เพราะขนาดจะเปิดประตูยังต้องใช้แรงมากมายเพื่อเปิดเลย เด็กอย่างก้องจะมีแรงขนาดนั้นก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ ฉันสาดไฟฉายส่องไปทั่วก็พบเพียงของที่วางไว้ จู่ๆก็รู้สึกขนคอลุกอย่างไม่ทราบสาเหตุ

Advertisement

Advertisement

 

ผี                                                   ภาพโดย Pete Linforth จาก Pixabay 

เอี๊ยดๆ

เสียงอะไรก็ไม่รู้เสียดสีอยู่บนคานเหนือศีรษะคล้ายกับแขวนอะไรหนักๆแกว่งไปมาอยู่ทำให้ฉันนิ่งโดยอัตโนมัติไม่กล้ามองขึ้นด้านบน ไม่ใช่ว่าฉันไม่รู้ประวัติโรงเลี้ยงม่อนที่นี่แต่เพราะลืมนึกไปว่ามันเคยเกิดอะไรขึ้น หัวใจเหมือนเหมือนกระเด็นหลุดหายไปรู้สึกเย็นวาบตั้งหัวลงมาจรดเท้า

“พี่หวานๆ” เสียงเด็กน้อยกระซิบเรียกทำให้ฉันรีบสาดไฟไปทางเดิมที่เคยสาดไปคือหน้าประตู

“ก้อง!” ฉันจำได้ว่าเมื่อครู่ฉันเคยหาตรงนี้มาแล้วแต่ก็ไม่เจอ แต่ก็ไม่สำคัญแล้วเมื่อฉันต้องรีบพาน้องออกไปให้เร็วที่สุดเพราะเสียงเอี๊ยดอ๊าดด้านบนยังดังไม่หยุด “ไปๆออกไป”

ฉันจูงมือน้องชายที่ดูเหมือนไปวิ่งผ่านน้ำทั้งตัวให้ลุกขึ้น กำลังจะเปิดประตูแต่ต้องชะงักเมื่อเสียงเอี๊ยดอาดบนคานนั้นเริ่มขยับไปมาเร็วขึ้นก่อนจะค่อยๆหันไปดูด้วยความอยากรู้สุดขีด

เอี๊ยดๆ!

ผีเด็ก                                                  ภาพโดย Pete Linforth จาก Pixabay 

 

“กรี๊ด!” ฉันกรีดร้องเสียงดังทันทีที่เห็นร่างๆหนึ่งในชุดเสื้อคอกระเช้าผ้าซิ่นกำลังดิ้นไปมาโดยมีเชือกเส้นใหญ่แขวนคออยู่ราวกับคนที่ต้องการจะเอาตัวรอดแต่เท้าไม่ถึงพื้น คานและหลังคาโรงเลี้ยงม่อนที่นี่มันสูงมากๆ ตาของเธอถลนลิ้นกำลังจุกปากอย่างน่าสยดสยองเล่นเอาขนลุกไปทั้งตัว แต่พอสัมผัสถึงความสั่นและมือของก้องที่สะกิดตีแขนฉันอย่างแรงก็ต้องรีบเปิดประตูพาวิ่งออกมากันสองคนพี่น้อง

ฉันไม่รู้ว่าตัวเองถูกอะไรบาดบ้าง โทรศัพท์ก็ตกอยู่แถวๆนั้นแต่ฉันห่วงชีวิตมากกว่าจึงพาน้องวิ่งมาหาแสงสว่างและคนให้เร็วที่สุด

“แม่ๆๆ! ยายสีหลอกหนูๆ” ฉันตะโกนเรียกแม่เรียกทุกคนอย่างตื่นตกใจเสียขวัญ แม่ของก้องเองเมื่อเห็นลูกชายตนเองก็ลุกวิ่งมาหาก้องเองโดยไม่ต้องมีใครพยุง แม่กับยายฉันก็ก็วิ่งมาดูฉันที่เรียกได้ว่ามีแผลหลายแห่งเลยทีเดียว ผมเผ้าก็กระเซอะกระเซิงจนแม่แทบจำลูกตัวเองไม่ได้

“เป็นหยัง ไปพ้อน้องอยู่ไส”

“โรงเลี้ยงม่อนยายสี ฮือๆ” ฉันก็เริ่มร้องไห้เพราะภาพนั้นยังติดตา ยายไม่ได้พูดอะไรนอกจากกอดฉันไว้แน่นเพราะแกก็เข้าใจฉันดี

“พอๆ เซาฮ้องๆ”

และหลังจากวันนั้นฉันก็มารู้ว่าก้องพาเพื่อนเล่นซ่อนแอบตอนกลางคืน ใครชนะได้ลูกแก้วยี่สิบลูก (สมัยลูกแก้วยังฮิต) ด้วยความที่อยากชนะเจ้าก้องก็เลยวิ่งไปซ่อนที่โรงเลี้ยงม่อนแล้วก็ถูกผียายสีหลอกบังตาไม่ให้ออกไปเรียกหาใครก็ไม่มีใครได้ยินสักคน

ฉันจำได้ว่าตอนเด็กๆโรงเลี้ยงม่อนนั้นเป็นของยายสี ก่อนหน้านั้นแกแต่งงานออกไปอยู่กับสามีได้ไม่นาน ยายสีก็หนีกลับมาอยู่ที่บ้านเพราะถูกตบตีซ้อมจนเจ็บหนักหลายๆครั้ง แต่ว่ามีวันหนึ่งที่สามีของแกนั้นมาตามง้อที่บ้านแกก็ยังลังเลไม่รู้ว่าจะกลับไปดีไหม ยายสีคิดหนักเพราะถูกซ้อมจนปางตายแต่อีกใจก็ยังรักสามีอยู่แถมยังเอนเอียงไปทางฝั่งสามี ใครมาเตือนมาบอกก็ไม่ค่อยจะเชื่อ สุดท้ายแกก็ยอมกลับไปกับสามีของแกแต่คืนก่อนที่จะกลับก็มีเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นเมื่อแกถูกพบเป็นศพแขวนคอที่โรงเลี้ยงม่อนของตัวเองอย่างน่าสยดสยอง และสามีของยายสีก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

 

ขอบคุณภาพปกจาก

ภาพโดย Free-Photos จาก Pixabay 

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด