อื่นๆ

เงาสยองยามสองทุ่ม

112
คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
เงาสยองยามสองทุ่ม

พ.ศ. 2552 ที่บ้านเกิดของผม 

                  ผมจำได้ว่าเรื่องราวเกิดขึ้นช่วงเดือนธันวาคม  เวลา 2 ทุ่มครึ่ง ผมชอบเดินออกมาคุยโทรศัพท์ที่เดิมเป็นประจำทุกคืน ซึ่งอยู่ข้างบ้านเพื่อนของผม ที่ดินตรงนั้นยังไม่มีบ้านคน มีไว้ให้เด็กน้อยตัวเล็กได้วิ่งเล่นหยอกล้อกันตามประสาเด็ก ด้านหลังที่ดินเป็นทุ่งนา มีพื้นที่กว้างสุดลูกหูลูกตา  เวลาที่ผมไปคุยโทรศัพท์จะรู้สึกได้ถึงวามเป็นส่วนตัว เลยออกมาคุยที่นี่แทบจะทุกวัน ในคืนที่เกิดเรื่องไม่คาดคิด ผมกำลังคุยโทรศัพท์กับแฟน ไม่ทันได้มองเห็นสิ่งผิดปกติที่อยู่ตรงหน้า อยู่ห่างตัวผมออกไปประมาณ 500 เมตร เป็นเงาดำ สูงใหญ่ คล้ายต้นไม้ เวลาตอนกลางคืนรูปร่างต้นไม้จะหักเห เป็นรูปร่างนี้นั้นตามจินตนาการของเรา แต่สำหรับผมพื้นที่ทุ่งนาแถวบ้านผม ไม่มีต้นใหญ่ที่สูงขนาดนั้น... 

                 ระหว่างที่คุยโทรศัพท์กับแฟน ผมไม่ได้สนใจว่าเงาดำสูงใหญ่คืออะไร  อารมณ์ตอนนั้นกำลังลักกี้อินเลิฟ ยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่ กว่าผมจะรู้สึกตัวจนกระทั่งมีลมพัดปลิวมาสัมผัสใบหน้าผม ครั้งแล้วครั้งเล่า เลยหันไปมองรอบๆ ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติสักอย่าง เพราะผมมองรอบๆแค่เสี้ยววินาที แล้วผมก้มหน้าคุยกับแฟนต่อ โดยไม่รู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างเคลื่อนไหวช้าๆ พอลมพัดมาสัมผัสใบหน้าผมอีก ผมจึงไปมองรอบๆ ถึงกับชะงัก คิดในใจ ใช่เลย! เงาดำ ตัวสูงใหญ่ ประมาณนี้เลย! สิ่งที่ผมเห็นอยู่หน้าคล้ายเงาดำของต้นไม้ใหญ่ เป็นเงาสูงนิ่ง ผมคิดต่อว่าทุ่งนาจะมีต้นไม้ได้ยังไง ตอนนั้นความคิดในสมองตีกันไปมา ก่อนที่แฟนในสายจะทักว่า "ทำไมเงียบอ่ะตัว เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า" ผมรีบตอบกลับไปด้วยเสียงที่พูดไม่ชัด "เอ่อ คือออ ว่า... เรา ไม่ แน่ ใจ ว่า สิ่ง ที่ เห็น คืออออะไร  ขอวางสายก่อนนะตัวเอง เดี๋ยวรีบโทรกลับนะ..."

Advertisement

Advertisement

ภาพประกอบ : www.sanook.com

              หลังจากวางสาย หัวใจเริ่มเต้นแรงสุดๆ ขาสองข้างเริ่มสั่น เหงือที่ฝามือซึมเล็กน้อย ทุกส่วนในร่างกายสั่นตาม เพราะผมเป็นคนที่กลัวผีอยู่แล้ว กลับรู้สึกหายใจไม่ออก คล้ายๆจะเป็นลม ตาสองข้างได้แต่มองไปที่เงาดำกำลังเดินไปเดินมา อยู่ตรงหน้าที่ผมยืนอยู่ ผมพยายามตั้งสติให้อยู่กับเนื้อกับตัว แล้วบอกตัวเอง เราจินตนาการไปเอง ลองมองดูอีกที มองดูดีๆ ขยี้ตาก็แล้ว ผมยังเห็นสิ่งเดิม สิ่งที่เห็นมันคือผีแน่นอน เมื่อผมรวบรวมสติ ผมมองไปยังเงาดำสูงใหญ่อีกครั้ง เป็นจังหวะที่ผีหันหน้ามาตรงๆ เกือบสติแตก  จะก้าวขาก็ก้าวขาไม่ออก เหมือนเวลาหยุดไปสักพัก ทั้งๆที่รอบตัว มีบ้านเรือนหลายหลัง มีไฟสว่างตรงถนน แต่ช่วงเวลานั้นไม่มีใครออกมาเล่นหน้าบ้านเลยสักคน รถที่เคยวิ่งสวนกันไปมา ไม่มีรถวิ่งผ่านมาถนนนี้เลย ผมพยายามตะโกนให้เพื่อนบ้านข้างบ้านมาดูด้วย ยังทำไม่ได้  มีแต่ความกลัวค่อยๆเพิ่มขึ้น ขนลุกไปทั้งตัว เกิดมาไม่พบเจอผีเปรต

Advertisement

Advertisement

ภาพประกอบ : newtv

              จิตของผมอ่อนลงเรื่อยๆ ความหลอน ความกลัวเริ่มครอบงำ ผมลืมทุกอย่างที่อยู่รอบตัวไปหมด กว่าผมจะตั้งสติได้ เวลาผ่านไปหลายนาที ผมรีบวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ออกจากที่ดินผืนนั้น ตรงไปที่ประตูบ้านเพื่อนของผม ใช้มือเคาะประตูแรงๆ เคาะหลายๆครั้ง ตะโกนดังสุดเสียงในลำคอก็แล้ว ไม่มีใครเปิดประตูเหมือนเดิม เหมือนมีอะไรจงใจให้คนในบ้านไม่ได้ยินเสียงของผม (บ้านของเพื่อนเป็นบ้านปูนชั้นเดียว หน้าบ้านมีต้นมะม่วงต้นใหญ่) อารมณ์เหมือนผมวิ่งหนีเสือปะจระเข้ รู้ทั้งรู้คือต้นมะม่วง ยังคิดไปต่างๆนานา ว่าผีตามมา จิตใจอ่อนไปหมด ช่วงที่ผมกลัวที่สุดคือไม่มีใครอยู่กับผมช่วงเวลาที่ลำบาก ทำไมผมจึงเห็นคนเดียว ค่อยๆหายใจเข้า หายใจออก มือซ้ายจับหัวใจที่กำลังเต้นแรงสุดขีด ขาเริ่มอ่อนแรง ผมจึงค่อยๆนั่งลง เอามือตัวเองไปจับขา ตีขาแรงๆ ให้รู้สึกตื่นตัว นับหนึ่งถึงห้า แล้วกลั้นใจรีบลุกขึ้น ไม่สนอะไรทั้งนั้น วิ่งด้วยความเร็วแสงไปที่บ้านตัวเอง (บ้านของผม จะอยู่ห่างจากบ้านเพื่อนประมาณ 500 เมตร) พอถึงหน้าบ้าน รีบเปิดประตูเข้าไปในบ้าน หายใจแทบไม่ทัน ระหว่างนั้นแม่กับพ่อกำลังดูทีวีอยู่ โชคดีที่ท่านยังไม่เข้านอน ผมรีบตะโกนสุดเสียง ผมเห็นผี "แม่....ผมเห็นผี" แม่ตอบกลับว่า "ผีเผลออะไร มีที่ไหน ใครเขาให้พูดเล่นกลางคืนแบบนี้"  แม่..ผมพูดจริงๆ ไปดูให้เห็นกับตา ผมไม่พูดโกหก จับขาผมดู สั่นไปหมดแล้ว ผมรู้สึกเหมือนจะร้องไห้ ตอนที่ผมพูดจบ เพราะอยากพิสูจน์ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคือความจริง ผมรีบเล่าให้แม่ฟังว่าผมเห็นอะไรมา เวลาผ่านไปสักพัก แม่พูดว่า "มา...แม่จะไปดูให้เห็นกับตา"  หลังจากแม่พูดจบ ผมกับแม่เดินไปที่ดินตรงนั้น ระหว่างกำลังเดินไปใจผมยังสั่น ขาสองข้างนั้นมีอาการสั่นตลอดทาง ได้แต่เดินตามแม่ไป ไม่กล้าเดินนำหน้า พอไปถึงที่ดินข้างบ้านเพื่อนผม แม่เลยถามผมว่า "ไหน อยู่ตรงไหน ไม่เห็นมีเลย กลัวจนหลอนไปเองแล้วลูก" ผมเลยบอกแม่ว่า "นั้น..ไง มองไปตรงกลางทุ่งนาเลย เงาดำๆยืนอยู่ที่เดิม ดูมือยาวๆ ขายาวๆ กำลังหันซ้ายหันขวาอยู่เลยแม่ หลังจากที่ผมพูดจบ บรรยากาศตอนนั้นเงียบสนิท มีแต่ลมเย็นๆพัดไปพัดมา ก่อนที่แม่จะเงียบไปสักพัก แล้วพูดขึ้นว่า  "นี่...มัน ผะ ผะ ผี ผะ ผะ ผีเปรต" 

Advertisement

Advertisement

ภาพประกอบ : quicksnew.com

                แม่ผมพูดต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อยว่า " ตอนแรกแม่คิดว่าคือต้นไม้ใหญ่ เพราะเงาดำนิ่ง แต่พอมองดูดีๆ มันไม่ใช่ ตรงนั้นมันทุ่งนา จะมีต้นไม้ใหญ่ได้ยังไง เกิดมาแม่เพิ่งเคยเห็น เคยได้ยินแต่ยายของแม่เล่าให้ฟังตอนยังเด็ก ขนลุกแล้ว ขวัญเอ๋ยขวัญมา ยิ่งมองนานๆยิ่งเหมือนจะเดินเข้ามาใกล้ตัวเรา แม่ว่าเรารีบกลับบ้านกัน แม่ไม่ไหวแล้ว ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีจริง แม่ใช้นิ้วมือสะกิดตัวผม แล้วบอกว่า ถ้าแม่นับสามสองหนึ่ง ให้รีบวิ่งกลับบ้านอย่าหันไปมองเด็ดขาด แม่เชื่อแล้วว่าลูกเห็นจริงๆ" หลังจากนับเลขเสร็จ แม่วิ่งก่อนผมเลย ตอนที่กำลังจะวิ่งกลับบ้าน ผมแอบหันหลังมาดูด้วยตาทั้งสองข้าง ยังเห็นผีเปรตเดินอยู่ แต่ผีเปรตค่อยๆเดินห่างจากออกไป แม้ว่านาทีฉุกเฉินกับแขกไม่ได้รับเชิญกำลังจะสิ้นสุดลง ผมเองยังรู้สึกเหมือนฉี่จะไหล ได้แต่บอกตัวเองในใจว่า ถึงบ้านก่อน เดี๋ยวอายแม่ จะมาฉี่แตกตอนนี้ไม่ได้ พอกลับถึงบ้าน ผมรีบทำธุระให้เสร็จ ส่วนแม่ก็เล่าเรื่องนี้ให้พ่อฟัง ส่วนตัวผมรีบเข้าไปในห้องตัวเอง ไหว้พระสวดมนต์ทันที แล้วนอนคลุมโป่งจนเผลอหลับไป ตื่นเช้ามาเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง ไม่มีใครเชื่อเลยสักคน บางคนบอกว่าตาฝาดไปเอง บางคนบอกว่าอย่ามาเล่าให้เด็กๆกลัว แต่ผมก็ไม่ต่อปากต่อคำ มีแค่ครอบครัวผมเท่านั้นที่สัมผัสได้ก็พอแล้ว...  

วันเวลาผ่านมาเกือบจะใกล้ครบสิบปีแล้ว ผมยังจำผีเปรตตนนั้นได้  ทุ่งนาแห่งนั้น ผมเรียกมันว่า  "เงาหลอน..ยามสองสุ่ม ยังทุ่มในใจ..."

ภาพประกอบ

- www.sanook.com

- www.tnews.co.th

- www.quicksnew.com

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์