คัดลอกลิงค์

อื่นๆ

หากขึ้นไป อย่าเอาอะไรลงมา

Kleveland
Kleveland
|3 min read
อ่านบทความอื่นจาก Kleveland
แจ้งตรวจสอบ
หากขึ้นไป อย่าเอาอะไรลงมา

เรื่องราวนี้ถูกเล่าต่อกันมาช้านานจากชาวบ้านจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะเขตพื้นที่ติดทะเล ว่ากันว่าเบื้องหน้าทะเลอ่าวไทยอันสวยงามนั้น หากมองย้อนกลับไปด้านหลังเราจะเจอกับ "เขา สน" ภูเขาสูงใหญ่ที่ทอดยาวแทบทั่วพื้นที่ของอำเภอ ว่ากันว่าเป็นภูเขาที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งของพืชพรรณและสัตว์ป่าหายากที่ 30 ปีให้หลังจะเริ่มค่อย ๆ สูญหาย แน่นอนว่ามันเป็นที่หมายปองจากชาวต่างชาติในแถบนั้นที่หวังจะล่าวัตถุดิบที่ว่าเพื่อการค้ากำไร เรื่องมีอยู่ว่ามีชาวไทยเชื้อสายจีนคนหนึ่งได้ถูกว่าจ้างให้ขึ้นไปหาสมุนไพรตัวหนึ่งที่เชื่อกันว่า มันจะเป็นยาชูกำลังชั้นดีที่ซื้อขายกันในราคาสูง ว่ากันว่ามันมีราคาขีดละหนึ่งหมื่นบาทเลยทีเดียว ขอใช่นามแฝงให้คนไทยเชื้อสายจีนคนนั้นว่า "เอ" ในวันที่นายเอคนนี้เดินทางไปที่ตีนเขา เขาได้พบเจอกับพระรูปหนึ่งที่กำลังลงมาจากเขา เท้าเปล่าของท่านจุ่มลงที่บ่อน้ำขังเล็ก ๆ ก่อนจะก้าวออกมา นายเอขอให้พระรูปนั้นอวยพรก่อนจะขึ้นไปทำงาน "คำอวยพรนั้นคงเป็นเรื่องไร้ค่าสำหรับคนอย่างโยม คำติเตือนต่างหากที่โยมนั้นต้องการ" พระรูปนั้นกล่าว นายเอได้ฟังจึงน้อมรับคำกล่าวต่อไปของพระคุณเจ้า "สิ่งเดียวที่อยากจะห้าม คือห้ามนำอะไรจากเขาลูกนี้ลงมา มิฉะนั้นอาถรรพ์จะฉุดเจ้าให้ติดอยู่บนเขาไปตลอดกาล" นายเอถึงกับฉุนขาดเมื่อได้ยินเช่นนั้น "อะไรกันหลวงตา เขาจ้างข้ามาหาของป่าไปขาย ท่านกลับบอกว่าห้ามเอาอะไรลงมา อาถงอาถรรพ์อะไรกันกัน ข้าไม่เชื่อเรื่องผีหรอก" พระคุณเจ้าตอบกลับ "ข้าก็มิได้หมายถึงผี"

Advertisement

Advertisement

นายเอรีบกรูขึ้นไปบนป่าโดยไม่สนใจคำติเตือนของพระรูปนั้น สิ่งที่เขาต้องทำคือขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรให้ได้มากที่สุดและรีบลงมาก่อนตะวันจะตก เขาที่ว่านั้นไม่ได้สูงชันมาก เดินไปไม่นานเท่าไร่ นายเอก็เจอกับดงสมุนไพรที่ตามหา เขารีบใช้มีดพร้า ฟันต้นหญ้าเข้าไปเพื่อเปิดทางจนปลายมีดฟันไปปักนิ่งอยู่กับอะไรสักอย่าง นายเอเชื่อว่าคงเป็นรากไม้ทั่วไปเมื่อเขาแหวกดูจึงเห็นเป็นเหมือนหัวแม่เท้าสีดำขนาดยักษ์ นายเอไล่มองดูขึ้นไปข้างบนเรื่อย ๆ เป็นต้นไม้สูงใหญ่ทว่ารูปทรงนั้นคล้ายกับคนผอมตัวสูง ที่กำลังก้มมองเขาอยู่ อันที่จริงเขาควรกลัว แต่นายเอนั้นรู้สึกทึ่งมากกว่าที่เห็นต้นไม้รูปทรงเช่นนี้ เขาทึกทักเอาเองว่านี่คงเป็นที่มาของเปรตที่ชาวบ้านเขากลัวนักกลัวหนา อันที่จริงก็แค่ต้นไม้ทรงประหลาด เขาถอยห่างออกมาอีกนิดเพื่อดูต้นไม้ต้นนี้ในมุมที่ต่างออกไป มันยิ่งทำให้เขาเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่ามันเหมือนคนตัวสูงใหญ่เหลือเกิน นายเอถอนมีดพร้าออกจากโคนไม้ เขามองขึ้นไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันเปิดตาทั้งสองข้างและมองจ้องมาที่นายเอด้วยแววตาไม่เป็นมิตร ด้วยความตกใจนายเอรีบวิ่งถอยก่อนจะหัดกลับไปมองอีกครั้งจึงเข้าใจว่าตัวเองนั้นตาฝาดไป นายเอรีบตัดสมุนไพรหอบใส่กระเป๋าหนังให้ไว้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันมากพอที่จะทำให้ครอบครัวนายเออยู่สุขสบายไปอีกหลายปี นายเอที่แบกสมุนไพรมาเต็มกระเป๋า รีบเดินทางย้อนกลับในทางที่เขาขึ้นมา ทว่าผ่านไปหลายชั่วโมงก็เหมือนกับว่าเขาวนกลับมาอยู่ที่เดิม นั่นทำให้เขานึกถึงสิ่งที่พระรูปนั้นพูด แต่อย่างไรก็ตามเขาไม่มีวันทิ้งกระเป๋าทรงมูลค่าใบนั้นแน่ นายเอเริ่มตั้งสติใหม่แล้วเดินทางต่ออีกครั้ง ทว่ามันก็ยังคงวนกลับมาที่เดิม เพียงแต่ครั้งนี้เขารู้สึกเหมือนมีคนกำลังเดินตามหลังเขามาตลอดทาง นายเอนึกถึงต้นไม้เปรตก่อนหน้า เขาพยายามมองหาว่าแถวนั้นมีหรือไม่ เหมือนจะเป็นโชคดีที่แถวนั้นมีเพียงต้นไม้ปกติทั่วไป โดยไม่ทันตั้งตัวเขาก็รู้สึกเหมือนโดนหมีตัวใหญ่พุ่งขย้ำเขาจากด้านหลัง เท้าของมันกดหัวนายเอไว้จนไม่สามารถขยับได้ มันขย้ำเขาที่กระเป๋าสมุนไพรจนขาดกระจุย ใบหน้าที่ทาบดินของนายเอนั้นค่อย ๆ เห็นว่าเล็บของหมีค่อย ๆ ยื่นยาวขึ้นเรื่อย ๆ ทว่ามองให้ดีมันไม่ใช่เล็บ แต่มันคือนิ้วคนผิวดำมันที่ค่อย ๆ กำหน้าของนายเอ นายเอร้องตะโกนเสียงลั่นป่า ก่อนที่อยู่ ๆ มือที่กำหน้าเขาแน่นก็หายไป นายเอเริ่มเชื่อเรื่องที่พระบอก เขาเลือกที่จะทิ้งกระเป๋าสมุนไพร เพื่อหวังว่าตัวเองนั้นจะได้ออกไปจากป่ากลับไปหาครอบครัว แต่เช่นเคย หลายชั่วโมงผ่านไปเขาก็ยังวนกลับมาอยู่ที่เดิม ป่าเริ่มมืดลง เขาจึงต้องหาที่หลบตามซอกหินของเขา ทันทีที่เขาจุดตะเกียงเพื่อส่องสว่าง นายเอก็เจอกับโครงกระดูกระเนระนาดอยู่ในนั้น นั่นคงเป็นกระดูกของคนที่ติดอยู่บนเขาแห่งนี้เป็นแน่ เขารีบผลักตัวเองออกจากซอกหินแต่เมื่อหลับหลังกลับไปก็เห็นว่ามีเงาของคนยืนอยู่ไกล ๆ เขาอาจจะพบผู้ร่วมชะตากรรมแล้วก็ได้ จึงรีบถือตะเกียงเข้าไปหา แต่ไฟที่สาดไป เขากลับเห็นว่าคนคนนั้นมีขนขึ้นตามตัวคล้ายลิง ทำให้เขาหยุดชะงักอยู่ครู่หนึ่ง และทันใดนั้นเองแสงสีแดงสองจุดบนใบหน้าก็สว่างขึ้นราวกับดวงตาแห่งไฟ และมันก็วิ่งพุ้งเข้ามาหานายเอ นายเอวิ่งหนีสุดฝีเท้า ก่อนจะเหลียวกลับไปจึงเห็นว่ามันเปลี่ยนจากวิ่งสองขา เป็นควบสี่ขา นายเอวิ่งเขาไปในซอกหินโครงกระดูกนั้นเพื่อหวังจะหลบ แต่เจ้าตัวประหลาดก็ตะครุบงับเข้าที่ขาของเขา นายเอคว้าท่อนกระดูกใกล้ตัวได้ จึงใช้มันตีเข้าไปที่หัวเจ้าตัวประหลาดที่ว่า แต่เมื่อรู้สึกตัวอีกทีมันก็หายไป กลายเป็นว่าที่นายเอตีอยู่นั้น คือข้อเท้าของเขาเอง ด้วยพิษความเจ็บปวดเขาจึงหมดสติไป

Advertisement

Advertisement

เช้าวันรุ่งขึ้นนายเอจึงพบว่าโครงกระดูกที่เคยเห็นนั้นหายไปเหมือนไม่เคยมี แต่ข้อเท้าเขายังคงเจ็บอยู่ ใบหน้าและแผนหลังก็ยังเป็นรอยเล็บที่โดนข่วนอยู่เหมือนเดิม นายเอตั้งสติได้จึงพยายามขอขมาอยู่กลางป่าว แล้วเขย่งเดินทางต่อ แต่มันก็ยังคงวนมาอยู่ที่เดิมเหมือนเมื่อวาน ด้วยความหมดหวังนายเอเดินไปที่ลำธารใกล้ ๆ กะจะดื่มน้ำให้ช่วยสร่างเพลีย จึงนึกขึ้นได้ว่า เมื่อวานตอนเจอพระรูปนั้นลงมาจากเขา ท่านล้างเท้าที่แอ่งน้ำตรงตีนเขาแล้วค่อย ๆ ก้าวออกมา ตอนนี้นายเอเข้าใจเรื่องที่พระคุณเจ้าเตือน "หากขึ้นเขาไป อย่าเอาอะไรลงมา" นั้นหมายความว่าอะไร ต่อให้เขาทิ้งกระเป๋าสมุนไพรแล้วก็ตาม นายเอลองพลิกเท้าขึ้นมาดู เขายังคงเห็นเศษดินเศษโคลนติดอยู่ ในซองรองเท้า นั่นก็เท่ากับว่าเขาเอาดินจากภูเขามาด้วย นายเอจึงตัดสินใจถอดรองเท้าแล้วค่อยไปล้างตอนจะลงจากเขาเหมือนที่พระรูปนั้นเคยทำ แต่ตามเสื้อผ้านั้นก็ยังคงมีเศษดินคราบโคลนแข็งกรังอยู่จากการฟัดเหวี่ยงกับอะไรบางอย่างจากเมื่อวาน ทำให้เขานั้นตัดสินใจถอดเสื้อกางเกงออกหมดแล้วลองเดินทางกลับ ทางที่ไม่เคยเห็น ก็ค่อย ๆ คุ้นชินขึ้นเรื่อย ๆ และในที่สุดเขาก็เดินลงมาเจอกับแอ่งน้ำแอ่งเดียวกันกับที่พระรูปนั้นใช่ล้างเท้า นายเอล้างเท้าในแอ่งน้ำนั้นจนสะอาด ก่อนจะออกมาแล้วกราบลาเขาสนลูกนั้น เรื่องราวนี้ถูกเล่ามาให้จบสองแบบ แบบแรกคือนายเอนั้นก็ได้กลับไปหาเมียที่ได้คลอดลูกออกมาแล้ว บ้างก็เล่าว่าเมียของนายเอได้ย้ายออกไปจากอำเภอนี้ก่อนนายเอจะกลับมา และนายเอเข้าใจว่าเขาไม่ได้ติดอยู่บนภูเขาลูกนั้นแค่คืนเดียว แต่เขาอาจจะติดอยู่บนนั้นเป็นปี และหลังจากรู้ว่าเสียครอบครัวไปเขาก็เริ่มกลายเป็นคนจิตไม่ดี สติฟั่นเฟือนและกลายเป็นคนบ้าเร่ร่อนในที่สุด ที่ตอนนี้ยังคงเดินไปเดินมาอยู่ตามตลาดในอำเภอที่ตั้งของ "เขา สน" และเรื่องเล่าที่นำมาเขียนให้ผู้อ่านได้อ่านกันในตอนนี้ มันอาจจะเป็นแค่เรื่องพิลึกอีกเรื่อง ที่คนบ้าคนหนึ่งได้เล่าเอาไว้ ก็อาจจะเป็นไปได้... 

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด