คัดลอกลิงค์

อื่นๆ

ทำไมต้องเกิด 15 สิงหาคม

ป้ารีคนเล่าเรื่อง
ป้ารีคนเล่าเรื่อง
|5 min read
อ่านบทความอื่นจาก ป้ารีคนเล่าเรื่อง
แจ้งตรวจสอบ
ทำไมต้องเกิด 15 สิงหาคม

พระสงฆ์  ภาพโดย Karin Henseler จาก Pixabay      

เรามักจะได้ยินกันมาตั้งแต่เล็กๆเวลาผู้ใหญ่สอน "ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว"  ซึ่งพวกเราที่เป็นชาวพุทธก็จะถูกปลูกฝังกันมาอย่างนี้จากรุ่นสู่รุ่น  แต่ก็ไม่เคยมีใครมายืนยันได้ว่าจะเป็นจริงดั่งคำสอนที่ว่าหรือไม่   จนบางคนมักจะพูดว่า  "ทำดีได้ดีมีที่ไหน  ทำชั่วได้ดีมีถมไป"

ศาสนาพุทธสอนให้คนทำความดี  สอนให้มีจิตใจเมตตา  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้ร่วมโลก  ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ก็ดี  แต่ก็ไม่ได้สอนให้คาดหวังว่าเราจะได้รับสิ่งดี ๆ ตอบแทนกลับมาหรือไม่อย่างไร   ดิฉันก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกปลูกฝังมาอย่างนั้น  ยึดหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง  โดยไม่คาดหวังกับผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นเช่นไร  รู้แค่ว่าเมื่อเราปฎิบัติดีปฎิบัติชอบแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตคือความอิ่มเอมในหัวใจ  ไม่ว่าเราจะทำอะไรเราก็จะรู้สึกเป็นสุข  ทุกข์ได้  ผิดหวังได้แต่ก็พร้อมตั้งรับกับมันด้วยความเต็มใจ แต่เชื่อเถอะค่ะ หากเราคิดดีทำดีแล้วสิ่งอัศจรรย์ก็จะเกิดขึ้นกับเราได้เสมอ  ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ตาม  หมั่นทำความดี  คิดดี  ปฎิบัติดี  กรรมดีก็จะย้อนมาหาเราอย่างแน่นอนค่ะ 

Advertisement

Advertisement

ตั้งครรภ์

ภาพโดย Boris Gonzalez จาก Pixabay 

ในปี พ.ศ. 2538  ซึ่งในขณะนั้นดิฉันอายุ 32 ปี  กำลังตั้งครรภ์บุตรคนที่ 2  คืนหนึ่งดิฉันฝันว่ามีคนเข้ามาขโมยกระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์มือถือ (รุ่นบุกเบิก) และพระพุทธรูปบนหิ้งพระไป ในฝันรู้สึกเสียใจอย่างรุนแรงเพราะทั้ง 3 สิ่งที่ว่านี้สำคัญกับดิฉันมาก ในฝันดิฉันได้กระเป๋าสตางค์กับโทรศัพท์คืนมา  ยินดีอยู่กับสิ่งที่ได้คืนมาซักครู่  พลันเงยหน้าขึ้นก็พบกับพระสงฆ์ท่านหนึ่งยืนสำรวมอยู่ต่อหน้าดิฉันและยิ้มอ่อน ๆ ให้  เวลาผ่านไปดิฉันก็ลืมความฝันนี้ไปโดยสิ้นเชิง

Advertisement

Advertisement

จนอายุครรภ์ดิฉันย่างเข้าเดือนที่ 3  วันหนึ่งดิฉันไปบ้านเพื่อนรุ่นน้อง  สายตามองไปเห็นหนังสือหนาๆเล่มหนึ่งวางอยู่บนพื้น  ดิฉันจึงเก็บขึ้นมา  รู้สึกสะดุดใจเพราะหน้าปกหนังสือเล่มนั้นเป็นรูปพระสงฆ์ท่านหนึ่ง เมื่อเปิดอ่าน  เนื้อหาในหนังสือกล่าวถึง "กรรมดีกรรมชั่ว"  และการสวดมนต์บท "พาหุงมหากา"  ดิฉันสนใจในหนังสือเล่มนี้มากจึงเอ่ยปากขอหนังสือกับเพื่อน  

เมื่อได้อ่านรายละเอียดของหนังสือจึงทราบว่าพระสงฆ์ท่านนั้นคือ พระธรรมสิงหบุราจารย์ (Phra Dharmsinghaburajarn)  หรือหลวงพ่อจรัญ  ฐิตธัมโม  ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดอัมพวันจังหวัดสิงห์บุรี ท่านจะกล่าวถึงการทำความดี  กรรมดีกรรมชั่ว  และการสวดมนต์ภาวนา  การปฎิบัติธรรม ท่านแนะนำให้สวดมนต์บทพาหุงมหากาเท่าอายุ+1จบ  แต่ในเนื้อหาของหนังสือกลับไม่พบบทสวดมนต์ที่กล่าวมา ในใจคิดว่าจะหาบทสวดนี้ได้จากไหนหนอ

Advertisement

Advertisement

มันเป็นเรื่องที่แปลกมากเมื่อวันหนึ่งดิฉันเดินผ่านบ้านของพี่ที่รู้จักคนหนึ่ง เมื่อเธอหันมาเห็นดิฉันก็กวักมือเรียกให้เข้าไปหา  และเดินนำไปที่หิ้งพระ  พร้อมทั้งเอื้อมมือขึ้นไปหยิบหนังสือบทสวดมนต์เล่มเล็กๆหน้าปกสีเหลืองของวัดอัมพวันมายื่นให้  พลางพูด "อยากได้ไม่ใช่เหรอ"  เธอทราบได้อย่างไรว่าดิฉันอยากได้บทสวดมนต์พาหุงมหากาของหลวงพ่อจรัญ  ที่สำคัญบ้านเกิดของเธอคือจังหวัดสิงห์บุรี นับตั้งแต่วันที่ดิฉันได้บทสวดมนต์มาก็เริ่มสวดพายุงมหากาเท่าอายุ+1 จบ  จนดิฉันคลอดลูก  และหลังคลอดก็ยังคงสวดต่อไปไม่เคยขาด

เมื่ออายุครรภ์ย่างเข้าเดือนที่ 8  ใครๆที่เห็นดิฉันก็มักจะทักว่าเหมือนคนใกล้คลอด ความรู้สึกของดิฉันก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน  แต่กำหนดคลอดจริงๆคืออีก 1 เดือนข้างหน้า จนมาวันหนึ่งดิฉันรู้สึกผิดปกติ โดยมีอาการปวดหน่วงที่ท้องเป็นระยะ ๆ จึงตัดสินใจไปโรงพยาบาลที่ได้ฝากครรภ์ไว้ เมื่อดิฉันได้เข้าพบคุณหมอ แจ้งอาการและบอกความรู้สึกว่ามีอาการเหมือนจะคลอด คุณหมอตรวจพร้อมทั้งยืนยันว่ายังไม่ถึงเวลาคลอดแน่นอน ดิฉันยืนกลานขอนอนดูอาการ ดิฉันถูกส่งตัวเข้าห้องเตรียมคลอดเมื่อเวลาเที่ยงวันกว่าๆ  คุณหมอ 2 คนผลัดกันมาตรวจดิฉันแล้วก็เดินออกไปไม่พูดอะไร  หลังจากนั้นดิฉันก็ถูกทิ้งแบบสิ้นเชิงบนเตียงคนไข้  ไม่มีใครกลับมาดูแลอีกเลยทารก

ภาพโดย Madlen Deutschenbaur จาก Pixabay 

จนนาฬิกาข้างฝาบอกเวลา 5 โมงเย็น  ดิฉันเริ่มมีอาการปวดหน่วงที่ท้องถี่ขึ้น  เริ่มรู้สึกว่าใกล้เวลาคลอดเข้ามาเต็มที  สัญชาตญานมันบอกว่ากำลังจะคลอด  ดิฉันชันเข่าขึ้นมาโดยอัตโนมัติ  พร้อมทั้งภายในร่างกายดิฉันมันเกิดลมเบ่งขึ้นมาและพร้อมจะดันเด็กออกมาในทันที  ในห้องพักคลอดจะมีแม่ที่นอนคอยคลอดอยู่อีก 2 ท่าน   หนึ่งในสองท่านนั้นเมื่อเห็นอาการของดิฉันก็ลุกขึ้นมาถามว่าจะคลอดแล้วเหรอ  ดิฉันพูดไม่ออกได้แต่พยักหน้า  เธอรีบเดินออกไปตามหมอและพยาบาลให้มาดูดิฉัน เมื่อคุณหมอมาถึงก็รวบขาดิฉันไว้แน่นและบอกว่าอย่าเพิ่งคลอดให้อดทนไว้  เมื่อขึ้นเตียงคลอดดิฉันก็คลอดลูกออกมาทันที  และไม่ได้มีความรู้สึกเจ็บปวดมากมายอะไรเลย  งานนี้คุณหมอแทบใส่ถุงมือไม่ทัน ดิฉันคลอดลูกสาวน่าตาน่าชัง แก้มยุ้ย เป็นการคลอดก่อนกำหนดจึงมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์คือแค่ 1800 กรัม ตัวเล็กมาก  แต่แปลกที่ลูกดิฉันสมบูรณ์และแข็งแรงมาก  เคสนี้จึงกลายเป็นเคสศึกษาของโรงพยาบาลแห่งนั้นไป  เพราะหมอหาสาเหตุไม่เจอว่าเพราะอะไรจึงคลอดก่อนกำหนด หลังคลอดดิฉันได้พักที่เตียงหมายเลข 24 ของโรงพยาบาลรัฐบาลแห่งนั้น  สามีดิฉันเสี่ยงดวงโดยการซื้อลอตเตอรี่เลขท้าย 24 หนึ่งคู่ เพราะคิดว่าดวงลูกอาจจะให้โชค แล้วความประหลาดใจอีกเรื่องก็เกิดขึ้น  ผลรางวัลเลขท้ายสองตัวในงวดนั้นออกเลข 24  เราได้รับเงินรางวัลซึ่งจำนวนเงินพอดีกับค่าทำคลอดที่ต้องจ่ายให้กับโรงพยาบาลพอดิบพอดี  ซึ่งในขณะนั้นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มันคือเรื่องใหญ่ของครอบครัวเรา

จากความฝันในครั้งแรกที่ได้กล่าวมา  ดิฉันก็ไม่สามารถจะบอกได้ว่าความฝันนั้นจะบอกอะไรเราได้บ้าง  เพราะอย่างไรก็ยังคงเป็นความฝันอยู่นั่นเอง   มันอาจเป็นเหตุบังเอิญที่แม้แต่ตัวดิฉันที่ประสพมาก็ไม่อาจจะอธิบายได้เช่นกัน  แต่ดิฉันเชื่ออยู่เรื่องหนึ่งคือ หนังสือธรรมะเล่มนั้นมีส่วนทำให้ดิฉันเข้าใจถึงหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา  และมีธรรมะของสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลักยึดเหนี่ยว  ธรรมะขัดเกลาให้ดิฉันมีสติอยู่เสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม 

ปี พ.ศ. 2541 ในขณะนั้นเกิดวิกฤติฟองสบู่แตก  ธุรกิจหลายแห่งในเมืองไทยต่างพากันล้มละลาย  ผู้คนต่างตกงานมากมาย  ครอบครัวของดิฉันก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน  ดิฉันเป็นเจ้าของกิจการเล็กๆ  ให้เช่ารถบัสปรับอากาศ  บริษัทรับจัดทัวร์ต่างๆจะมาเช่ารถเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติมาทัวร์ในเมืองไทย  เมื่อไม่มีงานทัวร์ต่างชาติ  บริษัทก็จะรับงานคนไทยเพื่อไปสัมมนาบ้าง  ท่องเที่ยวบ้าง  แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤติฟองสบู่แตก  ชาวต่างชาติไม่เข้ามาเที่ยวเมืองไทย  ธุรกิจต่างๆในไทยก็ต่างล้มละลาย  ไม่มีการจ้างงาน  เมื่อเศรษกิจพังทุกอย่างก็พังไปตาม ๆ กัน   ครอบครัวของดิฉันก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน  ลูก ๆ ก็ยังเล็กกันอยู่ บริษัทไม่มีงาน เมื่อไม่มีงานก็ไม่มีเงิน แล้วบริษัทก็ต้องปิดตัวลง ทรัพย์สินต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน เป็นรถหรือรถทัวร์ที่เราเคยเป็นเจ้าของก็ไม่ใช่ของเราอีกต่อไป   

แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่กับเราเสมอไม่ว่าเราจะเป็นยังไงก็ตาม  นั่นก็คือ "ธรรมะ" นั่นเอง   ธรรมะเป็นหลักยึดเหนี่ยวให้ดิฉันเข้มแข็ง  ให้มีสติอยู่กับปัจจุบัน  เมื่อธุรกิจของตนเองล้มละลายก็ไม่มีน้ำตาแม้สักหยดเดียวจากดิฉัน  ตั้งรับกับสิ่งที่จะตามมาและพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่  หากจะกล่าวว่าดิฉันมิได้รู้สึกอะไรเลยก็คงไม่ถูกต้องนัก  ความเสียใจ  ความผิดหวังประดังเข้ามา  แต่ดิฉันก็ยังมีลูก ๆ มีครอบครัวให้ต้องต่อสู่ต่อไป  โดยมีธรรมะเป็นหลักยึดเหนี่ยวในจิตใจ  เพราะเชื่อมั่นอยู่เสมอว่า  "ธรรมะจะนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดี"

ในวันครบรอบคล้ายวันเกิดอายุ 4 ขวบของบุตรสาว (15 สิงหาคม 2541)  มีชายตาบอดขายลอตเตอรี่มาขอให้ช่วยซื้อ จึงให้บุตรสาวดิฉันเลือกมา 1 คู่ วันที่ 16 สิงหาคม 2541 ดิฉันถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ 5  ที่บุตรสาวดิฉันเลือกให้ เงินก้อนนั้นได้ช่วยต่อลมหายใจของครอบครัวเราออกไปได้อีก

สิ่งมหัศจรรย์ได้เกิดขึ้นกับครอบครัวของเราหลายอย่าง  ไม่สามารถจะยกเหตุผลมาเป็นข้ออ้างได้เลย  แต่มันก็ได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ

ดิฉันเชื่อว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรบังเอิญ  ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราล้วนมีกรรมเป็นตัวกำหนด

  • ทำไมดิฉันถึงฝันเห็นพระรูปหนึ่งที่ดิฉันไม่เคยรู้จักมาก่อน
  • ทำไมดิฉันถึงมีบุญสัมพันธ์ได้รู้จักหลวงพ่อจรัญ  ฐิตธัมโม  และมีบุญได้รับหนังสือของท่านมาศึกษาธรรมะ
  • ทำไมดิฉันได้บทสวดมนต์ของท่านโดยที่ดิฉันไม่เคยได้บอกกับใครเลย
  • ทำไมลูกสาวดิฉันเกิดในวันที่ 15 สิงหาคม  ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของหลวงพ่อจรัญ  ฐิตธัมโม  โดยไม่มีสาเหตุของความเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุใดๆเลย  ซึ่งดิฉันควรจะคลอดเธอในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
  • ทำไมชายตาบอดมาขายล๊อตเตอรี่ให้ดิฉันในวันที่ 15 สิงหาคม 2541 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดครบ 4 ขวบของบุตรสาวดิฉัน  และถูกรางวัลที่ 5 ในวันรุ่งขึ้น

วัดภูเขาทองภาพโดย TanareeBod

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เกิดขึ้นกับชีวิตเป็นสิ่งอัศจรรย์หรือไม่ดิฉันก็ไม่อาจจะบอกได้    แต่ดิฉันเชื่อมั่นอยู่อย่างหนึ่งก็คือ  "ธรรมะจัดสรรค์"  "ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว"  สำหรับคนอื่นจะคิดเช่นไรดิฉันไม่อาจจะทราบได้  แต่สำหรับดิฉันเองเชื่อเสมอว่าหากเราคิดดีปฎิบัติดี  สิ่งดี ๆ ก็จะย้อนกับมาหาเราเสมอ  ไม่ว่าชีวิตของเราแต่ละคนจะผ่านอะไรมา  เคยทำผิดพลาดมาสักเท่าไหร่  แต่ถ้าเราต่างรู้ตื่น  รู้ว่าสิ่งเคยทำผิดพลาดมามากมายสักแค่ไหนเมื่อเราสำนึกได้  และระมัดระวังไม่ให้มันผิดพลาดอีก  สิ่งดี ๆ ก็จะตอบแทนเราอย่างแน่นอนค่ะ ชีวิตของคนเรามีขึ้นมีลง  ดีบ้างร้ายบ้างปะปนกันไปตามแต่กรรมที่สร้างกันมา  หากเราอยากได้รับสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต  เรายิ่งต้องเร่งสร้างแต่กรรมดีเพื่อจะวิ่งหนีกรรมชั่วที่กำลังตามเรามา

ในโลกนี้ไม่มีอะไรบังเอิญ  ่ทุกผู้ทุกนามล้วนมีกรรมเป็นตัวกำหนด หากเราทำแต่กรรมดี  สิ่งดีๆก็จะน้อมนำเราไปในทางที่ดี ๆ เราจึงควรหันมาทำกรรมดีเพื่อหลีกหนีกรรมชั่วซึ่งเราต่างเคยทำกันไว้  ไม่ว่าจะเป็นอดีตชาติหรือปัจจุบันชาติก็ดี  กรรมชั่วไม่มีสิ่งใดมาแก้หรือลบล้างมันออกไปจากชีวิต  แต่เราสามารถหนีมันไม่ให้ตามมาทันเราได้ด้วยการสร้างกรรมดี

อนุโมทนาสาธุในบุญค่ะ

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด