คัดลอกลิงค์

อื่นๆ

เจอดีที่เบตง

ตรีกาล
ตรีกาล
|4 min read
อ่านบทความอื่นจาก ตรีกาล
แจ้งตรวจสอบ
เจอดีที่เบตง

เจอดีที่เบตง

 

               ฉันทำงานเป็นนักเขียนให้กับนิตยสารท่องเที่ยวฉบับหนึ่ง จึงได้มีโอกาสตระเวนไปในหลายๆ จังหวัด แต่ที่แห่งหนึ่งที่ฉันไปมาแล้ว ทำให้ต้องขนหัวลุกมากที่สุด ก็คงเป็นที่นี่แหละค่ะ

               ฉันได้รับคำสั่งจากเจ้านาย ให้ไปทำหนังสือท่องเที่ยว อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แค่นี้ก็ขนหัวลุกจะแย่อยู่แล้ว

               ที่น่าตื่นเต้นกว่านั้น คือ เจ้านายบอกให้ฉันไปคนเดียว เขาจองตั๋วเครื่องบินและที่พักไว้ให้เสร็จสรรพ

               ทางบริษัท ไม่ได้ห้าม ถ้าฉันจะพาใครไปด้วย แต่ต้องออกค่าใช้จ่ายเอง ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ปัญหาหรอกค่ะ แต่ปัญหาจริงๆ คือ เพียงแค่ฉันออกปากว่า จะไปเบตง ทุกคนก็ส่ายหน้ากันหมด ถึงแม้จะได้รับคำการันตีว่าเบตงเป็นเมืองน่าเที่ยวมาก และยามนี้ ปลอดภัยหายห่วง แต่อย่างไร คนก็ยังกลัวอยู่ดีนั่นแหละ

Advertisement

Advertisement

               สุดท้าย ฉันจึงต้องจำใจออกทริปนี้คนเดียว ด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่นัก

               ฉันนั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบินหาดใหญ่ และต่อรถแท็กซี่ซึ่งเป็นรถเก๋งเข้าไปถึงเมืองเบตง ใช้เวลาอีกเกือบ 4 ชั่วโมง ยังดีว่าฉันมีพาสปอร์ตติดตัวมา แท็กซี่จึงพาออกไปทางมาเลเซีย ไม่ต้องผ่านเส้นทางสาย 410 ที่มีข่าวว่ามีการวางระเบิดและก่อการร้ายเป็นประจำ

               ฉันเดินทางถึงเบตงก็เวลาเย็นย่ำ เอาของไปเก็บที่โรงแรม และลงมาเดินเล่นแถวหอนาฬิกาเบตง แล้วก็หาอะไรอร่อยๆ กิน จากนั้น ฉันก็เดินๆ ไปเรื่อยๆ เก็บภาพตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง ฉันถามทางคนไปเรื่อยๆ แล้วก็ขอเช่ามอร์เตอร์ไซต์เพื่อขับไปตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ ในเมือง

จนกระทั่งเวลา 4 ทุ่ม ผู้คนในเมืองเริ่มซาลง ร้านรวงต่างๆ เตรียมเก็บของ ฉันเองก็เริ่มง่วงแล้ว เพราะเหนื่อยกับการเดินทาง แต่ก็กะว่าจะรอให้รถน้อยลงกว่านี้ แล้วจะไปถ่ายรูปบริเวณอุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ ซึ่งเป็นอุโมงค์ลอดรถยนต์ที่เจาะทะลุภูเขา ใครๆ ก็บอกว่าให้รอเก็บภาพตอนไม่มีรถวิ่งจะสวยมาก

Advertisement

Advertisement

อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์

ฉันรอจนดึกได้ที่ ก็เดินไปถ่ายรูปบริเวณนั้น ซึ่งแทบจะไม่มีใครอยู่แล้ว ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่า ฉันจะกล้าออกมาเดินดุ่มๆ ในเบตงคนเดียวแบบนี้ แต่อาจจะเพราะเมืองนี้ดูอบอุ่น และสงบจริงๆ ผู้คนก็ใช้ชีวิตกันตามปกติ ไม่เห็นจะมีอะไรน่ากลัวสักนิดเลย

ฉันเดินตามทางอุโมงค์ไปเรื่อยๆ จนทะลุออกอีกทาง ก็เจอกับรูปปั้นไก่เบตง แล้วก็เดินไปอีกจนเจอกับพิพิธภัณฑ์เมืองเบตง ซึ่งมีคนบอกว่า ข้างบนจะมีจุดชมวิว สามารถมองเห็นเบตงได้ทั้งเมือง

รูปปั้นไก่เบตง

ฉันเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์นั้น แล้วเดินเข้าไป มองซ้ายมองขวา ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครอยู่สักคน ก็แน่ล่ะ ดึกดื่นป่านนี้ ต่อให้มีคนเฝ้า เขาก็คงหลับคงนอนกันหมดแล้ว

Advertisement

Advertisement

ฉันทำท่าจะหันหลังกลับ เพราะคงขึ้นไปบนหอคอยนั้นไม่ได้ แต่จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้า เหมืองเป็นเสียงเดินหนักๆ ของรองเท้าทหาร เสียงเดินนั้นก้องออกมา เหมือนมีคนเดินขึ้นไปบนหอคอย เมื่อได้ยินดังนั้น ฉันจึงผลักประตูเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ ซึ่งน่าแปลกที่มันไม่ได้ล็อก แล้วก็ไม่เห็นว่ามีคนนอนเฝ้า แต่ที่ฉันได้ยินชัดขึ้น คือเสียงเดินขึ้นบันได

ฉันตัดสินใจเดินขึ้นไปบ้าง เพราะคิดว่าต้องมีคนอยู่บนนั้นแน่ๆ ไหนๆ ฉันก็บ้าระห่ำมาถึงนี่แล้วยังมีอะไรให้ต้องกลัวอีก

พิพิธภัณฑ์เบตง

บนหอคอยนี้ ต้องเดินขึ้นบันไดวนถึง 6 ชั้น เสียงฝีเท้านั้นเดินขึ้นช้าๆ ฉันจึงรีบเดินขึ้นไปเร็วๆ เผื่อว่าจะตามทัน แล้วฉันก็ใจชื้น เมื่อเห็นคนที่เดินอยู่บนนั้น ฉันมองเห็นชัดว่าเป็นรองเท้าทหาร เห็นขาแวบๆ ว่าเป็นคนในเครื่องแบบทหารแน่นอน

“พี่คะ หยุดก่อน รอด้วยสิคะ”

ฉันเผลอร้องเรียกให้เขาหยุด เพราะเริ่มเหนื่อยกับการรีบเดินให้ทันเขา แต่ฝีเท้านั้นยังคงเดินต่อไป ไม่ชะงักลงแม้แต่น้อย ฉันจึงรีบเดินตามไปจนถึงชั้นสุดท้าย

พอมาถึงบนยอดหอคอย ฉันก็เห็นวิวเมืองเบตงที่สวยงามมาก แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นแล้ว ตอนนี้ฉันสงสัยอยู่อย่างเดียวคือ แล้วทหารที่เดินขึ้นมาก่อนหน้าฉันเขาไปไหน ฉันเดินวนจนรอบหอคอยชั้นสุดท้ายนั่น ก็ไม่เจอเขา จะว่าเดินสวนลงไปฉันก็ต้องเห็นสิ

มาถึงตอนนี้ ฉันเพิ่งมาฉุกคิดอะไรบางอย่างได้ ฉันเป็นผู้หญิงคนเดียว เป็นคนต่างถิ่น แล้วมาทำอะไรที่นี่ดึกๆ ดื่นๆ อย่างนี้ แถมยังมาเจอกับผู้ชายคนหนึ่ง เป็นคนดีหรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาอาจจะเป็นผู้ก่อการร้ายแอบมาซุ่มทำอะไรก็ได้

ขณะที่กำลังยืนคิด เสียงหนึ่งก็แทรกขึ้นมาในภวังค์

“คุณมาทำอะไรที่นี่”

ฉันใจหายวูบ รีบหันไปหาต้นเสียง ก็พบว่าชายร่างใหญ่กำยำในชุดทหาร กำลังยืนอยู่ข้างหลัง

“เอ่อ...คือ ฉันมาทำหนังสือท่องเที่ยว เห็นว่าบนนี้วิวสวย เลยขึ้นมาถ่ายรูปน่ะค่ะ ขอโทษนะคะที่แอบเข้ามา ไม่รู้เหมือนกันว่าดึกดื่นป่านนี้เขายังให้ขึ้นหรือเปล่า” ฉันทำใจดีสู้เสือ อธิบายไปยาวเหยียด

“ใจกล้าดีนะ...มาคนเดียว ดึกขนาดนี้ ไม่กลัวเหรอ”

“ก็เขาว่ากันว่า ที่นี่เป็นเมืองสงบ ผู้คนอยู่กันอย่างอบอุ่นไม่ใช่เหรอคะ ฉันไม่ได้ทำผิดคิดร้ายอะไร ไปที่ไหน ฉันก็ไม่กลัวหรอก”

ท่ามกลางความมืด ฉันเห็นหน้านายทหารคนนั้นไม่ค่อยชัด แต่ก็พอมองออกว่าเขากำลังยิ้ม

“ผมเป็นทหารดูแลรักษาที่นี่ อยู่ที่นี่มานานมากแล้ว อยากรู้อะไรเกี่ยวกับเบตง ถามผมได้เลย”

นั่นเป็นคำพูด ที่ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง หลังจากที่ยืนตัวเกร็งแข็งทื่ออยู่นาน หลังจากนั้น ฉันก็เริ่มคุย เริ่มถามเขา เขาก็อธิบายอะไรหลายๆ อย่างให้ฉันฟัง เรานั่งชมวิวกันไป คุยกันไป เขาสุภาพกับฉันมาก ระหว่างที่คุยกัน เขาไม่ได้เข้ามาใกล้ แต่ยืนห่างออกไปพอสมควร พูดจาสุภาพ ออกยืดยาดเย็นชาด้วยซ้ำ

ฉันคุยกับเขานานเท่าไหร่ไม่ทราบได้ แต่มารู้สึกตัวอีกที ก็ตอนที่มีคนมาปลุก

“คุณๆ มานอนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย แล้วเข้ามาได้ยังไง ตอนไหน เป็นอะไรรึเปล่า”

เสียงเจ้าหน้าที่ที่พิพิธภัณฑ์ถามฉันเป็นชุด ดูท่าทางเธอตกใจมากที่พบฉันที่นี่

“เข้ามาเมื่อคืนนี้น่ะค่ะ เห็นประตูไม่ได้ล็อกก็เลยขึ้นมา กับทหารที่เฝ้าที่นี่อยู่ไงคะ”

“ทหาร! …ทหารที่ไหนคะ ที่นี่มีฉันคนเดียว เป็นคนดูแลพิพิธภัณฑ์นี้ พอ 5 โมงเย็นก็ปิดแล้ว นี่ฉันเพิ่งมาไขกุญแจเมื่อกี้ นึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เดินขึ้นมาดู ก็เจอคุณนอนอยู่” เจ้าหน้าที่พูดสีหน้าจริงจัง

“พี่ไม่ได้พูดเล่นใช่มั้ย ถ้าอย่างนั้น หนูขึ้นมาได้ยังไง และทหารคนนั้นเป็นใคร”

เจ้าหน้าที่ไม่พูดอะไรต่อ แต่เรียกให้ฉันเดินลงไป ที่ด้านล่างของพิพิธภัณฑ์ เธอชี้ให้ฉันดูรูปทหารนายหนึ่ง แล้วถามว่า เมื่อคืนที่ฉันเจอใช่ทหารคนนี้หรือเปล่า

ฉันเพ่งมองแล้ว ก็คิดว่าคล้ายๆ จึงบอกไปว่า น่าจะใช่คนนี้

เท่านั้นเอง เจ้าหน้าที่ก็หน้าเปลี่ยนสี และเล่าให้ฉันฟังว่า ทหารคนนี้ เสียชีวิตไปสิบกว่าปีแล้ว เพราะโดนระเบิดจากผู้ก่อการร้าย เขาเป็นคนที่รักเบตงมาก และชอบขึ้นมาพักผ่อนบนหอคอยแห่งนี้เป็นประจำ

ฉันได้ฟังดังนั้นก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ไม่คิดเลยว่าชีวิตนี้ จะได้เจอผี แถมยังเป็นผีที่สุดเขตสยามเสียอีก

หลังจากนั้น ฉันก็รีบทำงานของตัวเองให้เสร็จ ไม่ว่าจะเก็บภาพ สัมภาษณ์ ไปเที่ยวที่ต่างๆ จนครบ แล้วรีบกลับกรุงเทพฯ โดยที่ไม่ได้วะไปที่พิพิธภัณฑ์นั้นอีก

มุมมองจากจุดชมวิวบนหอคอย

แต่ก่อนที่จะกลับ ฉันก็อดไม่ได้ที่จะมองไปที่หอคอยแห่งนั้น สายตาฉันยังคงเห็น นายทหารคนหนึ่ง ยืนโบกมือลา แล้วก็หายไป   

....................

 

 

 

ความคิดเห็น

Advertisement

Advertisement

Advertisement

บทความล่าสุด