อื่นๆ

ตายอย่างคนหลอน

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
ตายอย่างคนหลอน

มีคนเคยบอกผมนานแล้วว่า  อย่าไปมุ่งมั่นอะไรกับหน้าที่การงานจนเกินไป เพราะบริษัทขาดคนอย่างผม เขาก็สามารถหาคนใหม่มาแทนได้ไม่ยาก แต่ก็นั่นแหละ  เมื่อได้เข้าทำงานแล้ว สารพัดปัญหาต่าง ๆ ก็จะรุมเร้าเข้ามาเองโดยอัตโนมัติ ต่อให้คิดบวกแค่ไหน สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นคนจิตตกได้ง่าย ๆ  อย่างผม... และเคยมีคนบอกผมว่า ผมกำลังหลอนไปแล้ว ดูจากสภาพหน้าตา ความเคร่งเครียด  

ผมนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว  ไม่รู้คิดอะไรในหัววุ่นวายไปหมด ส่วนใหญ่เป็นเรื่องงานในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย รุ่งเช้าขึ้นมา ผมจึงก้าวออกจากห้องพักในสภาพอิดโรย ผมใช้ฮอนด้าซีวิค 3 ประตู  สภาพภายนอกของมันอาจไม่สู้ดีนัก สีขาวข้นของมันมีร่องรอยถลอกอยู่บ้าง  แต่ผมเพิ่งทำเครื่องยนต์มาใหม่เอี่ยม  อีกอย่างสภาพเดิมของมันก็ยังขับได้อีกหลายปี  เพียงแต่เมื่อปลายปีก่อน  ผมได้โบนัสก้อนใหญ่มา  จึงตัดสินใจทำเครื่องยนต์เป็นการตบรางวัลให้กับตัวเอง ผมไม่อยากได้รถยนต์ใหม่เหมือนกลุ่มเพื่อนพนักงานหลายคน  เพราะไม่อยากให้ชีวิตของตัวเองต้องถูกบีบคั้นจากบริษัทไฟแนนซ์  ต้องต่อปากต่อคำกับฝ่ายเร่งรัดหนี้สิน  มันเสื่อมเสียสุขภาพจิต  และอาจกระเทือนถึงหน้าที่การงานอย่างเลี่ยงไม่ได้

Advertisement

Advertisement

ผมเป็นคนรูปร่างสูง ค่อนข้างผอม  ยิ่งไม่ได้พักผ่อน  ขอบตาของผมจึงลึกโหลและดำคล้ำอย่างเห็นได้ชัด  โครงหน้าของผมก็ไม่ได้หล่อเหลาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  อาจเป็นเพราะเหตุนี้  ผมจึงยังไม่มีผู้หญิงคนใดก้าวเข้ามาในชีวิต แต่บุคลิกภายนอก  บวกกับผมไม่นิยมวัตถุฟุ้งเฟ้อประดับบารมี  ผมจึงยังคงดูจน  ทั้งๆที่ในความเป็นจริง  ผมไม่มีหนี้สิน  แถมยังมีเงินเก็บ 6 หลักในธนาคาร ต่างจากพวกดูดีภายนอก  สภาพเศรษฐกิจภายในนั้น  ระดับหนี้เน่าเกือบทุกรายไป  เฮอะ!  สังคมทุกวันก็เป็นแบบนี้ ทุกคนดูแต่เปลือกภายนอก  ภายในจะเป็นอย่างไรไม่ใคร่ให้ความสนใจนัก

ผมปล่อยความคิดให้ล่องลอย  ขณะเคลื่อนรถเข้าไปรวมอยู่ในแถวยาวเหยียดบนถนน  ผมต้องคงเสียเวลาอยู่ในรถอีกไม่ต่ำกว่าชั่วโมงครึ่ง  ไม่เป็นไร  ผมเคยไม่คุ้นชินกับสภาพเช่นนี้  แต่นั่นมันนานมาแล้ว รถค้างอยู่กลางถนนแทบไม่ขยับ  ผมมุ่งหน้าสวนทางกับแสงตะวัน  จึงต้องเลื่อนที่กำบังแดดบังสายตา  และสวมแว่นตาดำอีกเพื่อปรับการมองเห็นให้ชัดเจน ขณะรอคอยให้รถขยับต่อไป  จิตใจของผมก็พลันกระหวัดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน  ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองฝันถึงอะไรกันแน่  รู้เพียงว่าเป็นเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัว  และภายในความฝันดังกล่าวนั้นเอง  ผมอยู่ในสภาพตื่นตระหนก  ผมวิ่งหนี  ผมต่อสู้  แต่ไม่รู้ว่าหนีหรือต่อสู้กับสิ่งใด  แล้วเจ้าความฝันนั้นก็ส่งผลมาถึงสภาพของผมตอนนี้  บ้าชะมัด!  ผมเริ่มเครียด  เพราะรถยังไม่ขยับ  ราวกับข้างหน้ามีการประท้วงปิดถนนอย่างนั้นแหละ จริงสิ  ไม่เฉพาะผมเท่านั้นที่กำลังถูกคุกคามด้วยศัตรูคือ  ความเครียด

Advertisement

Advertisement

แต่ขณะนี้หัวของผมกำลังจะระเบิด  เพราะผมไม่มีเวลามากพอกับการรอคอยให้รถขยับ  ต่อให้ขยับได้  ผมต้องทำความเร็วไม่ต่ำกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  จึงถึงบริษัท  ซึ่งอาจจะเลทไปซักเกือบๆ 10 นาทีด้วยซ้ำ นาทีนั้น  ผมมองเห็นสีหน้าอันถมึงทึงของลูกค้าที่มีความอดทนเพียงน้อยนิด  และมันพร้อมจะสะบั้นทันขณะ  เพียงแค่ความไม่พอใจเล็กๆน้อยๆกระทบจิตใจของพวกเขา  และผมมองเห็นดวงตาลุกวาวไม่ต่างจากไฟนรก  จากแววตาของฝ่ายบริหาร  หัวหน้าผม ไม่เว้นกระทั่งเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ  เพราะพวกเขาก็ตั้งความหวังไว้ที่ผมเอาไว้อย่างมากมาย  ในสภาพเศรษฐกิจอันแสนฝืดเคืองแบบนี้  ขืนปล่อยให้งานใหญ่หลุดมือไป  ก็เท่ากับเอามีดเชือดคอตัวเองชัด ๆ ให้ตายเถอะ  ผมมองเห็นแต่เค้าลางแห่งความหายนะรออยู่   ผมจะไม่เหลือความอดทนสำหรับการรอคอยให้ขบวนรถเริ่มขยับ 

ความคิดอย่างหนึ่งแวบเข้ามาในหัว   นาทีนั้น  รอยยิ้มชนิดหนึ่งผุดขึ้นที่มุมปากของผม  แน่ล่ะ  ผมไม่มีทางรู้ว่าตัวเองมีรอยยิ้มอันน่าสะพรึงแบบนี้ด้วย สติผมหลุดแล้ว  แค่มีทางแทรกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ผมต้องไปให้ได้  ผมกดคันเร่งนำรถพุ่งออกไป ชนกับอะไรบ้างผมไม่ได้สนใจอีกแล้ว ขอแค่ถึงที่หมาย  ผมหัวเราะออกมาเหมือนคนสติหลุด ตอนที่รถจอดสนิทแน่นิ่ง ผมก้าวทะลุออกมาจากรถ มองไปที่ร่างของตัวเองที่ฟุบจมกองเลือดหลังพวงมาลัย สภาพรถยับเยิน  ผมเห็นร่างของใครหลายคนไม่เว้นแม้แต่เด็กในชุดนักเรียนที่กำลังยืนมองศพของตัวเอง หลังจากถูกรถเก๋งของผมพุ่งเข้าชนอย่างจัง ผมไม่ได้ตายคนเดียว แต่ยังพาหลาย ๆ คนให้พบกับจุดจบตามด้วย  ผมควรจะทำยังไงต่อไปดี....

Advertisement

Advertisement

อ. อเวจี ; เขียน

ภาพโดย Andrew Martin จาก Pixabay

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์