อื่นๆ

วิ่ง ให้ ตาย

คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ
วิ่ง ให้ ตาย

                                                                                                         วิ่ง ให้ ตาย

สมัยม.ปลาย ผมอ้วนจนน้ำหนักทะลุหนึ่งร้อยสิบเจ็ดกิโลกรัม แม้ว่าจะพยายามบอกตัวเองแล้วว่าช่างมันเถอะ แต่กลับถูกล้อ ถูกบูลลี่โดยคนรอบข้างอยู่ดี ผมจึงอยากลดน้ำหนัก ทั้งอดอาหารจนเป็นโรคกระเพาะ กินยาลดจนโยโย่ขึ้นทะลุร้อยยี่สิบ สุดท้ายก็ถอดใจ กระทั่งมีเพื่อนอีกคนชวนไปเดินเร็วลดน้ำหนัก...มันคือที่มาของการลดน้ำหนักอย่างหฤโหดและสุดสยองขวัญของผม

                รองเท้าไนกี้ สำหรับวิ่งนั้นราคาสูง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ากับคนน้ำหนักมากแบบนี้ การใส่รองเท้าที่ช่วยอุ้มส้นเท้าและรองรับน้ำหนักได้ดีนั้นเป็นอะไรที่ควรค่าแก่การกระทำ กระทั่งที่ตลาดคลองถม ผมเจอรองเท้าไนกี้แท้ สภาพดี และไซส์ใหญ่พอดีกับเท้า(ปกติใส่รองเท้าไซส์ไทย เบอร์ 45 ซึ่งใหญ่มาก) ในราคาเพียงสามร้อยบาท จึงเริ่มออกเดินในวันต่อมา

Advertisement

Advertisement

                น้ำหนักที่เยอะขนาดนี้ทำให้ผมไม่สามารถวิ่งได้เพราะมันมีผลกับข้อเท้า จึงเลือกที่จะเดินไปรอบๆ ทางเดินสวนสาธารณะประจำหมู่บ้าน ได้ประมาณหนึ่งกิโลเมตร แต่แล้วด้วยอะไรสักอย่าง ผมข้อเท้าแพลงอย่างรุนแรง ผนวกกับน้ำหนักที่มากโข ทำให้ข้อเท้าผมบวมและต้องหยุดกะทันหัน

                คืนนั้นผมทานยาแก้อักเสบแล้วเข้านอนตามปกติ อาจด้วยฤทธิ์ยาที่ไปฉีดมาด้วย จึงสะดุ้งตื่นกลางดึก และคอแห้งอย่างมาก ผมกะเผลกไปหยิบน้ำมาดื่ม แต่แล้วจังหวะที่กำลังจะล้มตัวลงนอน ผมกลับเห็นใครสักคนยืนอยู่ที่ปลายเตียงของผม พร้อมทั้งสวมรองเท้าที่ผมซื้อมาด้วย มันไม่ใช่เงา...มันคือคน

                วูบนั้นผมตัวสั่น เหงื่อออกทั้งมือและใบหน้าทั้งที่ในห้องนั้นเปิดแอร์เย็นเฉียบ แสงไฟหน้ารถคันหนึ่งส่องลอดผ้าม่านผืนบางเข้ามาภายในห้อง ผมเห็นรูปร่างและใบหน้าของบุคคลปริศนานั้นอย่างชัดเจน ใบหน้าของเขาแหลกเละไปครึ่งซีก มองเห็นช่องโหว่ที่ขมับด้านขวา และเลือดปริมาณมหาศาลที่ไหลลงมาตั้งแต่หัวจรดลำตัว

Advertisement

Advertisement

                วินาทีนั้นผมสติแตก อยากจะวิ่งหนีออกไปแต่กลับทำไม่ได้ เพราะข้อเท้าเจ็บมาก และราวกับโดนสะกด ผมไม่สามารถหันหนีจากใบหน้าที่เว้าแหว่งนั้นได้ ดวงตาข้างหนึ่งของเขาปูดโปนจนแทบหลุดออกนอกเบ้า วินาทีนั้นเขายกมือชี้หน้าผม สีหน้าจากเรียบเฉยทวีอารมณ์ขึ้งโกรธมากขึ้นเรื่องๆ ก่อนที่เขาจะตะโกนกร้าวและสำรอกของเหลวสีเข้มข้นคลั่กทะลักออกมา

“อย่ายุ่งกับของกู!!! ไม่งั้นกูจะเอามึงให้ขาขาด”  

                ในตอนนั้นเองที่ผมสามารถหลุดออกจากพันธนาการใดๆ ได้แล้วกรีดร้องออกมาพร้อมทั้งดีดตัวลุกขึ้นจากเตียง นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่โตมาที่ผมฉี่รดที่นอน ก่อนจะเข้าใจว่าผมฝัน แต่มันกลับเป็นความฝันที่เหมือนจริงมากๆ ผมลุกขึ้นเพื่อมองหารองเท้าคู่นั้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะพบว่ามันวางอยู่ตรงนั้น พร้อมกับที่พื้นด้านในรองเท้ามีคราบเลือดแห้งกรังเปรอะอยู่ทั่วบริเวณ ทั้งๆ ที่ตอนซื้อมามันยังขาวสะอาด แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่ผมจะรับรู้ว่าเรื่องราวเมื่อคืนไม่ใช่ความฝัน

Advertisement

Advertisement

                ผมเก็บรองเท้านั้นไว้ที่ห้องเก็บของโดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น ไม่คิดจะสวมมันอีก ขอพระแม่มาสวมเต็มคอและพักรักษาตัวอยู่เกือบอาทิตย์ ก่อนที่จะเริ่มเดินได้ เพื่อนจึงชวนผมไปตลาดคลองถมอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้ บริเวณร้านขายรองเท้านั้นไม่อยู่แล้ว แต่เพื่อนของผมที่ซื้อไปคู่หนึ่งนั้นเขาชอบมาก เลยอยากมาซื้ออีก ก็อย่างว่า ตาดีได้ ตาร้ายเสีย

                เพื่อนจึงเอ่ยถามแม่ค้าร้านข้างๆ ว่า “ร้านรองเท้ามือสองไม่มาแล้วเหรอครับ ?”

                “มันโดนรถชน สงสัยเวรกรรมเอาคืนมันนั่นแหละ มันเพิ่งโดนจับไปเมื่อสามวันก่อน” ตามประสาแม่ค้า เมื่อได้พูดแล้วก็ร่ายยาว แต่มันก็เป็นเรื่องดีที่ทำให้ผมตาสว่าง “มันไปขโมยรองเท้าที่หอพักนักศึกษาเอามาขาย ตกระเบียงโดนเหล็กเสียขาไป ประกันตัวออกมาก็ไปโดนรถชน เขาว่ากันว่ามันขโมยไปหมดนั่นแหละ ขนาดรองเท้าคนตายมันยังเอามาขายเลย ไปหาร้านอื่นเถอะหนู”

                นั่นยิ่งกว่าการทำให้ผมถึงบางอ้อ แต่ถึงมันไปเสียทุกบางเลยจริงๆ ว่ารองเท้าคู่นั้นของผมไม่น่าจะใช่รองเท้าขโมยโดยทั่วๆ ไป อาจจะมีเจ้าของที่เสียชีวิตไปแล้วมาตามทวงคืน และพบว่ามันอยู่กับผมเลยโกรธเคือง ผมเหมือนจะเป็นไข้อีกรอบด้วยความกลัว

                วันรุ่งขึ้นผมจึงเอารองเท้าคู่นั้นไปเผาทิ้งที่หลังบ้าน และไปทำบุญยกใหญ่ให้ดวงวิญญาณปริศนาดวงนั้น ก่อนทิ้งท้ายว่า “ถ้าได้รับบุญก็ไม่ต้องมาขอบคุณนะ ทำให้ด้วยใจ”

                จบจากเหตุการณ์นั้นผมแทบจะเป็นโรคเกลียดของมือสองไปเลย

                คิดๆ ไปแล้วก็รู้สึกโชคดีเหลือเกินที่แค่ขาแพลง ไม่อยากคิดว่าถ้าหากโดนอะไรที่เลวร้ายกว่านี้ผมจะเป็นยังไง

                ในปัจจุบันนี้ ผมลดน้ำหนักได้เกือบยี่สิบกิโลแล้ว ด้วยการเดิน พัฒนาไปเป็นการวิ่ง กับรองเท้าไนกี้อย่างที่ชอบ ต่างกันตรงที่ว่าผมเก็บเงินซื้อมือหนึ่งด้วยตัวเอง...พอกันทีของมือสอง

                                                                                                                     จบ


คัดลอกลิงค์
คัดลอกลิงค์
แจ้งตรวจสอบ

ความคิดเห็น

กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อทำการคอมเม้นต์